โตเกียว (Tokyo) 

,

คันโต (Kanto)

พาทัวร์ PokePark Kanto สวนสนุกโปเกมอนที่ทุกคนต้องอยากไป!

นี่เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่และข่าวดีของแฟนคลับและคนรักโปเกมอนทั่วโลก เพราะว่าในที่สุด โปเกมอน เกมและการ์ตูนสุดน่ารักซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ก็ได้เปิดตัวสวนสนุกของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าในบทความนี้ ก็จะเป็นบทความแนะนำสวนสนุกโปเกมอนอย่าง PokePark Kanto แห่งนี้นี่เอง

ข้อมูลเบื้องต้นของ PokePark Kanto

PokePark Kanto

PokePark Kanto แห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาเขตของ Yomiuriland สวนสนุกขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขต Inagishi หรือบริเวณทิศตะวันตกของกรุงโตเกียว สวนสนุกแห่งนี้พึ่งได้เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่ไปเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของเฟรนไชส์โปเกมอน และได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นหรือต่างชาติ

โดย PokePark Kanto แห่งนี้จะมีพื้นที่มากถึง 16 ไร่ (ประมาณ 26,000 ตร.ม.) และภายในเต็มไปด้วยโปเกมอนมากกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งสวนสนุกแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลมาจาก “ภูมิภาคคันโต” อันเป็นฉากหลังของเกมโปเกมอนภาคแรกที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1996 อย่าง Pokémon Red และ Green สำหรับภายในของที่นี่ จะถูกแบ่งเป็นสองโซนหลักๆ ได้แก่โซนป่า Pokémon Forest และโซนเมือง Sedge Town (หรือในชื่อญี่ปุ่นว่า Kayatsuri Town ซึ่งเราจะแนะนำอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไป

โซนต่างๆ ของ PokePark Kanto

PokePark Kanto

ถ้าเราเคยเล่นเกมโปเกมอน โลกของเกมแห่งนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ก็คือโซนเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้า กับอีกโซนที่เป็นโซนธรรมชาติที่เราจะได้พบกับโปเกมอนป่ามากมายตามทุ่งหญ้าและป่าเขา และ Pokemon Kanto แห่งนี้ก็ออกแบบมาตามนั้นอย่างสมบูรณ์ 

โซนเมือง Sedge Town

Sedge Town

เริ่มกันที่โซนเมืองอย่าง Sedge Town หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Kayatsuri Town กันดีกว่า สำหรับโซนนี้เรียกได้ว่าเหมือนถูกถอดแบบมาจากในเกมเป๊ะๆ โดยมีไฮไลต์คือ Pokémon Center ที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี และ Poké Mart ที่ตั้งอยู่ข้างๆ กัน โดยนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกจะเหมือนในเกมแล้ว ภายในของ Pokémon Center ยังมีอุปกรณ์ในการรักษาโปเกมอนได้เหมือนอย่างในเกม ส่วนใน Poké Mart ก็มีจำหน่ายสินค้าต่างๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าสมจริงและสานฝันแฟนคลับสุดๆ 

นอกจากนี้ ในส่วนของตัวเมืองยังมีเครื่องเล่น 2 ชนิดได้แก่ Pika Pika Paradise และ Vee Vee Voyage ให้เราได้ลองเล่นและถ่ายรูป และสุดท้าย ถ้าพูดถึงเมืองในโปเกมอนก็ต้องมียิม ดังนั้นที่เมือง Sedge Town แห่งนี้จึงมียิมอย่าง Sedge Gym ที่จะแสดงโชว์สุดน่ารักให้เราดูในทุกๆ วัน เรียกได้ว่าใครก็ต้องชอบ

