ญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อน เป็นฤดูที่ธรรมชาติสวยสดมาก ทั้งทุ่งดอกไม้ ภูเขา ทะเลสาย และเมืองภูเขาอากาศดี หลายที่ยังเดินทางง่ายจากเมืองใหญ่ เช่น โตเกียว โอซาก้า หรือซัปโปโร จึงเป็นจุดหมายที่คนไทยนิยมไปช่วงนี้ และด้านล่างนี่คือ 20 ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน ยอดนิยมที่กำลังเป็นประแสและเดินทางสะดวก
1. ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ | ฟุราโนะ, ฮอกไกโด

ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) ตั้งอยู่ในเมืองฟุราโนะ จังหวัดฮอกไกโด เป็นหนึ่งในสถานที่ชมดอกลาเวนเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น พื้นที่ฟาร์มขนาดใหญ่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้สีม่วงที่เรียงตัวเป็นแนวยาวบนเนินเขา มีฉากหลังเป็นเทอกเขาโทคาจิ ทำให้วิวโดยรอบดูสวยงามราวกับภาพวาด และยังมีกลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ลอยอบอวนทั่วพื้นที่ สร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
นอกจากทุ่งลาเวนเดอร์แล้ว ภายในฟาร์มยังมีสวนดอกไม้หลากสี คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก และผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์ เช่น ไอศกรีมลาเวนเดอร์ น้ำหอม และสบู่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะสายถ่ายรูปและคนรักธรรมชาติ เพราะทุ่งดอกไม้ที่กว้างใหญ่และสีสันสดใสสามารถถ่ายภาพออกมาได้สวยงามทุกมุม ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่ลาเวนเดอร์บานเต็มที่ เป็นช่วงที่สวยที่สุดของปี เหมาะสำหรับสายธรรมชาติ ถ่ายรูป และพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศชนบทที่เงียบสงบ
ไฮไลต์ของ ทุ่งลาเวนเดอร์ฟาร์มโทมิตะ คือ ทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ที่ปลูกเป็นลวดลายไล่สีตามแนวเนินเขา ซึ่งเป็นภาพจำของเมืองฟุราโนะ นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทุ่งดอกไม้สีม่วงตัดกับท้องฟ้าและภูเขาด้านหลังอย่างสวยงาม และยังมีโซนถ่ายรูปชื่อดังที่เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสี ทำให้ที่นี่ เป็นหนึ่งในจุดชมดอกไม้ที่สวยที่สุดในฮอกไกโด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสนามบิน New Chitose นั่งรถไฟ JR Furano Line จาก Sapporo มาลงที่สถานี Lavender Field เดินประมาณ 7 นาทีถึงฟาร์มโทมิตะ
ที่ตั้ง: 15 Kisenkita, Nakafurano, Sorachi District, Hokkaido 071-0704 Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Rfk479bCmNXUwZhc9
2. บ่อน้ำสีฟ้า | บิเอะ, ฮอกไกโด

บ่อน้ำสีฟ้า (Blue Pond) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮอกไกโด ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ ท่ามกลางป่าไม้และภูเขา บ่อน้ำแห่งนี้มีสีฟ้าอมเทอร์ควอยซ์ที่ดูราวกับภาพแฟนตาซี น้ำสีฟ้าเกิดจากแร่ธาตุธรรมชาติที่ไหลมาจากน้ำตกชิราฮิเงะ ทำให้ผิวน้ำสะท้อนแสงออกมาเป็นสีฟ้าสวยแปลกตา จนกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาเยือน
ช่วงฤดูร้อนของฮอกไกโดอากาศจะเย็นสบายกว่าหลายเมืองในญี่ปุ่น ทำให้การเดินชมธรรมชาติรอบบ่อน้ำ Blue Pond เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและไม่ร้อนจนเกินไป อีกทั้งช่วงนี้ท้องฟ้ามักแจ่มใส ทำให้สีของบ่อน้ำดูเข้มและสวยที่สุด เหมาะกับการถ่ายรูปและเดินเล่นชมวิวธรรมชาติอย่างมา
ไฮไลต์ของ บ่อน้ำสีฟ้า Blue Pond คือ สีฟ้าเข้มของน้ำในบ่อ ที่เกิดจากแร่ธาตุธรรมชาติในน้ำผสมกับแสงแดด ทำให้สีของน้ำเปลี่ยนเฉดตั้งแต่ฟ้าอ่อนจนถึงฟ้าเข้มตามสภาพแสง นอกจากนี้ยังมีต้นไม้แห้งที่ยืนอยู่กลางน้ำ ทำให้วิวของบ่อน้ำดูมีเอกลักษณ์และกลายเป็นหนึ่งในภาพแลนด์สเคปที่โด่งดังที่สุดของฮอกไกโด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8:00 น. – 21:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่ง JR Limited Express จากสถานี Sapporo ไป Asahikawa ต่อด้วย JR Furano Line ไปสถานี Biei จากนั้นนั่งรถบัส Dohoku Bus ไปลงที่ป้าย Shirogane Blue Pond Entrance เดินต่อประมาณ 5-10 นาทีจะถึงบ่อน้ำสีฟ้า
ที่ตั้ง: Shirogane, Biei, Kamikawa District, Hokkaido 071-0235 Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NDDe31C1EpwZMUn8A
3. คลองโอตารุ | ฮอกไกโด

คลองโอตารุ (Otaru Canal) แลนด์มาร์กสำคัญของเมืองโอตารุในจังหวัดฮอกไกโด สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเข้าสู่โกดังริมท่าเรือในอดีต ปัจจุบันคลองแห่งนี้ได้รับการพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีบรรยากาศย้อนยุค โดยตลอดแนวคลองยาวกว่า 1 กิโลเมตรจะมีโกดังอิฐเก่าและโคมไฟก๊าซเรียงราย สร้างเสน่ห์แบบเมืองท่าประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาตินิยมมาเดินเล่นและถ่ายภาพกันตลอดทั้งปี
ในช่วงหน้าร้อนของฮอกไกโด อากาศจะเย็นสบายกว่าหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น ทำให้การเดินเล่นเลียบคลองโอตารุเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิวเมืองท่าริมน้ำ ถ่ายภาพโกดังหินเก่าและชมบรรยากาศเมืองโบราณท่ามกลางท้องฟ้าสดใสได้อย่างสบายๆ อีกทั้งยังสามารถต่อทริปไปยังร้านของหวาน คาเฟ่ หรือร้านซีฟู้ดสดๆ ในย่านซาไกมาจิที่อยู่ใกล้คลองได้อีกด้วย
ไฮไลต์ของ คลองโอตารุ คือ โกดังหินเก่าและโคมไฟก๊าซกว่า 60 ดวงที่เรียงรายตลอดคลอง ซึ่งสะท้อนเงาลงบนผิวน้ำสร้างบรรยากาศโรแมนติกแบบเมืองท่าโบราณ จุดถ่ายภาพยอดนิยมคือบริเวณสะพาน Asakusabashi และ Chuobashi ที่สามารถมองเห็นวิวคลองและโกดังหินได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะช่วงเย็นและกลางคืนที่มีการเปิดไฟส่องสว่างจะยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้คลองแห่งนี้อย่างมาก
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี, ค่าล่องเรือ Otaru Canal Cruise ผู้ใหญ่ 1,800 เยน และ เด็ก 500 เยน
วิธีไป: จากสถานี Sapporo นั่งรถไฟ JR Hakodate Line ลงที่สถานี Otaru เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึงคลองโอตารุ
ที่ตั้ง: 5 Minatomachi, Otaru, Hokkaido 047-0007, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/dCHEskbbm2V3QHWo9
4. ทะเลสาบโทยะ | ฮอกไกโด

ทะเลสาบโทยะ (Lake Toya) เป็นทะเลสาบภูเขาไฟขนาดใหญ่ในอุทยานแห่งชาติ Shikotsu-Toya National Park ทางตอนใต้ของฮอกไกโด โดดเด่นด้วยวิวทะเลสาบกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยภูเขาไฟและธรรมชาติสีเขียวสวยงาม บริเวณรอบทะเลสาบมีเมืองออนเซ็นชื่อดังอย่าง Toyako Onsen ที่เต็มไปด้วยโรงแรม รีสอร์ท และจุดชมวิวริมทะเลสาบ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดพักผ่อนยอดนิยมของฮอกไกโด และนักท่องเที่ยวสามารถมาทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างพายเรือ แคมป์ปิ้ง หรือปั่นจักรยานริมทะเลสาบที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ทะเลสาบโทยะเหมาะกับการมาเที่ยวช่วงหน้าร้อน เพราะอากาศของฮอกไกโดเย็นสบายกว่าหลายเมืองในญี่ปุ่น ทำให้สามารถเดินเล่นริมทะเลสาบหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งได้อย่างสบาย นอกจากนี้ช่วงฤดูร้อนยังมีเทศกาลดอกไม้ไฟ Lake Toya Long Run Fireworks Festival ที่จัดต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้สามารถชมดอกไม้ไฟเหนือทะเลสาบได้เกือบทุกคืน เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกและสวยงามมากขึ้น
ไฮไลต์ของ ทะเลสาบโทยะ คือ วิวทะเลสายขนาดใหญ่ที่เกิดจากปล่องภูเขาไฟ พร้อมเกาะนากาจิมะที่ตั้งอยู่กลางน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือ Lake Toya Cruise ชมวิวภูเขาไฟและธรรมชาติรอบทะเลสาบได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้งบริเวณ Toyako Onsen ยังมีโรงแรมออนเซ็นที่สามารถแช่น้ำร้อนพร้อมชมวิวทะเลสาบได้
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากซัปโปโร นั่งรถไฟ JR Limited Express Hokuto ไปลงสถานี Toya ต่อรถบัส Donan Bus ไปยัง Toyako Onsen แล้วเดินเล่นชมวิวทะเลสาบหรือไปยังจุดชมวิวต่างๆ ได้
ที่ตั้ง: Toyako, Abuta District, Hokkaido, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/4Pjo7VSKEVxDcLpw5
5. สวนดอกไม้ชิกิไซโนะโอกะ | ฮอกไกโด

สวนดอกไม้ชิกิไซโนะโอกะ (Panoramic Flower Gardens Shikisai-no-oka) ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ จังหวัดฮอกไกโด เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเนินเขากว้างกว่า 15 เฮกตาร์ เต็มไปด้วยแปลงดอกไม้หลากสีสันที่ปลูกเรียงกันเป็นลายเหมือนพรมธรรมชาติ ทำให้วิวของที่นี่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะเมืองมองจากมุมสูงจะเห็นลวดลายของดอกไม้สีแดง เหลือง ม่วงและขาวเรียงเป็นแนวยาวบนเนินเขาอย่างสวยงาม
กายในสวนมีดอกไม้มากกว่า 30 ชนิด เช่น ลาเวนเดอร์ ทิวลิป ซัลเวีย และดอกทานตะวัน ที่ผลัดกันบานตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่จะมีดอกไม้หลายชนิดบานพร้อมกัน ทำให้ทุ่งดอกไม้เต็มไปด้วยสีสันสดใส อีกทั้งอากาศในฮอกไกโดช่วงฤดูร้อนจะเย็นสบายกว่าหลายเมืองในญี่ปุ่น จีงเหมาัะสำหรับการเดินเล่นชมธรรมชาติและถ่ายรูปกลางทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ที่สวยงามตลอดทั้งวัน
ไฮไลต์ของ สวนดอกไม้ชิกิไซโนะโอกะ คือ ทุ่งดอกไม้หลากสีที่ปลูกเป็นแนวยาวบนเนินเขา ทำให้เกิดวิวพาโนรามาที่สวยงามเหมือนภาพวาดธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถ Shikisai Norokko (รถแทรกเตอร์ชมสวน) เพื่อชมวิวทุ่งดอกไม้จากมุมสูงหรือเดินถ่ายรูปตามทางเดินที่รายล้อมด้วยดอกไม้สีสดตลอดพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีโซนอัลปาก้าและร้านขายของท้องถิ่นให้แวะเที่ยวชมอีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:10 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็ก 300 เยน
วิธีไป: จากสถานี Sapporo นั่ง JR Limited Express ไปลงที่ Asahikawa ต่อรถไฟ JR Furano Line ไปลงที่สถานี Biei แล้วนั่งแท็กซี่ประมาณ 12 นาทีจะถึง
ที่ตั้ง: ญี่ปุ่น 〒071-0473 Hokkaido, Kamikawa District, Biei, Shinsei, 第3
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NYBxaxGTABgZxVhw7
6. หุบเขาคามิโคจิ | นากาโนะ

