ถ้าพูดถึงช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นสวยที่สุดของปี เดือนเมษายน มักจะเป็นเดือนแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระบานสะพรั่งไปทั่วประเทศ เปลี่ยนบรรยากาศทั้งเมืองให้กลายเป็นสีชมพูอ่อนสุดโรแมนติก บวกกับอากาศที่กำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนเกินไปและไม่ร้อน ทำให้เหมาะกับการออกไปเดินเที่ยว ถ่ายรูป และใช้เวลากับบรรยากาศรอบตัวแบบเต็มที่ บทความนี้เลยรวบรวม 20 สถานที่ เที่ยวญี่ปุ่น เมษายน ที่ขึ้นชื่อเรื่องซากุระสวย บรรยากาศดี และเหมาะกับการวางแผนทริปช่วงพีคของปีมาให้ครบในที่เดียว ไม่ว่าคุณจะไปครั้งแรกหรือเคยไปมาแล้ว ก็สามารถเลือกปักหมุดเที่ยวได้แบบไม่พลาด
1. สวนอุเอโนะ (Ueno Park)

สวนอุเอโนะ(Ueno Park) ถือเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในโตเกียว เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 และเป็นเหมือนโอเอซิสกลางเมืองที่รวมทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว ภายในสวนมีพื้นที่กว้างขวาง เต็มไปด้วยพิพิธภัณฑ์สำคัญ สวนสัตว์ วัด และบ่อน้ำชิโนบาสึที่เป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปยอดนิยม สิ่งที่ทำให้ที่นี่โดดเด่นคือบรรยากาศที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันแบบไม่เบื่อ ไม่ว่าจะเดินเล่นใต้ร่มไม้ นั่งพักผ่อน หรือแวะชมแลนด์มาร์คต่างๆ ภายในสวน ซึ่งตอบโจทย์ทั้งสายเที่ยว สายถ่ายรูป และสายชิลได้ครบในที่เดียว
เดือนเมษายน เป็นช่วงที่อุเอโนะสวยที่สุดของปี ดอกซากุระบานเต็มที่ โดยมีต้นซากุระกว่า 800 ต้นเรียงรายตลอดทางเดินหลัก ทำให้ทั้งสวนกลายเป็นอุโมงค์สีชมพูสุดโรแมนติก ในช่วงนี้จะมีบรรยากาศการนั่งชมดอกไม้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมยอดนิยมของคนญี่ปุ่น ผู้คนจะมาปูเสื่อนั่งปิกนิกใต้ต้นซากุระ กินอาหาร พูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน เป็นบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาและเป็นเอกลักษณ์มาก นอกจากนี้ยังมีการประดับไฟตอนกลางคืน ทำให้ซากุระดูสวยไปอีกแบบหนึ่ง
ไฮไลต์ของ สวนอุเอโนะ คือ ถนนซากุระที่เรียงต้นไม้ยาวตลอดแนว ซึ่งเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในทุกปี นอกจากนั้นยังสามารถชมวิวซากุระคู่กับบ่อน้ำชิโนบาสึ วัดเก่าแก่ และแลนด์มาร์คต่าวๆ ภายในสวนได้ในพื้นที่เดียว เป็นสถานที่ที่รวมความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้ในที่เดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 5:00 น. – 23:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote Line ไปลงที่สถานี Ueno ออกทาง Park Exit เดินข้ามถนนประมาณ 1-2 นาที ก็จะถึงทางเข้าสวนทันที
ที่ตั้ง: Uenokoen, Taito City, Tokyo 110-0007 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/9EQgNhPBqwDrxxfy5
2. แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River)

แม่น้ำเมกุโระ (Meguro River) ถือเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่โด่งดังที่สุดในโตเกียว โดยเฉพาะบริเวณย่านนากาเมกุโระ ที่มีต้นซากุระเรียงรายตลอดสองฝั่งแม่น้ำยาวหลายกิโลเมตร เมื่อถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ดอกซากุระจะบานสะพรั่งพร้อมกันกลายเป็นอุโมงค์สีชมพูที่ทอดยาวเหนือแม่น้ำ สร้างบรรยากาศโรแมนติกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ความพิเศษของที่นี่คือระยะใกล้ ระหว่างต้นซากุระกับตัวแม่น้ำ ทำให้กิ่งไม้บางส่วนโน้มลงมาจนเกือบแตะผิวน้ำ เกิดเป็นภาพซากุระสะท้อนน้ำที่สวยเหมือนภาพฝัน ยิ่งในช่วงกลางวันจะให้ฟีลสดใส ส่วนช่วงเย็นและค่ำ บรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นโรแมนติกมากขึ้น เพราะมีการประดับโคมไฟตลอดแนวแม่น้ำ ทำให้ทั้งพื้นที่กลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระ สถานที่ เที่ยวญี่ปุ่น เมษายน ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นเลย
ไฮไลต์ของ แม่น้ำเมกุโระ คือ อุโมงค์ซากุระเหนือแม่น้ำที่เกิดจากต้นซากุระกว่า 800 ต้นเรียงตัวแน่นสองฝั่ง เมื่อบานเต็มที่ กิ่งไม้จะโค้งเข้าหากันจนเหมือนหลังคาดอกไม้ และเมื่อมีการเปิดไฟในช่วงค่ำ แสงโคมสีชมพูจะสะท้อนกับผิวน้ำ สร้างบรรยากาศโรแมนติกที่เป็นภาพจำของที่นี่ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลซากุระ พร้อมร้านค้า และบรรยากาศคึกคักตลอดแนวทางเดิน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่งรถไฟไปที่สถานี Shibuya แล้วเปลี่ยนไปขึ้น Tokyo Toyoko Liner มาลงที่สถานี Nakameguro เดินออกจากสถานีเพียงประมาณ 1 นาที จะเจอแม่น้ำและจุดชมซากุระทันที
ที่ตั้ง: Meguro River, เขต Meguro / Shinagawa, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/crbrtt5gqw8K4433A
3. ชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen)

