ถ้าพูดถึงฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี ในญี่ปุ่น เกียวโต คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สวยระดับโลก เมืองเก่าเต็มไปด้วยวัดโบราณ สวนญี่ปุ่น และสถาปัตยกรรมคลาสสิก ที่พอใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลืองเมื่อไหร่ บอกเลยว่าบรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ภาพยนตร์
บทความนี้เรารวมมาให้แล้วกับ 20 จุดถ่ายรูป เกียวโต ใบไม้เปลี่ยนสี ที่สวยทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กดังระดับโลกหรือโลเคชันลับที่คนน้อย แต่ภาพออกมาปังสุดๆ เหมาะทั้งสายถ่ายรูป คาเฟ่ฮอปเปอร์ ไปจนถึงสายเที่ยวชิลๆ ที่อยากเก็บโมเมนต์ฤดูใบไม้ร่วงแบบเต็มอิ่ม เตรียมกล้องเตรียมเมม แล้วไปลุยเก็บพิกัดสวยๆ กันเลย
1. วัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera)

วัดคิโยมิซุเดระ หรือ วัดน้ำใส หนึ่งในแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดของเกียวโต โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ภูเขารอบวัดจะถูกแต่งแต้มด้วยสีแดง ส้ม และเหลือง ไล่ระดับเต็มสายตา ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้สามารถมองเห็นวิวเมืองเกียวโตผสมกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว บรรยากาศมีความขลังแบบวัดโบราณญี่ปุ่น แต่ก็เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาจากนักท่องเที่ยวที่มาเก็บภาพความประทับใจ
จุดถ่ายรูปเกียวโตที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ ระเบียงไม้ของตัววิหารหลัก ที่ยื่นออกไปเหนือหุบเขา ซึ่งเป็นมุมยอดฮิตที่สามารุเก็บภาพวิวใบไม้เปลี่ยนสีแบบพาโนรามาได้แบบเต็มเฟรม อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือบริเวณทางเดินขึ้นวัดและเจดีย์สามชั้นที่มีฉากหลังเป็นภูเขาใบไม้แดง ให้ฟีลญี่ปุ่นคลาสิกแบบสุดๆ
ไฮไลต์ของ วัดคิโยมิซุเดระ คือ วิวจากระเบียงไม้ที่สร้างโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งเปิดมุมมองกว้างไปยังธรรมชาติรอบวัด โดยเฉพาะช่วงปลายพฤศจิกายนที่ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีเต็มที่ ภาพที่ได้จะมีทั้งวัดโบราณและทะเลใบไม้แดงผสมกันอย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีการเปิดไฟกลางคืนที่ทำให้บรรยากาศโรแมนติกไปอีกแบบ เหมาะกับสายถ่ายรูปมา
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 6:00 น. – 18:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 400 เยน, เด็ก 200 เยน
วิธีไป: ไปที่ป้ายรถบัสหน้าสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสสาย 206 หรือ 100 ลงป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka เดินขึ้นเนินประมาณ 10-15 นาที ผ่านถนนสายเก่า ก็จะถึงทางเข้าวัดคิโยมิซุเดระ
ที่ตั้ง: 1 Chome-294 Kiyomizu, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0862 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/rh8CTjgUBKNzMHnr8
2. วัดโทฟุคุจิ (Tofuku-ji)

วัดโทฟุคุจิถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดในเกียวโต โดยเฉพาะช่วงปลายพฤศจิกายนที่ต้นเมเปิ้ลนับพันต้นเปลี่ยนเป็นสีแดงสดทั่วทั้งหุบเขา บรรยากาศภายในวัดผสมผสานความสงบแบบวัดเซนเข้ากับวิวธรรมชาติที่อลังการ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยวและช่างภาพจากทั่วโลก ใครที่อยากได้ภาพใบไม้แดงแน่ๆ แบบเต็มเฟรม ที่นี่คือคำตอบ
จุดถ่ายรูปไฮไลต์คือบริเวณสะพาน Tsutenkyo ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวข้ามหุบเขา เมื่อมองลงไปจะเห็นทะเลใบเมเปิ้ลสีแดง ส้ม เหลือง ไล่ระดับแบบพาโนรามา เป็นมุมที่ถ่ายยังไงก็สวย นอกจากนี้ยังมีโซนสวนเซนและทางเดินภายในวัดที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วง เหมาะกับการถ่ายภาพฟีลญี่ปุ่นสงบๆ หรือสายคอนเทนต์ที่อยากได้ภาพละมุนก็ได้ครบในที่เดียว
ไฮไลต์ของ วัดโทฟุคุจิ คือ วิวจากสะพาน Tsutenkyo ที่สามารถมองเห็นหุบเขาใบไม้แดงแบบ 180 องศา เป็นหนึ่งในวิวใบไม้เปลี่ยนสีที่ติดอันดับดีที่สุดในญี่ปุ่น ยิ่งถ้าไปช่วงเช้าหรือหลังฝนตกเล็กน้อย สีของใบไม้จะยิ่งสดและมีมิติ ทำให้ภาพที่ได้ดูเหมือนภาพวาดเลยทีเดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: เข้าชมฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย JR Nara Line ลงที่สถานี Tofukuji เดินต่อประมาณ 10 นาที จะถึงวัด
ที่ตั้ง: 15 Chome-778 Honmachi, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0981 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/UkaaeswkQLP5puEi9
3. วัดเอคันโด (Eikando Zenrin-ji)