หุบเขาคามิโคจิ (Kamikochi) ตั้งอยู่ในจังหวัดนากาโนะ ภายในอุทยานแห่งชาติ Chubu Sangaku National Park และหนึ่งในจุดชมธรรมชาติที่สวยที่สุดของเทือกเขา Japan Alps พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยภูเขาสูง ป่าไม้เขียวชอุ่ม และแม่น้ำอาซุสะที่มีน้ำใสไหลผ่านกลางหุบเขา บรรยากาศเงียบสงบและบริสุทธิ์จนได้รับฉายาว่า สวรรค์ของนักเดินป่าในญี่ปุ่น
เส้นทางเดินในคามิโคจิเป็นทางเดินธรรมชาติที่เดินง่าย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปและสายธรรมชาติ สามารถเดินชมวิวริมแม่น้ำสะพานไม้และทะสาบสวยๆ ได้ตลอดเส้นทาง คามิโคจิเหมาะมากสำหรับการมาเที่ยวช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น เพราะอุณหภูมิจะเย็นกว่าหลายเมืองใหญ่ เดินเที่ยวธรรมชาติได้สบาย มาพักผ่อนท่ามกลางวิวภูเขาได้อย่างสบาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับคนญี่ปุ่นที่ต้องการหนีความร้อนในเมืองใหญ่
ไฮไลต์ของ หุบเขาคามิโคจิ คือ ธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์อย่างมาก นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมวิวแม่น้ำใสสีฟ้า สะพานคัปปะ และทะเลสาบไทโชที่สะท้อนภาพภูเขา Japan Alps ได้อย่างสวยงาม อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังจำกัดรถยนต์ส่วนตัวเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะสำหรับการเดินเล่น ถ่ายรูป และสัมผัสธรรมชาติแบบใกล้ชิด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 5:00 น. – 19:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี shinjuku นั่ง JR Limited Express Azusa ไปลงที่สถานี Matsumoto แล้วนั่งรถไฟ Alpico Line ไปสถานี Shin-shimashima แล้วต่อรถบัส Alpico Bus ไปลงที่ Kamikochi Bus Terminal
ที่ตั้ง: Kamikochi, Azumi, Matsumoto, Nagano 390-1516 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/M26kQViYPomTCTPL6
7. หมู่บ้านชิราคาวาโกะ | กิฟุ

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) หมู่บ้านโบราณกลางหุบเขาในจังหวัดกิฟุ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1995 โดดเด่นด้วยบ้านสไตล์ดั้งเดิมที่เรียกว่ากัชโชสึคุริ ซึ่งมีหลังคาทรงสามเหลี่ยมสูงชันคล้ายการพนมมือ บ้านบางหลังมีอายุมากกว่า 250 ปี และยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนถึงปัจจุบัน
ภายในหมู่บ้านช่วงฤดูร้อนจะเต็มไปด้วยบรรยากาศชนบทญี่ปุ่นแท้ๆ รายล้อมด้วยภูเขา แม่น้ำ และทุ่งนา นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นชมบ้านโบราณ แวะร้านอาหารท้องถิ่น หรือขึ้นจุดชมวิวบนเนินเขาเพื่อมองเห็นภาพหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้อย่างสวยงาม อากาศจะเย็นสบายกว่าหลายเมืองใหญ่ในญี่ปุ่น สามารถมาเดินเล่นชมบรรยากาศชนบทที่เงียบสงบได้ที่นี่เลย
ไฮไลต์ของ หมู่บ้านชิราคาวาโกะ คือ บ้านทรงกัชโชสึคุริ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านของญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู หลังคาฟางถูกออกแบบให้ลาดชันเพื่อรองรับหิมะในฤดูหนาว ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้มีบ้านกัชโชจำนวนมากที่ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่จริง บางหลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นพิพิธภัณฑ์ คาเฟ่ หรือที่พักแบบโฮมสเตย์ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่างใกล้ชิด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จาก Tokyo นั่ง Shinkansen ไปลงที่สถานี Kanazawa นั่งรถบัส Nohi Bus หรือ Hokutetsu Bus ไปยัง Shirakawa-go
ที่ตั้ง: Ogimachi, Shirakawa, Ono District, Gifu 501-5627 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/pPQvN39MaDKSAJm47
8. ปราสาทโอซาก้า | โอซาก้า

ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) หนึ่งในแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่กลาง Osaka Castle Park สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองโอซาก้า สร้างขึ้นครั้งแรกในนปี ค.ศ.1583 โดยขุนศึกชื่อดัง โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เพื่อเป็นศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองของญี่ปุ่น ปัจจุบันตัวปราสาทที่เห็นเป็นอาคารสูงสีขาวหลังคาเขียวประดับทองดันโดดเด่น ภายในมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติศาสตร์และเรื่องราวของยุคซามูไร พร้อมจุดชมวิวบนชั้นบนสุดที่สมอมองเห็นวิวเมืองโอซาก้าได้แบบพาโนรามา
ช่วงหน้าร้อน รอบๆ ปราสาทจะเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและสนามหญ้ากว้าง ทำให้บรรยากาศสดชื่น เหมาะกับการเดินเล่นหรือปิกนิกกลางสวน นอกจากนี้พื้นที่รอบปราสาทยังโล่งกว้าง มีลดพัดตลอดและสามารถชมวิวเมืองโอซาก้าได้ชัดเจนจากจุดชมวิวด้านบน จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเที่ยว ถ่ายรูปแลนด์มาร์ก และพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติใจกลางเมือง
ไฮไลต์ของ ปราสาทโอซาก้า คือ หอคอยปราสาทหลัก ซึ่งมีความสูง 8 ชั้น ภายในจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การรวมชาติของญี่ปุ่นและเรื่องราวของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยัง Observation Deck ชั้นบนสุดเพื่อชมวิวเมืองโอซาก้าแบบ 360 องศาได้ นอกจากนี้ยังมีคูน้ำขนาดใหญ่ กำแพงหินโบราณ และสวนรอบปราสาทที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, นักเรียนมัธยม/มหาวิทยาลัย 600 เยน, เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าฟรี
วิธีไป: นั่งรถไฟ JR Osaka Loop Line มาลงที่สถานี Osakajokoen เดินผ่านสวน Osaka Castle Park ประมาณ 15-20 นาที จะถึงตัวปราสาท
ที่ตั้ง: 1-1 Osakajo, Chuo Ward, Osaka, 540-0002 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/BqvrbFs1b7Ah2D7F9
9. ปราสาทมัตสึโมโตะ | นากาโนะ

ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) หนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่และยังคงสภาพดั้งเดิมมากที่สุดของญี่ปุ่น โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น ตัวปราสาทมีเอกลักษณ์ด้วยผนังสีดำตัดกับหลังคาสีขาว จนได้รับฉายาว่า ปราสาทอีกา เนื่องจากสีดำของอาคารที่ดูโดดเด่นท่ามกลางท้องฟ้าและภูเขาโดยรอบ
ภายในปราสาทมีทั้งหมด 6 ชั้น พร้อมบันไดไม้โบราณที่ชันตามแบบปราสาทยุคซามูไร นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปชมวิวเมืองมัตสึโมโตะและภูเขาจากด้านบนได้ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงอาวุธ ชุดเกราะ และประวัติศาสตร์ยุคสงครามของญี่ปุ่น ทำให้ที่นี่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นไปพร้อมกัน ช่วงหน้าร้อน ที่นี่เย็นสบายกว่าหลายเมืองใหญ่ของญี่ปุ่น ทำให้บรรยากาศสดชื่น เหมาะกับการเดินเล่น ถ่ายรูป และชมวิวปราสาท
ไฮไลต์ของ ปราสาทมัตสึโมโตะ คือ หอคอยหลักสีดำขนาดใหญ่ที่สะท้อนในคูน้ำรอบปราสาท ซึ่งเป็นภาพแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปมากที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถเดินขึ้นไปด้านบนของหอคอยเพื่อชมวิวเมืองมัตสึโมโตะและเทือกเขาแอลป์ญี่ป่นได้แบบพาโนรามา ทำให้ปราสาทแห่งนี้เป็นหนึ่งในปราสาทที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในญี่ปุ่น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8:30 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน, เด็ก 400 เยน
วิธีไป: จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟ JR Limited Express Azura ไปลงสถานี Matsumoto เดินต่อประมาณ 15 นาที ไปยังปราสาทมัตสึโมโตะ
ที่ตั้ง: 4-1 Marunouchi, Matsumoto, Nagano 390-0873 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/eBY6oPkWkTR8JUft6
10. น้ำตกชิราอิโตะ | นากาโนะ

น้ำตกชิราอิโตะ (Shiraito Falls) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีชื่อเสียงของเมืองคารุอิซาวะ จังหวัดนากาโนะ น้ำตกแห่งนี้มีลักษณะโดดเด่นไม่เหมือนน้ำตกทั่วไป เพราะสายน้ำจะไหลออกมาจากผาหินเป็นเส้นเล็กๆ หลายร้อยสาย คล้ายเส้นด้ายสีขาว จึงเป็นที่มาของชื่อ ชิราอิโตะ ที่แปลว่า เส้นด้ายสีขาว แม้ความสูงของน้ำตกจะประมาณ 3 เมตรเท่านั้น แต่มีความกว้างถึงราว 70 เมตร ทำให้เกิดม่านน้ำตกขนาดใหญ่ที่ดูสวยงามและเป็นเอกลักษณ์
น้ำตกชิราอิโตะเหมาะกับการมาเที่ยวช่วงหน้าร้อน เพราะพื้นที่โดยรอบเป็นป่าเขียวชอุ่ม อากาศเย็นสดชื่อนกว่าหลายเมืองในญี่ปุ่น เสียงน้ำตกและละอองน้ำช่วยให้รู้สึกสดชื่นเหมือนได้หลบความร้อนจากเมืองใหญ่ อีกทั้งคารุอิซาวะยังเป็นเมืองตากอากาศยอดนิยมของคนญี่ปุ่น จึงมีบรรยากาศเงียบสงบและธรรมชาติสวยงามตลอดฤดูร้อน
ไฮไลต์ของ น้ำตกชิราอิโตะ คือ ม่านน้ำตกที่ไหลออกมาจากหน้าผาหิน เป็นเส้นเล็กๆ คล้ายเส้นไหมสีขาวจำนวนมาก ทำให้เกิดภาพน้ำตกที่ดูนุ่มนวลและสวยงามไม่เหมือนที่อื่นในญี่ปุ่น อีกทั้งฉากหลังยังเป็นป่าธรรมชาติสีเขียวลดในฤดูร้อน ทำให้บรรยากาศรอบๆ น้ำตกดูเย็นสบาย และเหมาะสำหรับการถ่ายรูปหรือเดินชมธรรมชาติอย่างผ่อนคลาย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Tokyo นั่งรถไฟ JR Hokuriku Shinkansen ไปลงที่สถานี Karuizawa จากนั้นขึ้นรถบัส Kusakaru Kotsu Bus ที่มุ่งหน้าไปทาง Kita-karuizawa ลงที่ป้าย Shiraito no Taki แล้วเดินต่อประมาณ 3-5 นาที ก็จะถึงน้ำตก
ที่ตั้ง: 273-1 Kamiide, Fujinomiya, Shizuoka 418-0103 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/byJUZ6ZJQqCJyqmG9
11. ทะเลสาบคาวากุจิโกะ | ยามานาชิ