ชินจูกุ เกียวเอน (Shinjuku Gyoen) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในเมือง ด้วยพื้นที่กว้างกว่า 50 เฮกตาร์ ทำให้บรรยากาศภายในสวนโปร่ง โล่ง และไม่แออัดเหมือนสวนอื่นๆ ภายในถูกออกแบบเป็นสวน 3 สไตล์ ได้แก่ สวนญี่ปุ่นดั้งเดิม สวนแบบฝรั่งเศษ และสวนสไตล์อังกฤษ ทำให้เดินเที่ยวได้หลากหลายอารมณ์ในที่เดียว
ในช่วงเดือนเมษายน สวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยซากุระหลากหลายสายพันธุ์ ทำให้สามารถชมดอกไม้ได้ยาวกว่าหลายพื้นที่ในโตเกียว ไม่ว่าจะเป็นโซนสนามหญ้ากว้างที่เหมาะกับการนั่งปิกนิกหรือบริเวณบ่อน้ำที่มีซากุระสะท้อนผิวน้ำ บรรยากาศโดยรวมจะให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย เหมาะกับทั้งการเดินเล่น ถ่ายรูป และพักผ่อนจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่
ไฮไลต์ของ ชินจูกุ เกียวเอน คือ การเป็นสวนซากุระที่ดูได้ยาวและสบายที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว เพราะมีซากุระหลายสายพันธุ์ ทำให้ช่วงเวลาบานไม่ตรงกัน นักท่องเที่ยวจึงมีโอกาสเห็นซากุระแม้จะมาไม่ตรงพีคเป๊ะๆ อีกทั้งพื้นที่สวนกว้างมาก สามารถหามุมเงียบๆ นั่งชมวิวได้แบบไม่ต้องบียดฝูงชน บรรยากาศจึงต่างจากจุชมซากุระยอดฮิตอื่นที่มักแน่นไปด้วยคน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: หยุกทุกวันจันทร์
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เย็น, เด็ก ต่ำกว่า 15 ปี เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่ง Tokyo Metro Marunouchi Line ไปลงที่สถานี Shinjuku-gyoenmae เดินประมาณ 5 นาทีจถึงสวน
ที่ตั้ง: 11 Naitomachi, Shinjuku City, Tokyo 160-0014 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/yHEdVazaBvWQfea97
4. สวนสุมิดะ (Sumida Park)

สวนสุมิดะ (Sumida Park) เป็นสวนสาธาระริมแม่น้ำสุมิดะที่ตั้งอยู่ใกล้ย่านอาซากุสะ หนึ่งในย่านยอดนิยมของโตเกียว ตัวสวนทอดยาวอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ทำใหสามารถเดินเล่นชมวิวได้แบบยาวๆ พร้อมบรรยากาศสบายๆ เหมาะทั้งสำหรับพักผ่อนและถ่ายรูป โดยเฉพาะวิวของ Tokyo Skytree ที่มองเห็นได้ชัดจากหลายมุม ถือเป็นหนึ่งในจุดที่ผสมผสานความเป็นเมืองและธรรมชาติได้ลงตัวมาก
สวนแห่งนี้ในช่วงเดือนเมษายนเป็นจุดหนึ่งที่ซากุระบานสวยมากที่สุดในโตเกียว ด้วยต้นซากุระที่เรียงรายยาวตามแนวแม่น้ำกว่า 1 กิโลเมตร บานพร้อมกันเป็นสีชมพูเต็มทั้งสองฝั่ง บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นมานั่งปิกนิกกัน ใต้ต้นซากุระ ถือเป็นประสบการณ์ที่สะท้อนวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน
ไฮไลต์ของ สวนสุมิดะ คือ อุโมงค์ซากุระริมแม่น้ำที่เรียงยาวตลอดสองฝั่งจนถูกเรียกว่า Senbonzakura หรือซากุระนับพันต้น ซึ่งสามารถเดินชมได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด จุดเด่นอีกอย่างคือมุมถ่ายรูปที่เห็นทั้งซากุระและ Tokyo Skytree อยู่ในเฟรมเดียวกัน เป็นภาพไอคอนิกของโตเกียวในฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกชมซากุระจากมุมใหม่ๆ ได้ เช่น ล่องเรือในแม่น้ำหรือชมช่วงกลางคืนที่มีการเปิดไฟ ก็สวยอีกแบบ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่ง Tokyo Metro Ginza Line ไปลงที่สถานี Asakusa ออกทางออก Exit 5 เดินตรงไปทางแม่น้ำสุมิดะประมาณ 5-6 นาที จะเจอสวนสุมิดะอยู่ริมแม่น้ำ
ที่ตั้ง: 1 Chome Hanakawado, Taito City, Tokyo 111-0033 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/LwX4M4ANK8T6RWYcA
5. วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple)