วัดเอคันโดเป็นหนึ่งในจุดชุมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยที่สุดในเกียวโต และมักถูกยกให้เป็นตัวท็อปของฤดูใบไม้ร่วง ด้วยบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยต้นเมเปิ้ลนับพันต้น พอเข้าสู่ช่วงพีค ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และเหลือง ไล่เฉดกันทั้งวัด มองไปทางไหนก็เหมือนอยู่ในภาพวาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริเวณสระน้ำที่สะท้อนเงาใบไม้ ทำให้ได้ภาพที่ลึกและมีมิติแบบมืออาชีพ
อีกหนึ่งเสน่ห์ของที่นี่คือการจัดแสงช่วงกลางคืน ที่ทำให้ใบไม้แดงดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เหมาะมากสำหรับสายถ่ายรูปที่อยากได้ภาพคนละฟีลกับตอนกลางวัน จุดถ่ายรูปแนะนำคือบริเวณสะพานหินข้ามสระน้ำ ทางเดินรอบสวน และมุมมองจากด้านบนที่เห็นวิวใบไม้ปกคลุมทั้งพื้นที่ บอกเลยว่าถ่ายมุมไหนก็สวยแบบไม่ต้องพยายาม
ไฮไลต์ของ วัดเอคันโด คือ สระน้ำสะท้อนใบไม้แดงที่เป็นมุมซิกเนเจอร์ของที่นี่ ภาพเงาสะท้อนของต้นเมเปิ้ลบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ ทำให้ได้ภาพที่สวยและมีเอกลักษณ์มาก อีกทั้งยังมีวิวจากมุมสูงของวัดที่สามารถมองเห็นทะเลใบไม้สีแดงได้แบบพาโนรามา ซึ่งเป็นจุดที่ช่างภาพนิยมมาถ่ายกันมากในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 16:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 600 เยน, เด็ก (6-18 ปี) 400 เยน
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ให้ขึ้นรถบัสสาย 5 หรือสาย 100 นั่งประมาณ 30-40 นาที ลงที่ป้าย Nanzen-ji หรือ Eikando-michi เดินต่ประมาณ 5-10 นาที จะถึงวัด
ที่ตั้ง: 48 Eikandocho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8445 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/iuGs6MbqN4hCo2d27
4. วัดคินคะคุจิ (Kinkaku-ji)

วัดคินคะคุจิ หรือที่รู้จักกันว่า วัดทอง หนึ่งในแลนด์มาร์กที่โด่งดังที่สุดของเกียวโต ตัวอาคารสีทองอร่ามตั้งโดดเด่นอยู่กลางสระน้ำ สะท้อนภาพเงาลงบนผิวน้ำอย่างสวยงาม ยิ่งในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณรอบๆ จะถูกโอบล้อมด้วยต้นเมเปิ้ลสีแดง ส้มและเหลือง ตัดกับสีทองของตัววัดได้อย่างลงตัว ทำให้บรรยากาศดูหรูหราและมีเสน่ห์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม
จุดถ่ายรูปยอดฮิตคือมุมด้านหน้าที่สามารถเก็บภาพวัดทั้งหลังพร้อมเงาสะท้อนในน้ำ แนะนำให้ไปช่วงเช้าตรู่ เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน และถ้าโชคดีวันที่ลมนิ่ง น้ำจะเรียบเหมือนกระจก ทำให้ภาพออกมาสวยแบบไร้ที่ติ นอกจากนี้ยังมีทางเดินรอบสวนที่สามารถหามุมถ่ายภาพมุมสูงหรือมุมเฉียงเพิ่มความหลากหลายให้คอนเทนต์ได้อีกด้วย
ไฮไลต์ของ วัดคินคะคุจิ คือ อาคารสีทองทั้งหลัง ที่ถูกปิดด้วยแผ่นทองคำเปลวสะท้อนแสงแดดและผืนน้ำจนเกิดเป็นภาพที่เป็นเอกลักษณ์ระดับโลก โดยเฉพาะในฤดูใบไม้เปลี่นนสี ที่สีทองจะยิ่งตัดกับใบไม้แดงอย่างชัดเจน กลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่นักท่องเที่ยวต้องมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็ก 300 เยน
วิธีไป: นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Kyoto ออกมาที่ป้ายรถบัสหน้าสถานี ขึ้นรถบัสสาย 101 หรือ 205 นั่งประมาณ 35-45 oาที ลงป้าย Kinkaku-ji Michi เดินต่อประมาณ 3-5 นาทีจะถึงทางเข้าวัด
ที่ตั้ง: 1 Kinkakujicho, Kita Ward, Kyoto, 603-8361 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/NfHdeQw4sfnkSNcx9
5. วัดกิงคะคุจิ (Ginkaku-ji)

วัดกิงคะคุจิ หรือวัดเงิน เป็นหนึ่งในวัดที่มีบรรยากาศสงบและมีเอกลักษณ์มากที่สุดในเกียวโต โดดเด่นด้วยสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมที่จัดองค์ประกอบอย่างประณีต ทั้งสวนทรายที่ถูกกวาดเป็นลวดลายคลื่นอย่างสวยงามและสวนมอสสีเขียวที่ตัดกับสีแดงของใบไม้ร่วงได้อย่างลงตัว ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
จุดถ่ายรูปที่ไม่ควรพลาดคือมุมมองจากทางเดินด้านบน ที่สามารถเห็นวิวสวนทั้งหมด พร้อมฉากหลังเป็นใบไม้เปลี่ยนสี ไล่เฉดสีตั้งแต่เหลืองส้ม ไปจนถึงแดงเข้ม อีกหนึ่งมุมยอดฮิตคือบริเวณสวนทรายและสษลาเงินที่สะท้อนความงามแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เหมาะมากสำหรับสายถ่ายภาพที่ชอบโทนมินิมอล สงบ แต่ยังคงความอลังการของธรรมชาติไว้
ไฮไลต์ของ วัดกิงคะคุจิ คือ ความเรียบแต่ลึก ไม่ได้หวือหวาเหมือนวัดดังอื่นๆ แต่มีเสน่ห์เฉพาะตัวจากการจัดสวนแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ทั้งสวนทราย สวนมอส และองค์ประกอบธรรมชาติที่บาลานซ์กันอย่างลงตัว โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงที่สีสันของใบไม้ช่วยเติมมิติให้ภาพดูอบอุ่นและสงบในเวลาเดียวกัน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8:30 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน, เด็กนักเรียน (ประถม – มัธยมต้น) 500 เยน
วิธีไป: ไปที่ป้ายรถบัสหน้าสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 5 นั่งประมาณ 35-45
ที่ตั้ง: 2 Ginkakujicho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8402 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Dmqq2zkxnCi2jpkAA
6. วัดนันเซ็นจิ (Nanzen-ji)