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchi) ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ เป็นหนึ่งในกลุ่มทะเลสาบชื่อดังที่เรียกว่า Fuji Five Lakes และถือเป็นจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น รอบทะเลสาบเต็มไปด้วยธรรมชาติ ร้านคาเฟ จุดชมวิว และสวนดอกไม้ ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมภูเขาไฟฟูจิแบบใกล้ชิด
บริเวณรอบทะเลสาบยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวมากมาย เช่น ล่องเรือชมวิว นั่งกระเช้า Mt.Fuji Panorama Ropeway เพื่อชมวิวมุมสูง ปั่นจักรยานรอบทะเลสาบ หรือเดินเล่นตามทางเดินเลียบชายฝั่งที่มีวิวภูเขาไฟฟูจิเป็นฉากหลัง ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบสบายๆ และช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น มีเทศกาลลาเวนเดอร์รอบทะเลสาบที่สวน Oishi Park ในช่วงประมาณเดินมิถุนายน-กรกฏาคม ทำให้วิวทะเลสาบตัดกับทุ่งดอกไม้และภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นหนึ่งในภาพแลนด์สเคปที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นในฤดูร้อน
ไฮไลต์ของ ทะเลสาบคาวากุจิโกะ คือ วิวภูเขาไฟฟูจิแบบพาโนรามาที่สามารถมองเห็นได้จากหลายจุดรอบทะเลสาบ โดยเฉพาะบริเวณฝั่งเหนือ เช่น Oishi Park ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: นั่งรถบัสด่วน Shinjuku Expressway Bus Terminal ลงที่สถานี Kawaguchiko จากนั้นสามารถเดินหรือขึ้นรถบัสท่องเที่ยวรอบทะเลสาบได้ทันที
ที่ตั้ง: Fujikawaguchiko, Minamitsuru District, Yamanashi Prefecture, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/S9dxFvaqWXDD7ssF6
12. ทะเลสาบยามานากะ | ยามานาชิ

ทะเลสาบยามานากะ (Lake Yamanaka) ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ เป็นหนึ่งในทะเลสาบทั้งห้าแห่งรอบภูเขาไฟฟูจิ และถือเป็นทะเลสาบที่อยู่ใกล้ภูเขาไฟฟูจิมากที่สุด ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมวิวฟูจิที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในวันที่อากาศดี นักท่องเที่ยวจะสามารถเห็นภาพสะท้อนจากภูเขาไฟฟูจิบนผิวน้ำ ซึ่งเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามและเป็นที่นิยมของช่างภาพทั่วโลก
ช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น ทะเลสาบยามานากะมีอากาศค่อนข้างเย็นสบายกว่าหลายเมือง เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่สูงราว 980 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เหมาะกับการหนีอากาศร้อนในเมืองใหญ่ นักท่องเที่ยวสามารถมาพักผ่อนริมทะเลสาบ ปั่นจักรยานชมวิวภูเขาไฟฟูจิหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างพายเรือและตั้งแคมป์ท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวสดของฤดูร้อนได้อย่างเต็มที่
ไฮไลต์ของ ทะเลสาบยามานากะ คือ วิวภูเขาไฟฟูจิที่สะท้อนบนผิวน้ำหรือที่เรียกว่า Upside-down Fuji ซึ่งจะเห็นได้ชัดในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่ผิวน้ำสงบนิ่ง เป็นภาพที่สวยงามและกลายเป็นแลนด์มาร์กยอดนิยมของนักท่องเที่ยวและช่างภาพที่ต้องการเก็บภาพภูเขาไฟฟูจิในมุมที่งดงามที่สุด
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Shinjuku นั่ง Highway Bus ไป Yamanakako ลงที่ป้าย Yamanakako Asahigaoka ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลสาบ
ที่ตั้ง: Yamanaka Minamitsuru District, Yamanaka Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/d6wXXeK7mrX5XHof8
13. ฮาโกเน่ และทะเลสาบอาชิ | คานากาวะ

ฮาโกเน่ (Hakone) เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติยอดนิยมในจังหวัดคานากาวะ อยู่ไม่ไกลจากโตเกียว และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu จุดเด่นของเมืองนี้คือทะเลสาบอาชิ ทะเลสาบภูเขาไฟที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหลายพันปีก่อน บริเวณรอบทะเลรายล้อมด้วยภูเขา ป่าไม้ และศาลเจ้าฮาโกเน่ ทำให้ที่นี่มีบรรยากาศเงียบสงบและวิวธรรมชาติสวยงามมาก นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือชมวิวทะเลสาบหรือถ่ายรูปกับประตูโทริอิสีแดงที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ ซึ่งเป็นหนึ่งในแลนดืมาร์กยอดนิยมของญี่ปุ่น
กิจกรรมยอดฮิตในช่วงหน้าร้อนของที่นี่คือการล่องเรือวิวทะเลสาบอาชิ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 25-40 นาที โดยเรือจะแล่นผ่านจุดชมวิวสำคัญและสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันที่อากาศเปิด นอกจากนี้ยังสามารถนั่ง Hakone Ropeway เพื่อชมวิวภูเขาไฟและหุบเขาโอวาคุดานิจากมุมสูง ทำให้ฮาโกเน่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่รวมทั้งภูเขา ทะเลสาบ และกิจกรรมธรรมชาติไว้ในที่เดียว
ไฮไลต์ของ ฮาโกเน่ คือการล่องเรือโจรสลัดบนทะเลสาบอาชิ และประตูโทริอิของศาลเจ้าฮาโกเน่ในมุมมองกลางน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถนั่งกระเช้าลอยฟ้า Hakone Ropeway เพื่อชมวิวหุบเขาภูเขาไฟโอวาคุดานิ และมองเห็นทะเลสาบอาชิจากมุมสูง ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยที่สุดใกล้โตเกียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี และล่องเรือชมทะเลสาบประมาณ 1,200 – 2,000 เยน
วิธีไป: จากสถานี Shinjuku นั่งรถไฟ Odakyu Romancecar ไปลงสถานี Hakone-Yumoto แล้วต่อ Hakone Tozan Railway ไปสถานี Gora แล้วต่อ Hakone Rope Way ไปสถานี Togendai ก็จะถึง
ที่ตั้ง: Motohakone, Hakone, Ashigarashimo District, Kanagawa 250-0522 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Et8WTcgZ5YU5uAAY8
14. ศาลเจ้านิกโก้โทโชกู | นิกโก้, โทจิงิ