วัดเซ็นโซจิ (Sensoji Temple) วัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียวและเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนสักครั้ง ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความศักดิ์สิทธิ์และความคึกคักของย่านอาซากุสะ ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
เดือนเมษายน วัดเซ็นโซจิจะยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้น เพราะมีซากุระบานกระจายอยู่รอบบริเวณ โดยเฉพาะโซนใกล้แม่น้ำสุมิดะและสวนใกล้คียง ทำให้สามารถเดินชมวัดพร้อมถ่ายรูปกับดอกซากุระได้ในทริปเดียว อีกทั้งอากาศช่วงนี้กำลังเย็นสบาย ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป เหมาะกับการเดินเที่ยวทั้งวันโดยไม่เหนื่อยเกินไป
ไฮไลต์ของ วัดเซ็นโซจิ คือ การเที่ยวได้ครบประสบการณ์ญี่ปุ่นในที่เดียว ตั้งแต่การลอดประตูคามินาริมง ถ่ายรูปกับโคมแดงยักษ์ เดินชมของกินบนถนนนากามิเสะ ไปจนถึงการไหว้พระ ขอพร และลองเสี่ยงเซียมซีที่เป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยว นอกจากนี้เจดีย์ 5 ชั้นและวิหารหลักยังเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเย็นที่มีการเปิดไฟ จะได้บรรยากาศที่สวยและโรแมนติกมาก
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 06:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่ง JR Yamanote Line จากสถานี Tokyo ไปลงที่สถานี Kanda เปลี่ยนเป็น Tokyo Metro Ginza Line ไปลงที่สถานี Asakusa เดินต่อประมาณ 3-5 นาทีก็ถึงวัด
ที่ตั้ง: 2 Chome-3-1 Asakusa, Taito City, Tokyo 111-0032 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/EVGCADK8WLN5Au4g9
6. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นตั้นแต่ปี ค.ศ. 1583 โดยโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การรวมชาติของญี่ปุ่น ปราสาทแห่งนี้มีความโดดเด่นทั้งด้านสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมและความยิ่ใหญ่ของโครงสร้าง โดยตัวปราสาทหลักถูกสร้างบนฐานหินขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยคูน้ำและกำแพงหินอย่างแข็งแกร่ง ปัจจุบันภายในปราสาทถูกปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ขณะที่บริเวณรอบๆ ถูกพัฒนาเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองโอซาก้า ทำให้ที่นี่กลายเป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและพื้นที่พักผ่อนของคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นรอบปราสาทและชมวิวในเมืองได้จากด้านบน
ช่วงเวลาที่ปราสาทโอซาก้าสวยที่สุดก็คือในเดือนเมษายน เพราะเป็นฤดูที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทั่วบริเวณสวน โดยเฉพาะใน Osaka Castle Park ที่มีต้นซากุระจำนวนมากกระจายอบู่รอบพื้นที่ ทำให้ทั้งสวนถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนแบบเต็มพื้นที่ คนญี่ปุ่นนิยมมานั่งปิกนิด และมาชมดอกไม้ที่นี่ ยิ่งช่วงเย็นที่มีการเปิดไฟ ยิ่งเพิ่มความโรแมนติกให้ที่นี่มากๆ
ไฮไลต์ของ ปราสาทโอซาก้า คือ วิวปราสาทโอซาก้า ที่เต็มไปด้วยซากุระบาน เป็นภาพที่กลายเป็นไอคอนของญี่ปุ่นไปแล้ว นอกจากนี้บริเวณสวนนิชิโนมารุยังเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมที่มีพื้นที่กว้าง มองเห็นปราสาทได้เต็มตาและเหมาะกับการมานั่งชมวิวแบบชิลๆ อีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, นักเรียน/นักศึกษา 600 เยน, เด็กต่ำกว่า 15 ปี เข้าฟรี
วิธีไป: นั่ง Osaka Metro สาย Chuo Line ลงสถานี Morinomiya และเดินเข้าปราสาทประมาณ 15 นาที
ที่ตั้ง: 1-1 Osakajo, Chuo Ward, Osaka, 540-0002 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/uFMBHqQ4FgYMLLLy9
7. สวนเคมะ ซากุระโนะมิยะ (Kema Sakuranomiya Park)

สวนเคมะ ซากุระโนะมิยะ (Kema Sakuranomiya Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เลียบแม่น้ำโอคาวะ ใจกลางเมืองโอซาก้า โดยตัวสวนทอดยาวกว่า 4 กิโลเมตร ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคคันไซ สองฝั่งแม่น้ำจะเต็มไปด้วยต้นซากุระนับพันต้นเรียงต่อกันเป็นแนวยาว เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน ดอกซากุระจะบานสะพรั่ง กลายเป็นอุโมงค์สีชมพูสุดอลังการ เหมาะกับทั้งมาเดินเล่น ถ่ายรูป หรือปูเสื่อนั่งปิกนิกได้
นอกจากความสวยงามของซากุระแล้ว บรรยากาศของที่นี่ยังผสมทั้งธรรมชาติและเมืองได้อย่างลงตัว ได้เห็นทั้งวิวแม่น้ำ เรือที่ล่องผ่าน และตึกของเมืองโอซาก้าเป็นฉากหลัง ช่วงเดือนเมษายนที่สวนแห่งนี้กำลังเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่หนาวเกินไป ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการมาเดินเล่นแบบชิลๆ ใช้เวลาได้หลายชั่วโมงโดยไม่รู้สึกเหนื่อย
ไฮไลต์ของ สวนเคมะ ซากุระโนะมิยะ คือ แนวซากุระเลียบแม่น้ำที่ยามกว่า 4 กิโลเมตร พร้อมต้นซากุระกว่า 4,000-4,800 ต้น ซึ่งจะบานพร้อมกันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ กลายเป็นทางเดินเหมือนอุโมงค์ดอกไม้ ล่องเรือชมซากุระจากมุมกลางน้ำก็ได้ ช่วงกลางคืนบางจุดจะมีการเปิดไฟ ทำให้บรรยากาศยิ่งสวยและมีเสน่ห์มากขึ้น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Osaka ขึ้นรถไฟสาย JR Osaka Loop Line มาลงที่สถานี Sakuranomiya ออกจากสถานีแล้วเดินประมาณ 2-5 นาที จะเจอทางเดินริมแม่น้ำ
ที่ตั้ง: Nakanocho, Miyakojima Ward, Osaka, 534-0027 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/YLJhkDVRESKsrk538
8. เส้นทางนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