วัดนันเซ็นจิ เป็นวัดเก่าแก่ระดับต้นๆ ของเกียวโต และเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยพื้นที่วัดที่กว้างใหญ่ โอบล้อมด้วยภูเขา ทำให้ช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่นี่เต็มไปด้วยสีแดง ส้ม และเหลือง ไล่เฉดสวยงามไปทั่วทั้งบริเวณ บรรยาศเงียบสงบ ไม่แออัดเท่าวัดดังบางแห่ง เหมาะทั้งสายถ่ายรูปและสายเที่ยวชิลที่อยากซึมซับความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
เสน่ห์ของที่นี่คือการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมวัดแบบญี่ปุ่นกับโครงสร้างตะวันตกอย่างอควอดักท์ (สะพานส่งน้ำอิฐโบราณ) ที่ตั้งอยู่กลางวัด กลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ให้ฟีลแตกต่างจากวัดอื่นๆ ในเกียวโต นอกจากนี้ยังมีประตูซันมงขนาดใหญ่ที่สามารถขึ้นไปชมวิวจากด้านบนได้ เห็นใบไม้เปลี่ยนสีแบบมุมสูงสวยอลังการ และทางเดินรอบวัดที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลก็เป็นอีกจุดที่เดินถ่ายรูปได้เพลินแบบไม่มีเบื่อ
ไฮไลต์ของ วัดนันเซ็นจิ คือ สะพานอิฐสีแดงที่ตัดกับใบไม้เปลี่ยนสี กลายเป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปที่โดดเด่นที่สุดในเกียวโต ให้ภาพที่ทั้งคลาสสิกและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน อีกหนึ่งไฮไลต์คือการขึ้นไปบนประตู Sanmon Gate เพื่อชมวิวใบไม้แดงจากมุมสูง ซึ่งเป็นมุมที่สวยไม่เหมือนจุดไหนในเมืองนี้
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 8:40 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozia Line ลงสถานี Keage ออกทางออก 1 เดินต่อประมาณ 5-10 นาที จะเห็นทางเข้าวัดอยู่ด้านหน้า
ที่ตั้ง: 86 Nanzenji Fukuchicho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8435 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7BdzqkJ512D3UcRJ9
7. วัดไดโกจิ (Daigo-ji)

วัดไดโกจิ เป็นวัดเก่าแก่ระดับมรดกโลกของเกียวโตที่มีพื้นที่กว้างมาก แบ่งเป็นโซนระหว่างภูเขาและโซนวัดด้านล่าง ทำให้บรรยากาศหลากหลายทั้งความสงบแบบวัดโบราณและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ จุดเด่นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคือโทนแดงสดของเมเปิ้ลที่กระจายทั่วบริเวณวัด โดยเฉพาะช่วงปลายพฤศจิกายนที่สีจะเข้มและสวยที่สุด
สำหรับสายถ่ายรูป บอกเลยว่าที่นี่ให้ฟีลญี่ปุ่นคลาสสิกแบบเต็มๆ มุมยอดนิยมคือบริเวณสระน้ำที่มีศาลา Bentendo ตั้งอยู่กลางน้ำ ซึ่งจะสะท้อนเงาใบไม้แดงลงผิวน้ำอย่างสวยงาม อีกมุมคือเจดีย์ห้าชั้นที่ตั้งโดดเด่นท่ามกลางต้นไม้สีแดงส้ม ถ่ายออกมาได้ภาพที่ทั้งอลังการและมีเอกลักษณ์มาก
ไฮไลต์ของ วัดไดโกจิ คือ Bentendo Hall หรือศาลาแดงกลางสระน้ำ ที่กลายเป็นภาพจำของที่นี่ในฤดูใบไม้ร่วง เมื่อใบเมเปิ้ลรอบๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงสดและสะท้อนลงในน้ำ จะได้ภาพแบบ mirror reflection ที่สวยเหมือนภาพวาดญี่ปุ่น อีกทั้งวัดนี้ยังมีพื้นที่กว้าง ทำให้สามารถเดินเก็บภาพได้หลายมุมโดยไม่รู้สึกแออัดเหมือนแลนด์มาร์กดังบางแห่ง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ประมาณ 1,000 เยน
วิธีไป: นั่งรถไฟสาย JR Tozai Line จากสถานี Kyoto ไปลงที่สถานี Daigo ออกจากสถานีแล้วเดินประมาณ 10-15 นาที จะถึงทางเข้าวัดไดโกจิ
ที่ตั้ง: 22 Daigohigashiojicho, Fushimi Ward, Kyoto, 601-1325 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/EELh1KXHKPf7Xdqh9
8. วัดรุริโคอิน (Rurikoin)