ศาลเจ้านิกโก้โทโชกู (Nikko Toshogu Shine) ตั้งอยู่ในเมืองนิกโก้ จังหวัดโทจิงิ เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงระดับโลกและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ภายในพื้นที่ประกอบด้วยอาคารมากกว่า 50 หลังที่ตกแต่งอย่างวิจิตร โดยสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับโทกุงาวะ อิเอยาสุ โชกุนผู้ก่อตั้งรัฐบาลเอโดะในศตวรรษที่ 17 ทำให้ที่นี่มีความสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นอย่างมาก
สถาปัตยกรรมของศาลเจ้ามีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยงานแกะสลักไม้ ลวดลายสีสันสด และการประดับทองคำทั่วทั้งอาคาร โดยเฉพาะประตูโยเมมง (Yomeimon Gate) ที่ได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งในประตูศาลเจ้าที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ยงัมีงานแกะสลักชื่อดัง เช่น ลิงสามตัว ที่สื่อความหมายว่า ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่พูดสิ่งชั่วร้าย ศาลเจ้าแห่งนี้เหมาะกับการมาเที่ยวในช่วงหน้าร้อน บรรยากาศร่มรื่นและเย็นสบายกว่าในเมืองใหญ่ เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับคนที่ต้องการหนีอากาศร้อนในเมือง
ไฮไลต์ของ ศาลเจ้านิกโก้โทโชกู คือ ประตูโยเมมง ประตูไม้แกะสลักที่ประดับด้วยทองคำและลวดลายละเอียดมากกว่า 500 แบบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นอย่างรูปแกะสลักลิงสามตัวและรูปแมวหลับ ที่ซ่อนอยู่บนอาคาร ซึ่งถือเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมของญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่งดงามและวิจิตรที่สุดในประเทศ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,600 เยน, เด็ก 550 เยน
วิธีไป: จากสถานี Asakusa นั่งรถไฟ Tobu Limited Express ไปลงที่สถานี Tobu-Nikko นั่งรถบัส World Heritage Bus ไปลงป้าย Omotesando แล้วเดินต่อประมาณ 5-10 นาที จะถึงศาลเจ้า
ที่ตั้ง: 2301 Sannai, Nikko, Tochigi 321-1431 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/29F56ddTJ1Dxp6ng9
15. น้ำตกเคงอน | นิกโก้, โทจิงิ

น้ำตกเคงอน (Kegon Falls) หนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนิกโก้ จังหวัดโทจิงิ ใกล้กับทะเลสาบชูเซนจิ โดยสายน้ำจะไหลลงจากหน้าผาสูงประมาณ 97 เมตร ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้ที่นี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามน้ำตกที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นแลนด์มาร์กธรรมชาติสำคัญของเมืองนิกโก้
บริเวณรอบน้ำตกเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม สามารถชมวิวได้จากจุดชมวิวด้านบนฟรี หรือจะลงลิฟต์ไปยังจุดชมวิวด้านล่างเพื่อสัมผัสพลังของสายน้ำอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นมุมที่เห็นน้ำตกได้อลังการที่สุด บริเวณนี้ยังมีร้านขายของฝากและร้านอาหารเล็กๆ ให้พักผ่อนระหว่างเที่ยวได้อีกด้วย ที่นี่เหมาะกับการมาเดินชมธรรมชาติและถ่ายรูปวิวภูเขาอย่างมาก
ไฮไลต์ของ น้ำตกเคงอน คือ จุดชมวิวใกล้ฐานน้ำตก ที่ต้องนั่งลิฟต์ลงไปประมาณ 100 เมตรจากด้านบน เมื่อไปถึงจะสามารถเห็นสายน้ำขนาดใหญ่ไหลลงจากหน้าผาสูงอย่างใกล้ชิด พร้อมเสียงน้ำกระทบหินที่ทรงพลัง สร้างบรรยากาศอลังการและเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปธรรมชาติที่สวยที่สุดในนิกโก้
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: จุดชมวิวด้านบนฟรี, ลิฟต์ลงจุดชมวิวด้านล่าง ผู้ใหญ่ 570-600 เยน, เด็ก 340-400 เยน
วิธีไป: จากสถานี Asakusa นั่งรถไฟ Tobu Railway ไปลงที่ Tobu-Nikko แล้วนั่ง Tobu Bus ไปลงที่ป้าย Chizenji Onsen แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาทีจะถึงน้ำตก
ที่ตั้ง: 2479-2 Chugushi, Nikko, Tochigi 321-1661 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/8E2oThBKQUXCvSFs5
16. ป่าไผ่อาราชิยามะ | เกียวโต

ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Grove) หนึ่งในแลนด์มาร์กธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองเกียวโต ป่าไผ่แห้งนี้มีทางเดินยาวประมาณ 400 เมตร ที่ล้อมรอบด้วยต้นไผ่สูงเรียงรายสองข้างทาง สร้างบรรยากาศเงียบสงบและสวยงามราวกับอยู่ในอีกโลกหนึ่ง เมื่อแสงแดดส่องผ่านต้นไป่สูงและลมพัดผ่านใบไผ่ จะเกิดเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Soundscape ที่โดดเด่นของญี่ปุ่นเลยทีเดียว
แม้ญี่ปุ่นจะค่อนข้างร้อนในช่วงฤดูร้อน แต่ป่าไผ่อาราชิยามะมีต้นไผ่สูงหนาแน่นช่วยบังแสงแดด ทำให้บริเวณทางเดินร่มรื่นและเย็นสบายกว่าพื้นที่เมือง อีกทั้งสีเขียวของต้นไผ่ในช่วงฤดูร้อนจะสดใสที่สุด จึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการมาเดินธรรมชาติและถ่ายภาพสวยๆ มากที่สุด
ไฮไลต์ของ ป่าไผ่อาราชิยามะ คือ อุโมงค์ต้นไผ่ขนาดใหญ่ที่เรียงตัวสูงตระหง่านสองข้างทาง สร้างภาพวิวที่เป็นเอกลักษณ์ของเกียวโต นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านทางเดินที่โอบล้อมด้วยต้นไผ่สีเขียวสูงหลาสิบเมตร พร้อมฟังเสียงลมพักผ่านใบไผ่ ซึ่งให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย บรรยากาศนี้ทำให้ป่าไผ่อาราชิยามะกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายรูปยอดนิยมของญี่ปุ่น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR Sagano Line ลงที่สถานี Saga-Arashiyama ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นเดินจากสถานีไปยังป่าไผ่อาราชิยามะประมาณ 10 นาที
ที่ตั้ง: Sagaogurayama Tabuchiyamacho, Ukyo Ward, Kyoto, 616-8394 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/9iouPKjjtqAy45B89
17. วัดคิโยมิซุ | เกียวโต

วัดคิโยมิซุ (Kiyomizu-dera) หรือ วัดน้ำใส เป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,200 ปี ตั้งอยู่บนภูเขาโอโตวะในเขตฮิกาชิยามะ เมืองเกียวโต และได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นมรดกโลกโดย UNESCO วัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโต เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาที่สามารถมองเห็นวิวเมืองได้แบบพาโนรามา นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมมาที่นี่ เพื่อชมสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิม และบรรยากาศญี่ปุ่นโบราณที่ยังคงความงดงามมาตั้งแต่สมัยเฮอัน
บริเวณทางขึ้นวัดยังเต็มไปด้วยถนนเก่าแก่ เช่น ถนนซันเน็นซากะและนิเน็นซากะ ที่มีร้านขนมญี่ปุ่น ของฝาก และร้านชาแบบดั้งเดิมเรียงรายตลอดทาง เป็นวัดที่เหมาะกับการมาเที่ยวในฤดูร้อนของญี่ปุ่น เพราะตั้งอยู่บนเนินเขาที่มีต้นไม้ล้อมรอบ ทำให้อากาศเย็นสบายกว่าพื้นที่เมืองด้านล่าง อีกทั้งทัศนียภาพของภูเขาและเมืองเกียวโตที่เขียวชอุ่มในช่วงฤดูร้อนยังช่วยให้วิวจากระเบียงวัดสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการเดินเล่นชมธรรมชาติและถ่ายวิวเมืองแบบพาโนรามา
ไฮไลต์ของ วัดคิโยมิซุ คือ ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ของอาคารหลักที่ยื่นออกมาจากภูเขาและสร้างจากเสาไม้สูงประมาณ 13 เมตร โดยไม่ได้ใช้ตะปูเลยสักตัว นักท่องเที่ยวสามารถยืนชมวิวเมืองเกียวโตจากจุดนี้ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีน้ำตกโอโตวะ ที่เชื่อกันว่าหากดื่มน้ำจากลำธารจะนำโชคด้านความสำเร็จ ความรัก และสุขภาพ ทำให้จุดนี้เป็นอีดหนึ่งจุดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวัดแห่งนี้
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 6:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็ก 200 เยน
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้น Kyoto City Bus สาย 100 หรือ 206 ลงที่ป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi เดินขึ้นเขาประมาณ 10 นาที ผ่านถนนร้านค้าเก่าแก่ไปยังทางเข้าวัด
ที่ตั้ง: 1 Chome-294 Kiyomizu, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0862 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/TQzSh4WGYzs3ndQB8
18. สวนกวางนารา | นารา

สวนกวางนารา (Nara Park) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนารา ใกล้เกียวโตและโอซาก้า ภายในสวนขนาดใหญ่แห่งนี้มีธรรมชาติร่มรื่น พร้อมกวางซิกะกว่า 1,000 กว่าตัวที่เดินเล่นอย่างอิสระ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนารา นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นในสวน ถ่ายรูปกับกวาง หรือซื้อเซมเบ้สำหรับกวาง เพื่อป้อนอาหารได้อย่างใกล้ชิด
ในช่วงหน้าร้อน สวนกวางนาราจะเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวและสนามหญ้ากว้าง บรรยากาศโปร่งโล่งเหมาะกับการเดินเล่นหรือปิดนิกกลางธรรมชาติ นักท่องเที่ยวที่สามารถหลบความวุ่นวายของเมืองใหญ่และใช้เวลาพักผ่อนกับสัตว์น่ารักท่ามกลางวิวภูเขาและวัดโบราณ ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่เที่ยวหน้าร้อนที่ทั้งผ่อนคลายและถ่ายรูปสวยตลอดวัน
ไฮไลต์ของ สวนกวางนารา คือ กวางซิกะที่เดินอยู่ทั่วสวนอย่างอิสระ ซึ่งถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของศาสนาชินโตและได้รับการคุ้มครองเป็นสมบัติทางธรรมชาติของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถซื้อแครกเกอร์สำหรับกวาง เพื่อป้อนอาหารและกวางหลายตัวจะโค้งคำนับก่อนรับอาหาร กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR Nara Line ไปลงที่สถานี ara เดินประมาณ 20 นาที จะถึงสวนกวางนารา
ที่ตั้ง: Nara Park, Nara City, Nara Prefecture, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/yJsEsobiLL4u6Bqv9
19. ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ | ฮิโรชิมะ

ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ ใกล้เมืองฮิโรชิมะ เป็นหนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเปดกโลกโดย UNESCO ในปี 1996 ศาลเจ้าแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สร้างอยู่เหนือผิวน้ำทะเล ทำให้เมื่อระดับน้ำขึ้น อาคารศาลเจ้าจะดูเหมือนลอยอยู่บนทะเลอย่างสวยงาม จนะได้รับฉายาว่า ศาลเจ้าลอยน้ำของญี่ปุ่น
หน้าร้อนเป็นช่วงที่ท้องฟ้าเปิดและแสงแดดสวย ทำให้วิวของเสาโทริอิสีแดงกลางทะเลตัดกับสีฟ้าของน้ำและท้องฟ้าอย่างโดดเด่น เหมาะกับการถ่ายภาพมาก ตัดกับสีฟ้าของน้ำและท้องฟ้าอย่างโดดเด่น เหมาะกับการถ่ายภาพมาก นอกจากนี้ลมทะเลของทะเลเซโตะในยังช่วยให้อากาศบริเวณเกาะมิยาจิมะไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนในเมือง จึงสามารถเดินเช่นชมศาลเจ้า ชายฝั่ง และหมู่บ้านบนเกาะได้อย่างสบาย
ไฮไลต์ของ ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ คือ เสาโทริอิสีแดงขนาดยักษ์ ที่ตั้งอยู่กลางทะเลหน้าศาลเจ้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น เมื่อระดับน้ำขึ้น เสาโทริอิจะดูเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ แต่เมื่อระดับน้ำลด นักท่องเที่ยวสามารถเดินลงไปใกล้เสาโทริอิได้ เป็นมุมถ่ายรูปยอดนิยมที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้ติดอันดับ สามวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นอีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 6:30 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 300 เยน, นักเรียนมัธยม 200 เยน, เด็ก 100 เยน
วิธีไป: จากสถานี Hiroshima นั่ง JR Sanyo Line ไปลงที่สถานี Miyajimaguchi เดินไปท่าเรือ Miyajimaguchi Ferry ไปเกาะมิยาจิมะ จากท่าเรือบนเกาะ เดินประมาณ 10 นาที จะถึงศาลเจ้า
ที่ตั้ง: 1-1 Miyajimacho, Hatsukaichi, Hiroshima 739-0588 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/L1eRjgfrJax2rWwK7
20. เกาะนาโอชิมะ | คางาวะ

เกาะนาโอชิมะ (Naoshima) เป็นเกาะเล็กๆ ในทะเลเซโตะอินแลนด์ ของจังหวัดคางาวะ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Art Island หรือเกาะแห่งศิลปะร่วมสมัยของญี่ปุ่น ภายในเกาะมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก งานสถาปัตยกรรม และงานศิลป์กลางแจ้งกระจายอยู่ทั่วเกาะ เช่น Chichu Art Museum, Benesse House Museum และ Art House Project ที่นำบ้านเก่ามาปรับเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ทำให้ทั้งเกาะกลายเป็นแกลเลอรีขนาดใหญ่กลางธรรมชาติ
เกาะนาโอชิมะเหมาะกับการเที่ยวช่วงหน้าร้อนของญี่ปุ่น เพราะอากาศสดใส ท้องฟ้าและทะเลมีสีสวย ทำให้วิวของทะเลเซโตะอินแลนด์และงานศิลปะกลางแจ้งดูโดดเด่นมาก นอกจากนี้การปั่นจักรยานรอบเกาะหรือเดินชมงานศิลป์กลางแจ้งก็ทำได้สะดวกในช่วงวันที่อากาศดี จึงเป็นฤดูกาลที่นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด
ไฮไลต์ของ เกาะนาโอชิมะ คือ ฟักทองลายจุดสีเหลือง ของศิลปิน Yayoi Kusama ที่ตั้งอยู่ริมทะเล กลายเป็นแลนด์มาร์กถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี Chichu Art Museum ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Tasao Ando ซึ่งสร้างอยู่ใต้ดินเพื่อไม่ให้รบกวนทิวทัศน์ของธรรมชาติ และใช้แสงธรรมชาติในการจัดแสดงงานศิลป์ ทำให้บรรยากาศของพิพิธภัณฑ์เปลี่ยนไปตามเวลาและฤดูกาล
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ ตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Osaka นั่ง Shinkansen ไปสถานี Okayama ต่อรถไฟ JR ไปสถานี Uno เดินไป Uno Port นั่งเรือเฟอร์รี่ไป Miyanoura Port บนเกาะนาโอชิมะ
ที่ตั้ง: Naoshima, Kagawa District, จังหวัดคะงะวะ 761-3110 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/b15YpVdp96tU92Fw5
ญี่ปุ่นในช่วงหน้าร้อนมีเสน่ห์ที่แตกต่างจากฤดูอื่นอย่างชัดเจน ทั้งทุ่งดอกไม้สีสด ภูเขาเขียวชอุ่ม ทะเลสาบใส และเมืองเล็กกลางธรรมชาติที่อากาศเย้นสบาย เหมาะสำหรับการพักผ่อนและหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่ ทุกสถานที่ล้วนมีเอกลักษณ์และบรรยากาศที่ทำให้ ที่เที่ยวญี่ปุ่น หน้าร้อน เต็มไปด้วยความสดชื่น หากกำลังวางแผนทริปญี่ปุ่น ลองเลือกหนึ่งใน 20 ที่เที่ยวเหล่านี้ ไปอยู่ในแผนการเดินทางรับรองว่าจะได้ทั้งวิวสวย ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจไม่แพ้ฤดูกาลอื่นเลย
