เส้นทางนักปราชญ์ (Philosopher’s Path) หรือ Tetsugaku no Michi เป็นทางเดินเลียบคลองความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรในเมืองเกียวโตที่ทอดยาวระหว่างวัดกิงคะคุจิไปจนถึงบริเวณวัดนันเซ็นจิ โดยตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยต้นซากุระเรียงรายตลอดแนว สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและโรแมนติก เหมาะสำหรับการเดินเล่นแบบสโลว์ไลฟ์มากๆ
สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น เส้นทางนักราชญ์ เพราะในอดีตนักปรัชญาชื่อดังอย่าง Nishido Kitaro มักใช้เส้นทางนี้ในการเดินคิดและทำสมาธิเป็นประจำ ทำให้บรรยากาศของที่นี่มีความสงบ ลึกซึ้งและแตกต่างจากจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ในญี่ปุ่น เส้นทางนี้จะกลายเป็นอุโมงค์ซากุระที่สวยงามมาก ต้นซากุระกว่า 400 ต้น จะบานสะพรั่งตลอดแนวคลอง ทำให้เกิดภาพกลีบดอกไม้สีชมพูอ่อนปกคลุมทั่วทางเดิน เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยและโรแมนติกที่สุดในเกียวโต
ไฮไลต์ของ เส้นทางนักปราชญ์ คือ อุโมงค์ซากุระเลียบคลองที่ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ทำให้คุณสามารถเดินชมวิวได้แบบไม่สะดุดตลอดเส้นทาง บรรยากาศจะเงียบสงบกว่าจุดยอดนิยมอื่นๆ และมีมุมถ่ายรูปเยอะมาก ทั้งสะพานเล็กๆ ลำคลองและร้านคาเฟ่ตลอดทาง นอกจากนี้ยังสามารถแวะเที่ยววัดสำคัญต่างๆ อย่างวัดกินคะคุจิ ได้ในเส้นทางเดียว ทำให้ที่นี่เป็นทั้งจุดชมซากุระและเส้นทางท่องเที่ยวแบบครบในที่เดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่ง Subway สาย Karasuma Line ลงที่สถานี Imadegawa เดินไปป้ายรถบัว Karasuma Imadegawa ขึ้นรถบัสสาย 203 ไปลงป้าย Ginkakuji-michi เดินต่อประมาณ 5-10 นาที ก็จะถึง
ที่ตั้ง: Shishigatani Teranomaecho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8426 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/iazR1zWBcSHU55MT8
9. วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera)

วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera) ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่โดดเด่นที่สุดของเมืองเกียวโตและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 778 อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ด้วย ความพิเศษของวัดแห่งนี้คือระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยืนออกจากภูเขา สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว และรองรับด้วยเสาไม้สูงกว่า 13 เมตร ทำให้ผู้มาเยือนสามารถชมวิวเมืองเกียวโตจากมุมสูงได้แบบพาโนรามา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่
ในช่วงเดือนเมษายน วัดคิโยมิสึเดระจะถูกโอบล้อมด้วยต้นซากุระที่บานสะพรั่งทั่วทั้งภูเขา ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติกและมีชีวิตชีวามาเป็นพิเศษ เมื่อมองจากระเบียงวัดลงไปจะเห็นสีชมพูของซากุระตัดกับเมืองเกียวโต เป็นวิวที่ทั้งสวยและสงบในเวลาเดียวกัน เหมาะมากสำหรับคนที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นในบรรยากาศแบบคลาสสิก
ไฮไลต์ของ วัดคิโยมิสึเดระ คือ เวทีไม้ที่ยื่นออกจากภูเขาแบบไร้ตะปู ซึ่งเป็นทั้งผลงานทางสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งและจุดชมวิวระดับไอคอนของญี่ปุ่น จากจุดนี้คุณสามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตแบบกว้างสุดสายตา พร้อมฉากหน้าที่เป็นต้นซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปที่สวยที่สุดในประเทศและใครๆ ก็อยากมาเยือนที่นี่สักครั้ง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 6:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 400–500 เยน, เด็ก 200 เยน
วิธีไป: นั่งรถไฟ Keihan Line ลงสถานี Kiyomizu-Gojo เดินขึ้นเขาประมาณ 20-25 นาทีก็จะถึงวัด
ที่ตั้ง: 1 Chome-294 Kiyomizu, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0862 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/beYPTTV4xPbzvYUd7
10. สวนมารุยามะ เกียวโต (Maruyama Park)

สวนมารุยามะ (Maruyama Park) เป็นสวนสาธารณะเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ตั้งอยู่ใกล้กับศาลเจ้าบาซากะในย่านกิออน ซึ่งเป็นโซนท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดพักผ่อนยอดนยิมทั้งของนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ สวนแห่งนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศกลายเป็นสถานที่ชมซากุระที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น
ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ซากุระบานเต็มที่ สวนมารุยามะจะเต็มไปด้วยต้นซากุระหลากหลายสายพันธุ์ที่ออกดอกพร้อมกัน สร้างบรรยากาศโรแมนติกและสดชื่น เหมาะกับการเดินเล่น ปิกนิกหรือถ่ายรูป โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่มีการเปิดไฟประดับ จะทำให้บรรยากาศยิ่งสวยงามและแตกต่างจากช่วงกลางวัน ถือเป็นประสบการณ์ฮานามิแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ไม่ควรพลาด
ไฮไลต์ของ สวนมารุยามะ คือ ต้นซากุระสายพันธุ์ชิดาเระหรือต้นซากุระกิ่งย้อยขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวน โดยในช่วงซากุระบานจะมีการเปิดไฟในช่วงกลางคืน ทำให้ต้นไม้ดูโดดเด่นและสวยงามเป็นพิเศษ จนกลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระกลางคืนที่สวยที่สุดในเกียวโต
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงที่ป้าย Gion เดินต่อประมาณ 5 นาทีผ่านศาลเจ้ายาซากะ จะถึงสวนมารุยามะ
ที่ตั้ง: Maruyamacho, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0071 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/HU5tNw8b1ovd1iNj7
11. อาราชิยามะ (Arashiyama)

อาราชิยามะ (Arashiyama) เป็นย่านท่องเที่ยวชื่อดังทางตะวันตกของเมืองเกียวโต ที่รวมเอาธรรมชาติ วัฒนธรรม และบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว ไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือ ป่าไผ่ซากาโนะ ที่มีต้นไผ่สูงเรียงรายเป็นแนวยาว สร้างบรรยากาศเงียบสงบและให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เสียงลมพัดผ่านต้นไม่ยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 เสียงธรรมชาติของญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากป่าไผ่ ยังมีที่เที่ยวสำคัญเช่น สะพานโทเก้ตสึเคียวที่ทอดข้ามแม่น้ำคัตสึระ รวมถึงวัดเท็นริวจิ ซึ่งเป็นมรดกโลกและศาลเจ้านิโนมิยะ โดยทั้งย่านสามารถเดินเที่ยวได้แบบชิลๆ ใช้เวลาได้ตั้งแต่ครึ่งวันจนถึงเต็มวันเลยทีเดียว
ในช่วงเดือนเมษายน อาราชิยามะจะสวยเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่ซากุระบานเต็มที่ตัดกับสีเขียวของป่าไผ่และภูเขาโดยรอบ กลายเป็นวิวที่มีทั้งสีชมพูและเขียวในเฟรมเดียว ซึ่งหาได้ยากในที่อื่น บรรยากาศโดยรวมจะเย็นสบาย เดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่เหนื่อยเกินไป เหมาะมากสำหรับถ่ายรูปและคนที่อยากซึมซับความเป็นญี่ปุ่นแบบเต็มๆ
ไฮไลต์ของ อาราชิยามะ คือ การเดินผ่านอุโมงค์ป่าไผ่ที่มีต้นไผ่สูงหลายสิบเมตรเรียงตัวแน่นตลอดสองข้างทาง ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือแสงเย็น แสงแดดจะลอดผ่านต้นไม่ลงมาเป็นลำ สวยและบรรยากาศดีมาก นอกจากนี้ยังสามารถต่อทริปไปยังสะานโทเก็ตสึเคียวหรือขึ้นไปชมวิวแม่น้ำและภูเขาได้ในระยะเดินถึง ทำให้ที่นี่เป็นที่ที่ครบทั้งธรรมชาติ วิว และวัฒนธรรมในที่เดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่ง JR Sagano Line ลงที่สถนี Saga-Arashiyama เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึงป่าไผ่อาราชิยามะ
ที่ตั้ง: Arashiyama, Ukyo Ward, Kyoto, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7m3LHawaAfKZVYCq7
12. สวนนารา (Nara Park)

สวนนารา (Nara Park) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนารา และถือเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1880 ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ วัดสำคัญระดับมรดกโลก และที่โดดเด่นที่สุดคือ กวางนารา ที่เดินเล่นอย่างอิสระทั่วสวน ซึ่งมีมากกว่า 1,000 ตัว และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติทางธรรมชาติของประเทศ
ความพิเศษของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ และใช้เวลาสบายๆ กับบรรยากาศเงียบสงบของเมืองเก่า ทำให้สวนนาราไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูป แต่เป็นสถานที่ที่ให้ประสบการณ์ญี่ปุ่นแบบลึกซึ้งและแตกต่างจากเมืองใหญ่ ในช่วงเดือนเมษายนที่สวนนาราจะยิ่งสวยเป็นพิเศษ ดอกซากุระจะบานเต็มสวน ทำให้ที่นี่บรรยากาศดูโรแมนติก เหมาะกับการเดินเล่น ปิกนิก หรือถ่ายรูปแบบเพลินๆ ได้ที่นี่
ไฮไลต์ของ สวนนารา คือ การได้ใกล้ชิดกับกวางนารา ที่สามารถเดินเข้าหานักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถซื้อขนมสำหรับกวาง เพื่อให้อาหารได้ และกวางบางตัวจะก้มหัวเหมือนการโค้งคำนับก่อนรับอาหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ นอกจากนี้การได้เดินชมซากุระท่ามกลางกวางในบรรยากาศสวนขนาดใหญ่ ถือเป็นประสบการณ์ที่ทั้งน่ารักและน่าประทับใจมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้น JR Nara Line ลงที่สถานี JR Nara เดินประมาณ 20 นาที หรือขึ้นบัสไปลงใกล้สวน
ที่ตั้ง: 469 Zoshicho, Nara, 630-8211 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/XadhMxVZHC33XRaW8
13. มิยาจิมะ (Miyajima Island)

มิยาจิมะ (Miyajima Island) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจังหวัดฮิโรชิมะ และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 วิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น จุดเด่นสำคัญคือศาลเจ้าอิสึคุชิมะที่สร้างยื่นลงไปในทะเล ทำให้เกิดภาพเหมือนศาลเจ้าลอยน้ำ โดยเฉพาะเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทะเล กลายเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่ใครมาเยือนก็ต้องแวะถ่ายรูป
บรรยากาศของที่นี่โดดเด่นมาก ทั้งธรรมชาติ ภูเขา ป่าไม้ และทะเลที่ล้อมรอบ ทำให้บรรยากาศโดยรวมมีความสงบและเป็นธรรมชาติสูง อีกหนึ่งเอกลักษณ์คือกวางที่เดินเที่ยวอยู่ทั่วเกาะอย่างอิสระ เพิ่มความน่ารักและความเป็นญี่ปุ่นแบบคลาสสิกเข้าไปอีกขั้น โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ที่ซากุระเริ่มบานทั่วเกาะ บรรยากาศจะยิ่งโรแมนติกและสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป และพักผ่อนแบบชิลๆ
ไฮไลต์ของ มิยาจิมะ คือ เสาโทริอิกลางทะเลที่จะให้ภาพแตกต่างกันตามช่วงน้ำขึ้น-น้ำลง โดยช่วงน้ำขึ้นจะดูเหมือนลอยอยู่กลางทะเล ส่วนช่วงน้ำลงสามารถเดินเข้าไปใก้ลได้แบบระยะประชิด นอกจากนี้ยังมีศาลเจ้าที่สร้างบนเสาไม้เหนือผิวน้ำ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมหาชมได้ยาก รวมถึงวิวธรรมชาติรอบเกาะที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งทะเล ภูเขา และซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยและมีเอกลักษณ์ที่สุดในญี่ปุ่น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 6:30 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ศาลเจ้า Itsukushima 300 เยน, ค่าธรรมเนียมเข้าเกาะ 100 เยน (ชำระที่ท่าเรือ)
วิธีไป: จากสถานี Hiroshima นั่งรถไฟ JR Sanyo Line ลงที่สถานี Miyajimaguchi เดินไปเท่าเรือ Miyajimaguchi Pier นั่งเรือเฟอร์รี่ ประมาณ 10 นาที ถึงเกาะมิยาจิมะ และเดินต่อประมาณ 10 นาทีจะถึงศาลเจ้า
ที่ตั้ง: Miyajimacho, Hatsukaichi, Hiroshima, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/vruJg5cGcm5EQ4Nj8
14. ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko)

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) หนึ่งใน Fuji Five Lakes ที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและถือเป็นจุดชมวิวภภูเขาไฟฟูจิที่สวยและเข้าถึงง่ายที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยทำเลที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและต่างชาติ ความพิเศษที่นี่คือ คุณจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้แบบเต็มตา โดยเฉพาะในวันที่อากาศดี จะเห็นภาพสะท้อนของฟูจิบนผิวน้ำหรือที่เรียกว่า Upside-down Fuji ซึ่งเป็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น
บรรยากาศของคาวากุจิโกะในช่วงเดือนเมษายน จะยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก เพราะเป็นช่วงที่ซากุระเริ่มบาน พร้อมกับฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิที่ยังมีหิมะปกคลุมด้านบน กลายเป็นภาพที่ทั้งโรแมนติกและเป็นเอกลักษณ์มากๆ ของญี่ปุ่น อากาศก็เย็นสบาย ไม่หนาวเกินไป เหมาะกับการมาเดินเล่น ถ่ายรูป นั่งเรือชมวิว และใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติแบบเต็มที่
ไฮไลต์ของ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ คือ วิวภูเขาไฟฟูจิแบบเต็มเฟรมที่สามารถชมได้จากหลายมุม โดยเฉพาะบริเวณฝั่งเหนือของทะเลสาบที่ขึ้นชื่อว่าวิวดีที่สุด และในช่วงซากุระบานจะได้ภาพที่รวมทั้งฟูจิ ซากุระ และทะเลสาบอยู่ในเฟรมเดียวกัน ซึ่งถือเป็นภาพในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอย่างขึ้นกระเช้า Mt.Fuji Panoramic Ropeway เพื่อชมวิวจากมุมสูงหรือปั่นจักรบานรอบทะเลสาบก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ห้ามพลาด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Shinjuku นั่ง JR Chuo Line ไปที่สถานี Otsuki เปลี่ยนเป็น Fujikyu Railway Line ลงที่สถานี Kawaguchiko
ที่ตั้ง: Fujikawaguchiko, Minamitsuru District, Yamanashi, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/hCWpXJnrNivTkK5J9
15. เจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda)

เจดีย์ชูเรโตะ (Chureito Pagoda) เป็นเจดีย์ 5 ชั้นสีแดงสดที่ตั้งอยู่บนภูเขาในสวน Arakurayama Sengen Park จังหวัดยามานาชิ โดยเป็นส่วนหนึ่งของศาลเจ้า Arakura Sengen Shrine และถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพในปี ค.ศ. 1963 จุดเด่นของที่นี่คือวิวพาโนรามาที่สามารถมองเห็นทั้งเมืองฟูจิโยชิดะ เจดีย์สีแดงและภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านล่างในเฟรมเดียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภาพจำของประเทศญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวอยากมาถ่ายภาพด้วยตัวเองสักครั้ง
เดือนเมษายนที่นี่จะกลายเป็นจุดชมซากุระระดับท็อป เพราะต้นซากุระหลายร้อยต้นจะบานสะพรั่งล้อมรอบเจดีย์ ทำให้เกิดภาพเจดีย์ ฟูจิ และซากุระที่สวยสมบูรณ์แบบที่สุดในช่วงกลางเดือนเมษายน นอกจากความสวยงามแล้ว การเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ เพราะต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 400 ขั้น ซึ่งแม้จะเหนื่อยนิดหน่อย แต่เมื่อถึงด้านบนแล้ว บอกเลยว่าวิวคุ้มค่าแบบสุดๆ
ไฮไลต์ของ เจดีย์ชูเรโตะ คือ มุมถ่ายรูประดับโลกที่สามารถเก็บครบทั้งเจดีย์สีแดง ซากุระสีชมพู และภูเขาไฟฟูจิในภาพเดียว ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่ถูกใช้เป็นภาพโปรโมทประเทศญี่ปุ่นบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ซากุระบานเต็มที่ ทำให้บรรยากาศโรแมนติกและสวยงามแบบญี่ปุ่นแท้ๆ จนกลายเป็นจุดหมายปลายทางของช่างภาพและนักท่องเที่ยวทั่วโลก
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Shinjuku นั่ง JR Chuo Line ไปลงสถานี Otsuki เปลี่ยนเป็น fujikyu Railway Line ลงสถานี Shimoyoshida เดินประมาณ 10-15 นาที ไปยังทางเข้าสวน เดินขึ้นบันไดประมาณ 400 ขั้น ไปถึงเจดีย์
ที่ตั้ง: 2-chome-4-1 Asama, Fujiyoshida, Yamanashi 403-0011 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/V46EBkgjM5Wo9Lcq5
16. สวนโกเรียวคาคุ (Goryokaku Park)