วัดรุริโคอิน เป็นหนึ่งในโลเคชันถ่ายรูปช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยและไวรัลที่สุดในเกียวโต ตั้งอยู่ในโซนยาซะ บรรยากาศเงียบสงบ รายล้อมด้วยธรรมชาติและภูเขา ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์แตกต่างจากวัดยอดฮิตในตัวเมือง ตัวอาคารเป็นสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับวิวสวนญี่ปุ่นเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบเมเปิ้ลจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ตัดกับเขียวของมอสและต้นไม้รอบๆ อย่างลงตัว
จุดถ่ายรูปที่พลาดไม่ได้เลยก็คือมุมโต๊ะสะท้อน ภายในห้องทาทามิ ที่เงาสะท้อนของใบไม้แดงบนโต๊ะไม้จะคมชัดเหมือนกระจก เป็นภาพที่ทั้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และกลายเป็นหนึ่งในภาพ signature ของเกียวโตไปแล้ว นอกจากนี้นังมีมุมหน้าต่างกรอบไม้ที่มองออกไปเห็นสวนสีแดงสด และทางเดินในสวนที่เต็มไปด้วยใบไม้ร่วง เหมาะกับการถ่ายทั้งภาพวิวและภาพบุคคลแบบละมุนสุดๆ
ไฮไลต์ของ วัดรุริโคอิน คือ ภาพสะท้อนบนโต๊ะ lacquer ที่เงาของใบเมเปิ้ลจะสะท้อนเหมือนภาพวาด เป็นมุมที่ไม่เหมือนที่ไหนในเกียวโต และได้รับความนิยมระดับโลก นอกจากนี้ตัววัดจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะบางช่วงฤดูกาล ทำให้บรรยากาศยิ่งพิเศษและไม่พลุกพล่านเท่าวัดใหญ่ๆ ในเมือง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 10:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ประมาณ 2,000 เยน/ต่อคน
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR ไปลงสถานี Demachiyanagi จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถไฟสาย Eizan Railway นั่งไปลงสถานี Yase-Hieizangguchi เดินต่อประมาณ 5-10 oาที จะถึงวัด
ที่ตั้ง: 55 Kamitakano Higashiyama, Sakyo Ward, Kyoto, 606-0067 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/kZv3qfx3SYfCh2Rb8
9. วัดโชเร็นอิน (Shoren-in)

วัดโชเร็นอินเป็นวัดเก่าแก่ในย่านฮิกาชิยามะที่ให้บรรยากาศเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวมากกว่าวัดชื่อดังอื่นๆ ในเกียวโต จุดเด่นคือสวนญี่ปุ่นที่จัดอย่างประณีต รายล้อมด้วยต้นเมเปิ้ลที่เปลี่ยนสีเป็นแดงสดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ทำให้ทั้งบริเวณเต็มไปด้วยโทนสีอบอุ่นตัดกับสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิมอย่างลงตัว เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ภาพฟีลญี่ปุ่นแท้ๆ แบบไม่วุ่นวายเกินไป
มุมถ่ายรูปที่แนะนำคือบริเวณห้องเสื่อทาทามิที่เปิดออกไปยังสวนด้านนอก จะได้เห็นเฟรมธรรมชาติที่สวยละมุนและอีกมุมคือทางเดินในสวนที่มีใบไม้แดงปกคลุมพื้น ให้ภาพฟีลโรแมนติดสุดๆ นอกจากนี้ยังมีมุมป่าไผ่เล็กๆ ที่สามารถถ่ายภาพแนวคอนทรานส์ระหว่างสีเขียวกับใบไม้แดงได้อย่างลงตัว
ไฮไลต์ของ วัดโชเร็นอิน คือ Night Illumination ที่จะเปิดไฟในช่วงฤดูใบไม้เปลี่นนสี โดยใช้แสงไฟโทนสีน้ำเงินผสมกับสีแดงของใบเมเปิ้ล สร้างบรรยากาศลึกลับและโรแมนติกไม่เหมือนวัดอื่นในเกียวโต ถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีกลางคืนที่สวยและมีเอกลักษณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ประมาณ 500 เยน (กลางวัน) / 1,000 เยน (ช่วงกลางคืน)
วิธีไป: จากสถานี Kyoto เดินไปขึ้นรถบัสที่ป้ายหน้าสถานี ขึ้นสาย 100 หรือ 206 มุ่งหน้าไปย่าน Higashiyama ลงป้ายที่ Chion-in-mae เดินต่อประมาณ 5-7 นาที จะถึงวัด
ที่ตั้ง: 69-1 Awadaguchi Sanjobocho, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0035 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Hd3sJfP4j21hZDPX7
10. วัดโจจัคโคจิ (Jojakko-ji)

วัดโจจัคโคจิ เป็นวัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาในย่านอาราชิยามะ ให้บรรยากาศเงียบสงบและเป็นธรรมชาติ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากหนีความวุ่นวายจากจุดท่องเที่ยวหลัก แต่ยังได้ภาพใบไม้เปลี่ยนสีแบบจัดเต็ม ภายในวัดเต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่ค่อยๆ ไล่เฉดสีตั้งแต่เหลือง ส้ม ไปจนถึงแดงเข้ม ทำให้ทุกมุมดูมีมิติและถ่ายรูปออกมาสวยละมุนสุดๆ
เสน่ห์ของที่นี่คือทางเดินขึ้นวัด ที่เป็นบันไดหินทอดยาวท่ามกลางอุโมงค์ใบไม้แดง กลายเป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่สายคอนเทนต์ต้องมาเก็บให้ได้ ยิ่งถ้ามาช่วงเช้าหรือช่วงแสงเย็น แสงธรรมชาติจะส่องผ่านใบไม้ลงมาแบบนุ่มๆ ได้ภาพฟีลญี่ปุ่นคลาสลิกแบบไม่ต้องแต่งเพิ่มเลย
ไฮไลต์ของ วัดโจจัคโคจิ คือ วิวจากด้านบนของวัดที่สามารถมองเห็นเมืองเกียวโตแบบพาโนรามาตัดกับสีแดงของใบไม้เปลี่ยนสีด้านหน้า เป็นมุมที่ทั้งสวยและให้ความรู้สึกสงบในเวลาเดียวกัน อีกทั้งตัววัดยังมีองค์เจดีย์และศาลาไม้ที่ผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างลงตัว ทำให้ได้ภาพที่มีทั้งสถาปัตยกรรมและวิวธรรมชาติในเฟรมเดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:30 น. – 16:30 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ประมาณ 500 เยน/คน
วิธีไป: นั่งรถไฟ JR Sagano Line จากสถานี Kyoto ไปลงสถานี Saga-Arashiyama ออกจากสถานีแล้วเดินไปทางอาราชิยามะ เดินประมาณ 15 นาทีถึงวัด
ที่ตั้ง: ญี่ปุ่น 〒616-8397 Kyoto, Ukyo Ward, Sagaogurayama Oguracho, 3-3
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/S8Pkhp8Vva9i4TP39
11. อาราชิยามะ (Arashiyama)

อาราชิยามะ เป็นหนึ่งในย่านท่องเที่ยวที่สวยที่สุดในเกียวโต โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่ทั้งภูเขา แม่น้ำ และต้นไม้รอบๆ จะถูกแต้มด้วยสีแดง ส้ม และเหลืองอย่างสวยงาม บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกสงบแต่มีชีวิตชีวา เหมาะทั้งการเดินเล่น ถ่ายรูป หรือจะนั่งชิลชมวิวธรรมชาติแบบเต็มอิ่มก็ได้ครบในที่เดียว
จุดถ่ายรูปยอดนิยมคือบริเวณสะพานโทเก็ตสึเคียวที่สามารถเก็บภาพวิวภูเขาใบไม้เปลี่ยนสีเป็นฉากหลังได้แบบพาโนรามา นอกจากนี้ยังมีป่าไผ่อาราชิยามะ ที่ให้มู้ดแตกต่างด้วยโทนสีเขียวตัดกับใบไม้แดงและริมแม่น้ำโฮซุกาวะที่สามารถเดินเลียบถ่ายรูปหรือเก็บภาพสะท้อนน้ำได้สวยมาก โดนเฉพาะช่วงเช้าหรือเย็นแสดงจะนุ่มเป็นพิเศษ
ไฮไลต์ของ อาราชิยามะ คือ การได้เห็นวิวธรรมชาติแบบครบทุกองค์ประกอบในเฟรมเดียว ทั้งภูเขา แม่น้ำ สะพาน และใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งหาได้ยากในจุดอื่นของเกียวโต โดยเฉพาะช่วงพีคปลายพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม ที่ทั้งพื้นที่กลายเป็นเหมือนภาพวาดญี่ปุ่น ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่สุดของฤดูใบไม้ร่วง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย JR Sagano Line ไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึงจุดถ่ายรูปหลัก
ที่ตั้ง: Ukyo Ward, Kyoto, ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/DjFwvfy2orWo71HZ8
12. สะพานโทเก็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge)

สะพานโทเก็ตสึเคียวเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่านอาราชิยามะ ที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติและสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ตัวสะพานไม้ทอดยาวข้ามแม่น้ำคัตสึระ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ล เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี บริเวณนี้จะกลายเป็นภาพวิวพาโนรามาที่เต็มไปด้วยสีแดง ส้ม และเหลือง ไล่เฉดกันอย่างสวยงาม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โด่งดังที่สุดในเกียวโต
สำหรับสายถ่ายรูป มุมยอดฮิตคือการถ่ายจากฝั่งแม่น้ำเพื่อเก็ยภาพสะพานคู่กับภูเขาด้านหลัง หรือจะเดินขึ้นไปบนสะพานแล้วถ่ายย้อนกลับไปยังแม่น้ำก็ได้ภาพที่ให้ฟีลโรแมนติก อีกหนึ่งมุมที่ไม่ควรพลาดคือช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตก แสงสีทองจะสะท้อนผิวน้ำและใบไม้ ทำให้ภาพดูนุ่มและมีมิติมากขึ้น ใครอยากได้ภาพคนน้อย แนะนำให้มาช่วงเช้าตรู่หรือเย็นใกล้ค่ำ
ไฮไลต์ของ สะพานโทเก็ตสึเคียว คือ สะพาน แม่น้ำ และภูเขาใบไม้แดง ที่รวมทุกองค์ประกอบของฤดูใบไม้ร่วงไว้ในเฟรมเดียว โดยเฉพาะช่วงพีคปลายพฤศจิกายน ภูเขาทั้งลูกจะกลายเป็นสีแดงส้มตัดกับสะพานไม้แบบญี่ปุ่นเป็นภาพจำของอาราชิยามะที่ทั้งสวยและคลาสสิกสุดๆ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟ JR สาย Sagano Line นั่งไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama เดินต่อประมาณ 10-15 นาที ไปทางแม่น้ำ จะเจอสะพานโทเก็ตสึเคียวอยู่ด้านหน้า
ที่ตั้ง: 1-5 Sagatenryuji Susukinobabacho, Ukyo Ward, Kyoto, 616-8384 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/aLumtHWWdoBAnGB27
13. แม่น้ำโฮซุกาวะ (Hozugawa River)

แม่น้ำโฮซุกาวะเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยและแตกต่างจากวัดหรือศาลเจ้า เพราะที่นี่ให้ฟีลธรรมชาติแบบเต็มๆ รายล้อมด้วยภูเขาและหน้าผาที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดง ส้ม และเหลืองของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศเงียบสงบ อากาศเย็นสบาย เหมาะกับการมาสูดอากาศและเก็บภาพวิวแบบกว้างๆ ที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ธรรมชาติ
เสน่ห์ของที่นี่คือการล่องเรือโฮซุกาวะ ที่จะพาคุณไหลไปตามสายน้ำผ่านโค้งน้ำและหุบเขาที่เต็มไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสีตลอดเส้นทาง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ถือเป็นประสบการณ์ที่ทั้งชิลและตื่นตาและตื่นใจในเวลาเดียวกัน มุมถ่ายรูปแนะนำคือบนเรือ, จุดริมฝั่งก่อนขึ้นเรือ และสะพานบริเวณปลายทางที่สามารถเก็บภาพแม่น้ำโค้งสวยๆ ได้แบบพาโนรามา
ไฮไลต์ของ แม่น้ำโฮซุกาวะ คือ การล่องเรือผ่านหุบเขาใบไม้แดงที่เรียงตัวตลอดสองฝั่งแม่น้ำ ให้ฟีลเหมือนล่องเข้าไปในอุโมงค์ธรรมชาติสีแดงทอง โดยเฉพาะช่วงพีคปลายพฤศจิกายน วิวจะหนาแน่นและสีสดมาก เป็นหนึ่งในประสบการณ์ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไม่เหมือนใครในเกียวโต
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 15:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ประมาณ 4,500 – 6,000 เยน/คน
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR Sagano Line ลงที่สถานี Kameoka เดินจากสถานีไปจุดขึ้นเรือ Hozugawa River Boast Ride ประมาณ 10-15 นาที
ที่ตั้ง: ญี่ปุ่น 〒621-0005 Kyoto, Kameoka, Hozucho, Shimonakajima-2
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/eLxKCn7s5WC14oiu9
14. ทางเดินนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