โซนป่า Pokémon Forest

Pokemon Forest
Pokemon Forest

ลำดับถัดมา เราก็ขอมาพูดถึงโซนป่าอย่าง Pokémon Forest กันบ้าง เมื่อเราเดินออกมาจากเมือง เราก็จะได้พบกับโซนป่าซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าโปเกมอนทั้งหลาย โดยที่นี่จะเป็นทางเดินยาวๆ ซึ่งเต็มไปด้วยโปเกมอนนานาชนิดที่แอบซ่อนอยู่ตามภูมิประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณทุ่งหญ้า ต้นไม้ โขดหิน หรืออุโมงค์ และในทางเดินธรรมชาติแห่งนี้ ทุกคนจะได้พบเห็นโปเกมอนหลากหลายรูปแบบอยู่ในอริยาบทต่างๆ ซึ่งเราสามารถถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย และที่พิเศษไปกว่านั้น โปเกมอนเหล่านี้ยังถูกสร้างด้วยสัดส่วนเท่าของจริง และถ้าเราเดินไปใกล้ๆ ก็จะได้ยินเสียงร้องของโปเกมอนตัวนั้นด้วย สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ

กิจกรรมใน PokePark Kanto

ลำดับถัดไปเรามาพูดถึงเรื่องกิจกรรมที่สามารถทำได้ใน PokePark Kanto แห่งนี้กันบ้างดีกว่า ซึ่งอย่างที่บอกไปแล้วในเมื่อสักครู่ ว่าที่นี่ก็มีเครื่องเล่นอยู่ด้วย แม้จะเป็นเครื่องเล่นเล็กๆ เพียง 2 เครื่อง แต่มั่นใจว่าเหล่าแฟนคลับจะต้องชอบแน่ๆ 

PokePark Kanto

โดยเครื่องเล่นแรกจะเป็น Pika Pika Paradise เครื่องเล่นลอยฟ้าที่สามารถเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเราจะได้ขี่เหล่าปิกาจูขึ้นลงไปบนท้องฟ้า ด้วยพลังงานที่ขับเคลื่อนมาจากโปเกมอนธาตุไฟฟ้ากว่า 30 ตัว ระหว่างที่เล่นอยู่ เหล่าแฟนพันธุ์แท้ก็อย่าลืมหันไปดูนะ ว่ามีโปเกมอนธาตุไฟฟ้าตัวไหนอยู่บนเครื่องเล่นนี้บ้าง

PokePark Kanto

อีกเครื่องเล่นหนึ่งก็คือ Vee Vee Voyage เครื่องเล่นม้าหมุนที่สร้างขึ้นด้วยธีมของโปเกมอน “อีวุย” โปเกมอนยอดนิยมที่เป็นที่รักไม่น้อยกว่าปิกาจู โดยในเครื่องเล่นม้าหมุนนี้ จะประกอบไปด้วยอีวุยร่างต่างๆ รวมทั้งสิ้น 9 แบบ ให้เหล่าแฟนคลับทำความรู้จักและถ่ายรูปได้อย่างจุใจ และแน่นอนว่าเครื่องเล่นนี้น้องๆ หนูๆ ก็สามารถเล่นได้เช่นกัน

PokePark Kanto

นอกจากเครื่องเล่นแล้ว ที่นี่ยังมีการแสดงโชว์ต่างๆ และพาเรดอีกด้วย สำหรับการแสดงโชว์ จะเป็นโชว์ที่ชื่อว่า Pika Pika Sparks! ที่จะจัดเต็มทั้งภาพ เสียง และสีสันต่างๆ โดยจะจัดแสดงทุกวันใน Sedge Gym อย่างไรก็ตาม โชว์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาจัดแสดงในทุกๆ เดือน เราจึงอยากแนะนำให้ทุกคนดูเวลาแสดงให้ดีๆ ก่อนไปเยี่ยมชม

PokePark Kanto

และสุดท้าย นอกจากกิจกรรมต่างๆ ที่เราเล่ามา ที่นี่ยังมีกิจกรรม Meet-and-Greets กับโปเกมอนด้วยนะ ความพิเศษของกิจกรรมนี้คือโปเกมอนจะมีการสุ่มและเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละวัน ทำให้ไม่มีใครทราบว่าวันนี้เราจะเจอโปเกมอนตัวไหน สำหรับใครที่อยากไปลุ้นว่าจะเจอโปเกมอนอะไร โปเกมอนทั้งหมดในกิจกรรม Meet-and-Greets จะได้แก่ Clefairy, Vulpix, Psyduck, Growlithe, Slowpoke, Gengar, Lapras และ Dragonite ใครอยากเจอตัวไหนก็ขอให้โชคดีล่ะ