สวนโกเรียวคาคุ (Goryokaku Park) เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองฮาโกดาเตะ บนเกาะฮอกไกโด โดยมีจุดเด่นที่ป้อมรูปดาวขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเอโดะตอนปลาย ปัจจุบันถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์และธรรมชาติได้อย่างลงตัว
ในช่วงเดือนเมษายน – ต้นเดือนพฤษภาคม ที่นี่จะกลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่สวยที่สุดในฮอกไกโด ด้วยต้นซากุระกว่า 1,500 ต้นที่บานเรียงรายรอบคูน้ำของป้อมดาว ทำให้ทั้งพื้นที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอ่อนอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่น ปิกนิก หรือถ่ายรูปได้อย่างเพลิดเพลินท่ามกลางบรรยากาศที่สงบและโรแมนติก
ไฮไลต์ของ สวนโกเรียวคาคุ คือ วิวซากุระในรูปทรงดาวที่สามารถมองเห็นได้จากด้านบนของ Goryokaku Tower เมื่อซากุระบานเต็มที่ แนวต้นไม้จะเรียงตามแนวป้อมกลายเป็นลวดลายดาวสีชมพูขนาดใหญ่ เป็นหนึ่งในวิวที่สวยและแปลกตาที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ช่วงกลางคืนจะมีการเปิดไฟ เพิ่มความโรแมนติก ทำให้ที่นี่เป็นจุชมซากุระที่ทั้วสวยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 05:00 น. – 19:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Hakodate เดินไปที่ป้ายรถราง Hakodate Ekimae ขึ้นรถรางสายไป Goryokaku Koen-me ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ลงที่ป้ายเรียบร้อยเดินต่อประมาณ 10-15 นาทีจะถึงสวน
ที่ตั้ง: 44-2 Goryokakucho, Hakodate, Hokkaido 040-0001 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/JfETSYC4Lp1KyN37A
17. สวนมารุยามะ ซัปโปโร (Maruyama Park)

สวนมารุยามะ (Maruyama Park) ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองซัปโปโร บริเวณเชิงเขามารุยามะ เป็นส่วนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้ดั้งเดิม ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่สีเขียวที่ชาวเมืองนิยมมาพักผ่อนกันในทุกฤดูกาล ภายในสวนยังมีสถานที่สำคัญหลายจุด เช่น ศาลเจ้าฮอกไกโด, สวนสัตว์มารุยามะ และเพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดชมธรรมชาติ แต่เป็นเหมือนศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของคนซัปโปโรที่มาเดินเล่น ปิกนิก หรือใช้เวลาชิลๆ กับครอบครัว
ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศที่สวนแห่งนี้จะเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป ทำให้ที่นี่สามารถเดินเที่ยวได้ทั้งวันแบบไม่เหนื่อยเกินไป อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ธรรมชาติกำลังฟื้นตัว ใบไม้เริ่มเขียวสด และดอกไม้หลากชนิดเริ่มบาน นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่าเมืองหลักอีกด้วย
ไฮไลต์ของ สวนมารุยามะ คือ เป็นหนึ่งในจุดชมซากุระยอดนิยมของซัปโปโร โดยมีต้นซากุระจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วสวน บรรยากาศจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาปูเสื่อนั่งปิกนิกใต้ต้นไม้ หรือที่เรียกว่าฮานามิ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ๆ นอกจากนี้ยังสามารถเดินเชื่อมไปยังศาลเจ้าฮอกไกโด เพื่อชมซากุระในมุมที่สงบและสวยงามมากขึ้น ทำให้ที่นี่เป็นจุดที่ได้ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และบรรยากาศท้องถิ่นในที่เดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Sappro นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line ลงที่สถานี Maruyama Koen เดินต่อประมาณ 5-10 นาที จะถึงสวน
ที่ตั้ง: ญี่ปุ่น 〒064-0959 Hokkaido, Sapporo, Chuo Ward, Miyagaoka, 3
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/CzURpcizKTJgViQd9
18. ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle)

ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) หนึ่งในปราสาทที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และได้รับฉายาว่าปราสาทนกกระสาขาว เนื่องจากตัวอาคารสีขาวโดดเด่น ดูคล้ายปีกนกที่กำลังโบยบิน ปราสาทแห่งนี้มีประวัติยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และยังคงสภาพดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์คระดับประเทศที่นักท่องเที่ยวต้องได้มาเยือนสักครั้ง
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเยือนปราสาทฮิเมจิ เพราะเป็นช่วงที่ซากุระบานเต็มที่ โดยรอบปราสาทมีต้นซากุระมากกว่า 1,000 ต้น ทำให้พื้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยสีชมพูอ่อน ตัดกับตัวปราสาทสีขาวอย่างสวยงาม เป็นภาพที่หาดูได้ยากและเป็นเอกลักษณ์ บรรยากาศในช่วงนี้ยังเหมาะกับการเดินเล่นและปิกนิก นักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นนิยมมานั่งชมซากุระบริเวณสนามหญ้ารอบปราสาท
ไฮไลต์ของ ปราสาทฮิเมจิ คือ วิวปราสาทสีขาวตัดกับซากุระสีชมพู เป็นภาพจำที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และตัวปราสาทยังสามารถเดินขึ้นไปด้านในได้จริง โดยภายในจะเป็นโครงสร้างไม้แบบดั้งเดิม พร้อมบันไดชันและทางเดินที่สะท้อนการออกแบบเพื่อการป้องกันในอดีต นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ยังมีมุมถ่ายรูปหลากหลาย ทั้งคูน้ สะพาน และสวน ที่ช่วยให้เก็บภาพซากุระกับปราสาทได้หลายมุมในที่เดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Shin-Osaka นั่งชินคันเซ็น ไปลงที่สถานี Himeji ออกทางออก North Exit เดินตรงตามถนน Otemae-dori ประมาณ 15-20 นาที ปราสาทจะอยู่ตรงหน้า
ที่ตั้ง: 68 Honmachi, Himeji, Hyogo 670-0012 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/G2rYiYRwLNRqZRkh9
19. สวนไมซูรุ (Maizuru Park)

สวนไมซุรุ (Maizuru Park) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองฟุกุโอกะ เป็นที่เที่ยวญี่ปุ่น เมษายน ที่สวยที่สุดของภูมิภาคคิวชู จุดเด่นของที่นี่คือการผสมผสานระหว่าง ธรรมชาติและประวัติศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ภายในสวนเป็นที่ตั้งปราสาทฟุกุโอกะ ซึ่งล้อมรอบด้วยต้นซากุระนับพันต้น พื้นที่สวนก็จะเต็มไปด้วยสีชมพู
ช่วงพีคที่สุดของที่นี่ในเดือนเมษายน นอกจากซากุระบานเต็มที่แล้ว ยังมีเทศกาล Fukuoka Castle Sakura Festival ที่จัดขึ้นทุกปี ภายในงานจะมีการประดับไฟ ในช่วงกลางคืน ทำให้บรรยากาศโรแมนติกและแตกต่างจากตอนกลางวันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ฟุกุโอกะยังเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะมากนัก ทำให้การเดินชมซากุระที่นี่ได้ฟีลดีๆ เยอะกว่า เหมาะกับคนที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นแบบไม่วุ่นวายมากและได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ
ไฮไลต์ของ ปราสาทฮิเมจิ คือ ความสวยของปราสาทกับดอกซากุระ ที่แค่เห็นก็รู้สึกได้เลยว่าสวยมาก เหมือนฉากในภาพยนตร์ โดยเฉพาะช่วงเมษายนที่ดอกไม้บานเต็มที่ จะเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุดและเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Kuko Line ลงที่สถานี Akasaka หรือ Ohorikoen เดินต่อประมาณ 5-8 นาที ก็จะถึงสวน
ที่ตั้ง: 68 Honmachi, Himeji, Hyogo 670-0012 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/G2rYiYRwLNRqZRkh9
20. สวนทาคาดะ (Takada Castle Site Park)

สวนทาคาดะ (Takada Castle Site Park) ตั้งอยู่ในเมืองโจเอ็ตสึ จังหวัดนีงาตะ ที่ปัจจุบันกลายเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมไว้ในที่เดียว ความโดดเด่นของที่นี่คือมีจำนวนต้นซากุระกว่า 4,000 ต้นที่บานสะพรั่งทั่วทั้งสวนในช่วงต้นถึงกลางเดือนเมษายน ทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยสีชมพูดอ่อนอย่างสวยงาม บรรยากาศโดยรอบทั้งคูน้ำปราสาทและสะพานโบราณ ยิ่งช่วยเสริมให้ภาพรวมดูคลาสสิกและเป็นญี่ปุ่นแท้ๆ มากขึ้น
ในช่วงฤดูซากุระ จะมีการจัดงานเทศกาลชมดอกไม้ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วประเทศ ภายในงานมีร้านอาหาร แผงลอย และกิจกรรมต่างๆ ทำให้บรรยากาศคึกคัก เหมาะทั้งสำหรับการเดินเล่น ถ่ายรูป และสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบเต็มอิ่ม
ไฮไลต์ของ สวนทาคาดะ คือ ซากุระยามค่ำคืนที่ถูกยกให้เป็น 1 ใน 3 จุดชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น โดยจะมีการประดับโคมไฟกว่า 3,000 ดวงรอบสวน ทำให้แสงไฟสะท้อนกับซากุระและผิวน้ำในคูปราสาท เกิดเป็นภาพที่โรแมนติกและงดงามมากจนแทบไม่เหมือนโลกความจริง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: หยุดทุกวันจันทร์
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากโตเกียว นั่ง Hokuriku Shinkansen ไปลงที่สถานี Joetsumyoko ต่อรถไฟไปลงที่สถานี Takada แล้วเดินประมาณ 15 นาทีถึงสวน
ที่ตั้ง: 6-1 Motoshirocho, Joetsu, Niigata 943-0835 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/WybjeFfd9SZcBUc79
เดือนเมษายน ถือเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นเผยเสน่ห์ออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุด ทั้งอากาศที่กำลังสบายและซากุระที่กำลังบานสะพรั่ง ไม่ว่าจะเลือกไปเที่ยวเมืองไหน ก็จะได้สัมผัสกับวิวสวยๆ และประสบการณ์ที่น่าประทับใจได้ไม่ยาก
ลิสต์ 20 สถานที่ เที่ยวญี่ปุ่น เมษายน ในบทความนี้ จะช่วยให้คุณวางแผนเที่ยวได้ง่ายขึ้น เลือกได้ตามสไตล์ที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นสายถ่ายรูป สายชิล หรือสายลุยก็มีครบ สิ่งสำคัญคือการจัดทริปให้เหมาะ เผื่อเวลาให้ตัวเองได้เที่ยวอย่างเต็มที่ และทริปนี้จะเต็มไปด้วยโมเมนต์ที่น่าจดจำแน่นอน
