ทางเดินนักปราชญ์ เป็นเส้นทางเลียบคลองยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ที่เชื่อมระหว่างย่านกิงคะคุจิไปจนถึงนันเซ็นจิ จุดเด่นของที่นี่คือบรรยากาศเงียบสงบ เดินสบาย และเต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่เรียงรายสองข้างทาง พอถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีใบไม้จะเปลี่ยนเป็นโทรแดง ส้ม เหลือง ตัดกับผิวน้ำในคลอง กลายเป็นภาพที่ละมุนและโรแมนติกมาก เหมาะทั้งสายถ่ายรูปและสายเดินชิล
เสน่ห์ของที่นี่คือความเรียบง่าย แต่สวยสบายตา ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมาบดบังวิว ทำให้ทุกมุมดูเป็นธรรมชาติและถ่ายรูปออกมาสวยแบบไม่ต้องพยายามมาก แนะนำให้เดินช่วงเช้าหรือเย็นแสงอ่อนๆ จะได้โทนภาพนุ่มๆ หรือถ้าอยากได้ฟีลเหงาๆ โล่งๆ แนะนำไปช่วงเช้า คนยังไม่เยอะ ส่วนจุดถ่ายรูปยอดนิยมคือมุมสะพานเล็กๆ ข้ามคลอง ทางเดินที่มีใบไม้ปกคลุมพื้น และช็อตมุมยาวที่เห็นต้นไม้โค้งเข้าหากันเป็นอุโมงค์ธรรมชาติ
ไฮไลต์ของ ทางเดินนักปราชญ์ คือ ทางเดินเลียบคลองที่เต็มไปด้วยอุโมงค์ใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งในช่วงพีคจะเห็นสีแดงเรียงต่อกันตลอดสาย ให้ฟีลโรแมนติกแบบญี่ปุ่นแท้ๆ และเป็นหนึ่งในโลเคชันที่ถ่ายภาพออกมาได้สวยแบบธรรมชาติที่สุดในเกียวโต เหมาะทั้งภาพมุมกว้างและภาพโคลสอัพใบไม้ที่ร่วงลงบนผิวน้ำ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 5 ลงที่ป้าย Ginkaku-ji-michi เดินต่อประมาณ 5-10 นาที จะเจอทางเดินนักปราชญ์ เริ่มต้นฝั่งกิงคะคุจิ
ที่ตั้ง: Shishigatani Teranomaecho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8426 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/KzdP9CbfW3NR6e1C9
15. สวนสาธารณะมะรุยะมะ (Maruyama Park)

สวนสาธารณะมะรุยะมะ ถือเป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต โดยตั้งอยู่ใกล้ย่านฮิกาชิยามะและศาลเจ้ายาซากะ ทำให้เดินทางง่ายและสามารถเที่ยวต่อเนื่องกับแลนด์มาร์กดังรอบๆ ได้สบาย จุดเด่นของที่นี่คือบรรยากาศสวนญี่ปุ่นที่ผสมผสานทั้งบ่อน้ำ สะพาน และต้นเมเปิ้ลจำนวนมาก พอเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี พื้นที่ทั้งสวนจะถูกย้อมด้วยโทนสีแดง ส้ม เหลือง ให้ฟีลโรแมนติกและมีชีวิตชีวาไปพร้อมกัน
สำหรับสายถ่ายรูปแนะนำให้เดินลึกเข้าไปบริเวณรอบบ่อน้ำกลางสวน ซึ่งจะได้ภาพสะท้อนของใบไม้สีแดงบนผิวน้ำแบบสวยละมุน หรือจะเลือกถ่ายช่วงเย็นจนถึงค่ำ เพราะที่นี่มีการเปิดไฟ ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกฟีลหนึ่ง แสงไฟอุ่นๆ ตัดกับใบไม้แดงคือสวยมาก เหมาะทั้งสายคอนเทนต์และสายเที่ยวชิลที่อยากได้ภาพไม่ซ้ำใคร
ไฮไลต์ของ สวนสาธารณะมะรุยะมะ คือ เป็นสวนที่ครบจบในที่เดียว ทั้งใบไม้เปลี่ยนสี บ่อน้ำ สะพาน และไฟกลางคืน โดยเฉพาะช่วง Autumn Illumination ที่จะเปิดไฟประดับทั่วสวน ทำให้สามารถถ่ายภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืนในโลเคชันเดียวกัน ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ในเกียวโตที่ให้ฟัลทั้งธรรมชาติและความคึกคักไปพร้อมกัน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: นั่งรถไฟไปลงสถานี Gion-Shijo ออกจากสถานีแล้วเดินไปทางศาลเจ้า Yasaka ประมาณ 10-15 นาที เดินผ่านศาลเจ้า Yasaka เข้าไปด้านใน จะเจอทางเข้าสวน
ที่ตั้ง: Maruyamacho, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0071 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/tAmyCChxwzeNHxS47
16. ฮิกาชิยามะ (Higashiyama District)

ย่านฮิกาชิยามะ คือหนึ่งในโซนที่ให้ฟีลเกียวโตดั้งเดิมที่สุด ด้วยถนนหินแคบๆ บ้านไม้โบราณ ร้านชา และร้านขายของพื้นเมืองเรียงรายตลอดสองข้างทาง โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศจะยิ่งอบอุ่นและมีเสน่ห์มากขึ้น ใบเมเปิ้ลสีแดง-ส้มที่แทรกตัวอยู่ตามตรอกและหลังคาบ้าน ทำให้ทั้งย่านเหมือนฉากในหนังญี่ปุ่นย้อนยุค
จุดถ่ายรูปแนะนำคือบริเวณ เจดีย์ยาซากะที่โผล่ขึ้นมาท่ามกลางบ้านไม้ เป็นมุมซิกเนเจอร์ที่ใครมาเกียวโตก็ต้องมี รวมถึงถนน Sannenzaka และ Ninenzaka ที่มีสดลปทางเดินสวยๆ เหมาะกับการเดินเก็บภาพแบบสโลว์ไลฟ์ หรือจะถ่ายช่วงเช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน ก็จะได้ภาพโล่งๆ ฟีลมินิมอลสุดๆ
ไฮไลต์ของ ย่านฮิกาชิยามะ คือ ความลงตัวระหว่างสถาปัตยกรรมโบราณกับธรรมชาติที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ คุณสามารถเดินถ่ายรูปได้แทบทุกมุมโดยไม่ต้องตั้งใจหามุมมาก เพราะแค่กำแพงไม้เก่า โคมไฟญี่ปุ่น และใบไม้แดงที่ปลิวตามลม ก็กลายเป็นองค์ประกอบภาพที่สวยแบบ effortless ได้ทันที โดยเฉพาะช่วง golden hour ก่อนพระอาทิตย์ตก แสงจะยิ่งทำให้ทั้งย่านดูนุ่มและโรแมนติกขึ้นแบบสุดๆ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: ขึ้นรถบัสจากสถานี Kyoto ป้าย D2 เลือกสาย 206 หรือ 100 มุ่งหน้าไป Gion ลงที่ป้าย Kiyomizu-Michi หรือ Gion เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะเข้าสู่โซนฮิกาชิยามะทันที
ที่ตั้ง: Higashiyama Ward, Kyoto, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/Ub85oidATnqk6g8JA
17. ซันเน็นซากะ (Sannenzaka)

ซันเน็นซากะคือถนนหินโบราณที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิม ตั้งอยู่ในย่านฮิาชิยามะ โดยสองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านไม้ ร้านขนม คาเฟ่ และร้านของฝากสไตล์เกียวโตแท้ๆ ยิ่งในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศจะยิ่งโรแมนติกเป็นพิเศษ เพราะมีต้นเมเปิ้ลแซมตามจุดต่างๆ ทำให้ทั้งถนนมีโทนสีแดง ส้ม ตัดกับสถาปัตยกรรมเก่าได้อย่างลงตัว
ที่นี่มีเสน่ห์ที่ความมีชีวิตของโลเคชัน เพราะนอกจากจะได้ถ่ายรูปกับวิวสวยๆ แล้ว ยังมีผู้คนใส่กิโมโนเดินผ่านไปมา ทำให้ภาพดูมีสตอรี่มากขึ้น มุมยอดฮิตคือการถ่ายจากช่วงทางลาดที่มองเห็นถนนทอดยาว พร้อมฉากหลังเป็นเจดีย์ยาซากะ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของเกียวโตที่สายคอนเทนต์ต้องมี
ไฮไลต์ของ ซันเน็นซากะ คือ การผสมผสานระหว่างถนนเก่า ใบไม้เปลี่ยนสี วิถีชีวิตญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่แสงนุ่ม จะได้ภาพที่ทั้งคลาสสิกและอบอุ่นแบบญี่ปุ่นแท้ๆ และถ้าโชคดีในช่วงค่ำ จะได้เห็นโคมไฟเปิด เพิ่มความฟีลกู๊ดให้ภาพดู cinematic มากขึ้น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถบัสเมืองเกียวโตสาย 206 หรือ 100 จากป้ายหน้าสถานี นั่งประมาณ 15-20 นาที ลงที่ป้าย Kiyomizu-michi หรือ Gojo-zaka เดินต่อประมาณ 10-15 นาที ผ่านทางขึ้นไปยังวัดคิโยมิซุเดระ จะเจอถนนซันเน็นซากะ อยู่ระหว่างทาง
ที่ตั้ง: 2 Chome-211 Kiyomizu, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0862 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7eiZK5zjuPHJ9ACM9
18. กิอง (Gion District)

กิอง คือย่านเมืองเก่าใจกลางเมืองเกียวโตที่ยังคงกลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิมไว้อย่างชัดเจน ทั้งบ้านไม้โบราณ โคมไฟกระดาษ และถนนหินที่เรียงตัวอย่างมีเสน่ห์ โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศจะยิ่งโรแมนติกขึ้นไปอีก เพราะมีทั้งใบเมเฟิ่ลสีแดงส้มตัดกับแสงโคมไฟ ทำให้ย่านนี้กลายเป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่ได้ฟีลญี่ปุ่นแท้ แบบไม่ต้องแต่งเพิ่ม
มุมถ่ายรูปแนะนำมีหลายจุด โดยเฉพาะ Hanamikoji Street ที่เรียงรายด้วยบ้านไม้และโคมไฟ เหมาะกับการถ่ายช่วงเย็นถึงค่ำ หรือจะเป็นโซน Shirakawa Canal ที่มีคลองเล็กๆ ไหลผ่าน พร้อมต้นไม้เปลี่ยนสีเรียงสองฝั่ง ให้ฟีลสงบ โรแมนติก และถ่ายภาพสะท้อนน้ำได้สวยมาก นอกจากนี้ถ้าโชคดี อาจได้เกอิชาเดินผ่าน เพิ่มความ cinematic ให้ภาพแบบสุดๆ
ไฮไลต์ของ กิอง คือ ย่านที่ผสมผสานวัฒนธรรมเก่าเข้ากับฤดูกาลได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะช่วงเย็นไปจนถึงกลางคืนที่โคมไฟเริ่มเปิด แสงสีส้มอุ่นๆ ตัดกับใบไม้แดงและถนนเงียบๆ ทำให้ภาพที่ได้ดูมีมิติและมีเรื่องราว เหมาะมากสำหรับสายถ่ายรูปและสายคอนเทนต์ที่อยากได้ฟีลญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมจริงๆ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: จากสถานี Kyoto ขึ้นรถไฟสาย Keihan นั่งไปลงสถานี Gion-Shijo เดินต่อประมาณ 3-5 นาทีจะเข้าสู่ย่านกิอง
ที่ตั้ง: Gion District, Higashiyama Ward, Kyoto, Japan
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/H9UBAZQznoRk2kmp9
19. ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Grove)

ป่าไผ่อาราชิยามะ สถานที่ที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดของเกียวโต ด้วยแนวต้นไผ่สูงเรียงตัวสองข้างทาง เดินลอดเข้าไปจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ความพิเศษของที่นี่คือ ความนิ่งและความสงบที่ตัดกับความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ยิ่งถ้ามาในช่วงเช้าตรู่ แสงแดดจะส่องลอดผ่านลำไผ่ลงมาเป็นเส้นๆ สร้างมิติของภาพที่สวยแบบไม่ต้องแต่งเยอะเลย
แม้ป่าไฟจะไม่ได้มีใบไม้เปลี่ยนสีแบบจุดอื่นๆ แต่เสน่ห์อยู่ที่ความตัดกันของสี ระหว่างสีเขียวของไผ่กับใบไม้แดงจากต้นเมเปิ้ลบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะโซนทางเดินใกล้วัดเท็นริวจิ จะได้ทั้งความเขียวและแดงในเฟรมเดียว ทำใหภาพดูมีมิติและแตกต่างจากจุดอื่นๆ ในเกียวโต ใครที่อยากได้คอนเทนต์ไม่ซ้ำ มุมนี้คือห้ามพลาด
ไฮไลต์ของ ป่าไผ่อาราชิยามะ คือ ทางเดินกลางป่าไผ่ที่โอบล้อมด้วยลำไผ่สูงชะลูดทั้งสองฝั่ง เมื่อถ่ายภาพในมุมเงยหรือมุมกึ่งกลางทาง จะได้ภาพที่มีเส้นนำสายตาสวยมาก และถ้ามาในช่วงเช้าหรือช่วงคนบาง จะได้ภาพโล่งๆ แบบมินิมอลที่ดูแพงสุดๆ อีกหนึ่งมุมแนะนำคือบริเวณทางเชื่อมไปวัดเท็นริวจิ ซึ่งสามารถเก็บทั้งป่าไผ่และใบไม้แดงในช็อตเดียว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ไม่มีค่าเข้าชม
วิธีไป: นั่งรถไฟ JR มาลงที่สถานี Saga-Arashiyama ออกจากสถานี แล้วเดินตรงไปตามป้าย Bamboo Grove ใช้เวลาเดินประมาณ 10-15 นาที ผ่านโซนอาราชิยามะ จะเจอทางเข้าป่าไผ่
ที่ตั้ง: Sagaogurayama Tabuchiyamacho, Ukyo Ward, Kyoto, 616-8394 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/rXaom4sMdtYM75hr5
20. สวนพฤกษศาสตร์เกียวโต (Kyoto Botanical Garden)

สวนพฤกษศาสตร์เกียวโต เป็นสวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเกียวโต ที่บรรยากาศเงียบสงบกว่าวัดดังๆ ทำให้เหมาะมากสำหรับสายถ่ายรูปที่อยากได้มุมสวยแบบไม่ต้องเบียดคน โดยเฉพาะช่วงใบ้ไม้เปลี่ยนสี สวนจะเต็มไปด้วยโทนแดง ส้ม เหลือง ไล่เฉดกันทั่วพื้นที่ ทั้งโซนสวนญี่ปุ่น สนามหญ้า และแนวต้นไม้ริมทางเดิน ให้ฟีลชิลๆ เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ แบบไม่ต้องรีบ
จุดถ่ายรูปที่แนะนำคือบริเวณสระน้ำกลางสวน ที่สามารถเก็บภาพใบไม้สะท้อนน้ำได้แบบละมุนสุดๆ รวมถึงทางเดินที่มีต้นเมเปิ้ลเรียงสองข้าง ให้ฟีลเหมือนอุโมงค์ใบไม้แดงและอีกหนึ่งมุมที่ห้ามพลาดคือโซนเรือนกระจกที่มีพืชแปลกๆ ให้ถ่ายตัดกับบรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีด้านนอก ได้ภาพที่ดูมีความหลากหลายและแตกต่างจากจุดอื่นในเกียวโต
ไฮไลต์ของ สวนพฤกษศาสตร์เกียวโต คือ ความกว้างและความโล่ง ทำให้สามารถถ่ายภาพใบไม้เปลี่ยนสีได้แบบเต็มเฟรมโดยไม่มีคนรบกวน ต่างจากแลนด์มาร์กยอดฮิตอื่นๆ อีกทั้งยังมีหลายโซนให้เลือกถ่าย ทั้งสวนญี่ปุ่น สวนดอกไม้ และเรือนกระจก เรียกว่ามาที่เดียวได้ภาพหลายสไตล์ เหมาะทั้งสายคอนเทนต์และสายเที่ยวชิล
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. – 17:00 น.
วันหยุด: ไม่มีวันหยุด
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน, เด็ก 250 เยน
วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟใต้ดินสาย Karasuma Line ลงที่สถานี Kitayama ออกทาง Exit 3 เดินต่อประมาณ 1-2 นาที จะถึงทางเข้าสวนทันที
ที่ตั้ง: Shimogamo Hangicho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-0823 ญี่ปุ่น
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/5UTHXa2pAoPophSz8
เกียวโต ในฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี คือหนึ่งในช่วงเวลาที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น ทุกมุมของเมืองล้วนถูกแต่งแต้มด้วยสีแดง ส้ม เหลือง จนกลายเป็นโลเคชันในฝันของสายถ่ายรูปและนักเดินทางทั่วโลก ทั้ง 20 จุดถ่ายรูป เกียวโต ใบไม้เปลี่ยนสี ที่เรารวบรวมมาให้ ครบทุกสไตล์ ช่วยให้คุณวางแผนทริปได้ง่ายขึ้น พร้อมออกไปเก็บภาพสวยๆ ของฤดูใบไม้ร่วงให้เต็มที่ เพราะวิวแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นตลอดทั้งปีนะ

