ของที่ระลึกสุดว้าว

PokePark Kanto
PokePark Kanto
PokePark Kanto

ถัดจากกิจกรรมทั้งหลาย เรามาพูดถึงเรื่องการช้อปกันบ้าง ที่ Pokemon Kanto แห่งนี้ก็มีของที่ระลึกต่างๆ เกี่ยวกับโปเกมอนมากมายเต็มไปหมด ซึ่งหลายๆ อย่างก็เป็นของที่หาซื้อได้แค่ที่นี่ด้วย โดยที่นี่จะมีตั้งแต่ขนมสุดน่ารักลายโปเกมอน ตุ๊กตาหรือพวงกุญแจที่เป็นลายปิกาจูและอีวุยซึ่งเป็นชุดที่ใส่ในขบวนพาเรดกระเป๋าดินสอ เสื้อเชิ้ตที่เป็นลวดลายในธีมของ Vee Vee Voyage เครื่องเล่นม้าหมุนประจำที่นี่ นอกจากนี้ยังมีที่คาดหัว หมวก และเสื้อยืดลายโปเกมอนต่างๆ ให้สะสมอีกด้วย เรียกได้ว่าเข้าไปในร้านของที่ระลึกทีหนึ่ง แฟนคลับต้องหมดตัวแน่นอนเลยล่ะ 

ค่าเข้าชมและการเดินทาง

แนะนำกันมาขนาดนี้ เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับบัตรค่าเข้าชมกันบ้าง สำหรับบัตรเข้าชมของที่นี่จะแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ Town Pass, Trainer’s Pass และ Ace Trainer’s Pass ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป 

อันดับแรกสุด Town Pass จะเป็นบัตรที่เข้าไปในโซน Sedge Town ได้แบบมีกำหนดเวลา (แต่เข้าซ้ำได้) แต่ไม่สามารถเข้าไปยังโซน Pokémon Forest 

ส่วน Trainer’s Pass บัตรประเภทนี้จะเข้าเมือง Sedge Town ได้อย่างไม่จำกัด และสามารถเข้าโซน Pokémon Forest ได้แบบมีกำหนดเวลา (แต่เข้าซ้ำได้) 

และสุดท้าย บัตรประเภท Ace Trainer’s Pass จะเป็นบัตรประเภทที่พิเศษสุด เข้าได้ทุกโซนได้แบบไม่จำกัดจำนวนรอบ เล่นเครื่องเล่นสองชนิดได้ฟรี 1 ครั้งด้วยเลนพิเศษ นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายรูปคู่กับปิกาจูและอีวุยที่ Sedge Mansion และได้รับของที่ระลึกพิเศษอีกต่างหาก เรียกได้ว่าพรีเมียมสุดๆ 

และในส่วนการเดินทางก็บอกได้เลยว่าสะดวกสุดๆ  เพราะที่นี่จะสามารถเดินทางเข้ามาได้ผ่าน Yomiuriland ซึ่งสามารถมาได้ทางรถไฟได้ถึงสองสถานี ได้แก่ ก็สถานี Keiō Yomiuri-land ของสาย Keiō Line และสถานี Yomiuri-Land-mae ของสาย Odakyu Line ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางไหน ก็สามารถเดินทางได้จากกลางเมืองเพียงแค่ประมาณ 30 นาที เรียกได้ว่าเดินทางสะดวกสุดๆ ไม่มีปัญหาด้านการเดินทางแน่นอน

เนื่องจากที่นี่อยู่ในโซนเดียวกับ Yomiuriland ซึ่งเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ หลังจากเราเที่ยวที่นี่เสร็จก็สามารถไปสวนสนุกอีกทีต่อได้เลย เรียกได้ว่าสามารถอยู่ได้ทั้งวันเลยล่ะ

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด