พาไหว้ 26 วัดญี่ปุ่น และ ศาลเจ้าญี่ปุ่น ชื่อดังยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว สายมูห้ามพลาด การไหว้พระขอพร การขอโชคลาภ ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีชื่อเสียงทางด้านนี้เป็นอย่างมาก โดยประเทศญี่ปุ่นนั้นมีศาลเจ้าและวัดมากกว่า 58,000 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีประวัติศาสตร์และความเชื่อ รวมถึงความเป็นสิริมงคลแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการขอพรเกี่ยวกับ ความรัก สุขภาพ เงินทอง สติปัญญา โชคดี ปัดเป่าความโชคร้าย ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ ความสำเร็จในชีวิต ธรุกิจ และขอพรให้มีบุตร
ชาวญี่ปุ่นในอดีตนั้นสร้าง วัด และ ศาลเจ้า ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในพื้นที่ และยังสร้างสถาปัตยกรรมจากอดีตไว้ในศาลเจ้าและวัดแต่ละแห่งด้วย ทำให้หลายๆ แห่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนมักเดินทางมาเยี่ยมชมกันเป็นประจำ รวมถึงเป็นสถานที่ยอดฮิตยอดนิยมของชาวต่างชาติ โดยเราได้รวบรวมศาลเจ้าและวัดดังในญี่ปุ่นที่ชาวสายมูต้องห้ามพลาดมาให้แล้ว จัดทริปสายมูแล้วไปไหว้พระเสริมความปังกันเลย!
สายมูห้ามพลาด พาไหว้ 26 วัดญี่ปุ่น และ ศาลเจ้าญี่ปุ่น ชื่อดังแบบปังปัง ขออะไรก็ได้
1. วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple)

วัดเซ็นโซจิ (Senso-ji Temple) หรือที่มักเรียกคุ้นหูกันในชื่อ วัดอาซากุสะ (Asakusa Temple) เพราะตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ กรุงโตเกียว (Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น มีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เลย คือ โคมไฟแดงขนาดใหญ่ ที่เขียนว่า คามินาริ (雷) แปลว่า สายฟ้า หรือ ฟ้าร้อง แขวนอยู่ที่ประตูทางเข้า “คามินาริมง” (Kaminari-mon) ที่แปลว่า ประตูสายฟ้า เป็นประตูใหญ่ด้านหน้าของวัดเซ็นโซจิ สัญลักษณ์อันโด่งดังของอาซากุสะ เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว วัดแห่งนี้เป็นวัดพุทธที่นับถือพระโพธิสัตว์คันนอน (Kannon Bosatsu) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ เจ้าแม่กวนอิม สร้างเสร็จในปี ค.ศ.645 ถือว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว
ไฮไลต์ของ Senso-ji Temple คือ ภายในวัดเซ็นโซจิจะมีเจดีย์ 5 ชั้นที่มีขนาดความสูงถึง 64 เมตร ส่วนในเรื่องของความเชื่อนั้น ที่หน้าวัดจะมีกระถางธูปตั้งอยู่ โดยมีความเชื่อว่าถ้ากวักเอาควันธูปเข้าหาตัวหรือให้ควันปกคลุมร่างกายจะช่วยนำความโชคดีมาให้ และยังสามารถช่วย รักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเสี่ยงเซียมซี เพื่อทำนายโชคชะตา หากได้ใบเซียมซีที่ทำนายว่าโชคไม่ดี จะมีธรรมเนียมให้นำใบเซียมซีนั้นไปผูกไว้กับราวเหล็กหรือต้นไม้ที่วัดเอาไว้ เพื่อฝากโชคร้ายไว้ที่นั่นไม่ให้ติดตามกลับบ้าน รวมถึงการทำบุญด้วยเหรียญโกะเอน (Go-en) หรือเหรียญ 5 เยน จะยิ่งทำให้ตัวเรานั้นมีความโชคดีขึ้นไปอีก นอกจากนี้ วัดเซ็นโซจิมีเครื่องรางหลากหลายรูปแบบให้เลือกบูชา เช่น ค้อนนำโชค เชื่อว่าช่วยการเงิน เครื่องรางรูปเต่า เชื่อว่าช่วยอายุยืนยาว และเครื่องรางโคมแดง เชื่อว่าช่วยประสบความสำเร็จในการสอบ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 17:00 น. (เมษายน – กันยายน)
เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 17:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
บริเวณรอบวัด เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Yamanote Line → ลงที่ สถานี Kanda (ประมาณ 2 นาที) → เปลี่ยนเป็นรถไฟใต้ดิน Tokyo Metro Ginza Line → ไปยัง สถานี Asakusa (ประมาณ 10 นาที) → เดินต่อไปยังวัด Senso-ji ประมาณ 5 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/XtsYawuCzEHxvFZC6
2. วัดคิโยะมิซุ หรือ วัดน้ำใส (Kiyomizu-dera Temple) – มรดกโลก

วัดคิโยะมิซุ (Kiyomizu-dera Temple) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “วัดน้ำใส” ตั้งอยู่บนภูเขาโอตาวะ จังหวัดเกียวโต (Kyoto) ประเทศญี่ปุ่น เป็นวัดที่ดังที่สุดในญี่ปุ่นอีกแห่งหนึ่ง มีน้ำตกโอโตวะโนะทากิ (Otowa-no-taki Falls) จากธรรมชาติไหลผ่านวัดทำให้เกิดชื่อเรียกว่าวัดน้ำใส ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.778 และมีประวัติศาสตร์มากกว่า 1,200 ปี ทั้งนี้ยังไ้ด้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1994
ไฮไลต์ของ Kiyomizu คือ เป็นวัดที่ขึ้นชื่อความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของสุขภาพ ความรัก/ชีวิตคู่ และการศึกษา จากน้ำตกโอตายะที่มีถึง 3 สายไหลผ่านที่วัดแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถใช้กระบวยยาวที่ทางวัดเตรียมไว้เพื่อตักน้ำ โดยเชื่อว่าน้ำนี้จะนำโชคดีมาให้ นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังมีจุดชมวิวดอกซากุระและชมใบไม้แดงที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ผู้คนมักเดินทางมาชมความสวยงามของธรรมชาติ นอกจากนี้วัดคิโยะมิซุ ยังเป็นฉากหนึ่งของอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง โคนัน อีกด้วย บนตัวอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 13 เมตร มีระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก ซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเกียวโตได้อย่างงดงาม
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 18:00 น.
เปิดทุกวัน 18:00 น. ถึง 21:30 น. (เฉพาะวันที่ 23 – 31 มีนาคม / 14 – 16 สิงหาคม / 18 – 30 พฤศจิกายน)
ช่วงฤดูกาลพิเศษ: ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม และทุกวันในเดือนสิงหาคมและกันยายน วัดอาจขยายเวลาเปิดถึง 18:30 น.
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 200 เยน
วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่ง รถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Gion-Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15นาที
รถบัส จากสถานีเกียวโต นั่ง รถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้าวัดคิโยมิสึเดระ
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/dt9aBXBvMSrwA6d6A
3. วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple)

วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) ตั้งอยู่ภายในหุบเขาที่เมืองซาซะกูริ (Sasaguri) จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น มีชื่อเสียงในด้านรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของพระพุทธไสยาสน์ ว่ากันว่าเป็นรูปปั้นพระนอนทองสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1995 โดยองค์พระนอนมีความยาวถึง 41 เมตร ความสูง 11 เมตรและน้ำหนักถึง 300 ตันและภายในองค์พระนอนยังมีพระบรมสารีริกธาตุที่มาจากประเทศเมียนมาอีกด้วย นอกจากนี้ที่วัดนันโซอินยังมีพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือรูปปั้น “อจละ” หรือ “ฟุโด เมียวโอ” พระเจ้าผู้ดูแลปกป้องผู้คนจากภัยพิบัติและสิ่งไม่ดีต่างๆ
ไฮไลต์ของ Nanzoin Temple คือ วัดนี้มีความเชื่อที่โดดเด่นมาก หากมาขอพรเรื่องการเงิน โชคลาภ หรือเสี่ยงโชค (เช่น ลอตเตอรี่) แล้วจะสมหวัง เนื่องจากมีเรื่องเล่าว่าอดีตเจ้าอาวาสเคยถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่หลังจากที่ได้เครื่องรางของวัด คำอธิษฐานขอพรส่วนใหญ่ มักจะเน้นการขอพรเรื่องโชคลาภ เงินทอง และความสำเร็จในชีวิต ผู้ที่มาสักการะมักจะไปลูบที่ฝ่าพระบาทของพระพุทธไสยาสน์เพื่อขอโชคดีและโชคลาภ รวมถึงการสัมผัสสายสิญจน์ 5 สี ผูกติดอยู่กับพระหัตถ์ซ้ายของพระนอนและทอดลงมายังกล่องรับบริจาค เชื่อกันว่าการสัมผัสสายสิญจน์เปรียบเสมือนการจับพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้า และจะได้รับพลังความรู้ (การตื่นรู้) และสติปัญญา
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:30 น. ถึง 16:00 น. (เข้าชมภายในองค์พระพุทธไสยาสน์)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (เคาน์เตอร์บริการ/ร้านค้า)
เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (บริเวณวัดโดยรวมและศาลาหลัก)
ค่าเข้า: บริเวณวัดฟรี แต่จะมีค่าเข้าชมภายในองค์พระพุทธไสยาสน์ (เพื่อชมพระบรมสารีริกธาตุ) 500 เยน
วิธีไป: จากสถานีฮากาตะ (Hakata Station) สถานีหลักในเมืองฟุกุโอกะ → นั่งรถไฟ JR Sasaguri Line (Fukuhoku Yutaka Line) → ไปยัง สถานี Kidonanzoin-mae (ประมาณ 25 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 5 นาที ถึงวัด Nanzoin
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/v87kPjtLoq5NSWRM7
4. วัดโทไดจิ (Todaiji Temple)

วัดโทไดจิ (Todaiji Temple) หรือ วัดหลวงพ่อโต (ไดบุทสึ) เป็นวัดพุทธที่อยู่ในจังหวัดนารา (Nara) ตั้งอยู่ในภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างในขึ้นปีค.ศ. 728 โดยแต่ก่อนมักเรียกกันว่า วัดคินโชจิ (Kinshoji) โดยวัดแห่งนี้ถูกจารึกว่าเป็นอาคารไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและยังได้รับการขึ้นทะเบียนว่าเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของพื้นที่เมืองนาราจากองค์กรยูเนสโก้อีกด้วย
ไฮไลต์ของ Todaiji Temple คือ พระพุทธรูปไดบุทสึ หรือหลวงพ่อโต ที่มีขนาดความสูง 15 เมตร และน้ำหนัก 380 ตัน เป็นรูปปั้นสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นพระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่างและปัญญา ทำให้คนที่มาสักการะมักขอพรเรื่องนี้อยู่เสมอ ภายในวิหารหลักจะมีเสาไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่มีรูเจาะอยู่ (รูนี้มีขนาดใกล้เคียงกับรูจมูกขององค์พระไดบุตสึ) เชื่อกันว่า หากใครสามารถลอดผ่านรูนี้ไปได้ จะได้รับพรให้มีสุขภาพแข็งแรง โชคดี หรือจะได้ตรัสรู้ในชาติหน้า ทำให้เป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะเด็กๆ บริเวณข้างวิหารมีรูปปั้นไม้ของพระพุทธรูป บินซูรุ (Binzuru) ซึ่งมีความเชื่อว่า หากลูบไปตามส่วนต่างๆ ของรูปปั้น แล้วสวดมนต์ขอพร จะช่วยให้หายจากอาการเจ็บป่วยในส่วนนั้นๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ภายในบริเวณรอบๆนั้นเป็นสวนสาธารณะนาราที่จะมีเหล่าฝูงกวางอยู่เต็มพื้นที่ สามารถซื้ออาหารหรือจะถ่ายรูปกับน้องก็ได้เช่นกัน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 7:30 น. ถึง 17:30 น. (เมษยน – ตุลาคม)
เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 17:00 น. (พฤศจิกายน – มีนาคม)
วัดเปิดทุกวันตลอดทั้งปี
ค่าเข้า: มัธยมต้นขึ้นไป 800 เยน เด็กประถม 400 เยน (ค่าเข้าชมโถงพระใหญ่ ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็ก 600 เยน)
วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) → นั่งรถไฟ JR Nara Line (Rapid) → ไปยัง สถานี Nara (ประมาณ 45 นาที) → จากสถานี Nara เดินต่อประมาณ 30 นาที หรือ → ขึ้นรถบัสท้องถิ่น (เช่นสาย 2, 72 หรือ City Loop Bus) → ลงที่ป้าย Todaiji Daibutsuden → เดินต่ออีกประมาณ 5 นาที ถึงวัด Tōdai-ji
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/5pA7JC5MHpyea4QK6
5. วัดชิเทนโนจิ (Shitennoji Temple)

วัดชิเทนโนจิ (Shitennoji Temple) เป็นวัดพุทธย่านเทนโนจิที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดโอซาก้า (Osaka) ประเทศญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นมาปี ค.ศ. 593 มีจุดเด่น คือ เจดีย์ดีสีแดง 5 ชั้น และเป็นวัดพุทธแห่งแรกในญี่ปุ่นมีอายุรวมกว่า 1,400 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น วัดแห่งนี้ได้ถูกไฟไหม้อยู่บ่อยครั้ง และได้มีการบูรณะในช่วงปี ค.ศ.1963
ไฮไลต์ของ Shitennoji Temple คือ ข้างในจะมีศาลเจ้าไดโคคุโด (Daikokudo) ที่สามารถขอพรเกี่ยวกับ โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรืองของธุรกิจได้ และยังมีบ่อน้ำสำหรับชำระล้างความสะอาดก่อนเข้าไปในวัด ตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีตลาดนัด Flea Market Shitennoji Temple หรือ Shitennoji Market รวมร้านค้ากว่า 300 ร้านที่ขายทั้งอาหาร ของใช้ โดยจะจัดทุกวันที่ 21-22 ของทุกเดือน ตั้งแต่เวลา 8:30 น. – 16:00 น.
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 16:30 น. (เมษยน – กันยายน)
เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 16:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
ค่าเข้า: วิหารกลาง ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็กประถม – มัธยมปลาย 200 เยน และ เด็กเล็ก ฟรี
สวนโกคุราคุโจโด ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็กประถม – มัธยมปลาย 200 เยน และ เด็กเล็ก ฟรี
พิพิธภัณฑ์หอสมบัติ ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็กประถม – มัธยมปลาย 300 เยน และ เด็กเล็ก ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) → นั่งรถไฟ JR Osaka Loop Line → ไปยัง สถานี Tennoji (ประมาณ 15 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 10 นาที ถึงวัด Shitenno-ji
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/DNg7jTcKu2WKiufr5
6. วัดนาริตะซัน ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji Temple)

วัดนาริตะซัน ชินโชจิ (Naritasan Shinshoji Temple) ตั้งอยู่ที่เมืองนาริตะ (Narita) จังหวัดชิบะ (Chiba) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนาริตะ (Narita Airport) เป็นวัดพุทธนิกายชินงอน (Shingon) ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.940 เป็นที่สักการะองค์ฟุโด เมียวโอ (Fudō Myōō) และเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในภูมิภาคคันโต
ไฮไลต์ของ Naritasan Shinshoji Temple คือ ภายในประกอบด้วยวิหารขององค์ไดนิจิ เนียวไร (Dainichi Nyorai) วิหารโคเมียวโด (Komyodo) ให้พรเรื่องสมหวังเรื่องความรัก/คู่ครอง และ วิหารชาคะโด (Shakado) ให้พรเรื่องโชคดี ปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ หรือศาลทางซ้ายของวิหารหลัก ที่เป็นที่ตั้งของเทพ ชุสเซ อินาริ (Shusse-inari) ที่ให้พรในเรื่องของความก้าวหน้าทางการงาน และยังมีเครื่องราง เช่น “ฟุคุโฮ” ที่เชื่อว่าช่วยเรียกเงินทองเข้ากระเป๋า และเครื่องราง “ไอคุน โอะมาโมริ” ที่เชื่อว่าเป็นโชคลาภและความโชคดีในทุกสิ่งให้บูชาอีกด้วย นอกจากนี้บริเวณรอบๆ วัดนาริตะซัน ยังมีถนนโอโมเตะซันโด (Omotesando Street) เป็นถนนที่คดเคี้ยวทอดยาวจากหน้าสถานีนาริตะสู่วัดนาริตะซัง เต็มไปด้วยร้านค้าเก่าแก่ที่ขายขนม ของที่ระลึก และเมืองโบราณซาวาระ (Sawara) มีเสน่ห์แบบ “เอโดะน้อย” ที่บ้านเรือนร้านค้าและคลังสินค้ายังคงอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยเอโดะไว้ และยังมี Shisui Premium Outlet สามารถเดินช้อปปิ้งได้อีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: อาคารหลัก เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 16:00 น.
เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (บริเวณรอบวัด)
ค่าเข้า: ฟรี (อาจมีค่าเข้าชมสำหรับอาคารพิเศษบางส่วน)
วิธีไป: จากสนามบินนาริตะ (Narita Airport) → นั่งรถไฟ Keisei Line หรือ JR Line → ไปยัง สถานี Narita (ประมาณ 10–15 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 10 นาที ถึงวัด Naritasan Shinshoji
จากโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Sobu Line (Rapid) → ไปยัง สถานี Narita (ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที) → เดินต่อประมาณ 10 นาทีเช่นกัน
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/yo23rTVRbYjuWe6C6
7. วัดโคโตคุอิน (Kotokuin Temple)

วัดโคโตคุอิน (Kotokuin Temple) เป็นวัดในนิกายพุทธของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองคามาคุระ (Kamakura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa) วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการเป็นที่ตั้งของ “ไดบุทสึแห่งคามาคุระ” หรือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ทำจากสำริด ซึ่งมีความสูงประมาณ 13.35 เมตร และหนักราว 121 ตัน พระพุทธรูปนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 และแม้จะเผชิญกับภัยธรรมชาติมาหลายครั้ง แต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านอย่างมั่นคง เป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบและความแข็งแกร่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติปีละนับล้านคน
ไฮไลต์ของ Kotokuin Temple คือ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง สีสันของใบไม้จะช่วยเพิ่มความงามให้กับองค์พระมากยิ่งขึ้น ทำให้วัดโคโตคุอินไม่เพียงเป็นจุดท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นสถานที่ที่สะท้อนความกลมกลืนของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติอย่างลงตัว ผู้คนนิยมมาสักการะพระใหญ่เพื่อขอพรเรื่อง ความแคล้วคลาดปลอดภัย ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต คำอธิษฐานขอพรส่วนใหญ่ มักจะเน้น สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว และ ชีวิตที่ราบรื่น ไม่เจอกับความลำบาก นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อเรื่องการ ขอพรให้มีบุตร ซึ่งว่ากันว่ามักจะสมหวัง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 17:30 น. (เมษายน – กันยายน)
เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 17:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
วัดเปิดทุกวันตลอดทั้งปี
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก (อายุ 6 – 11 ปี) 150 เยน (ค่าเข้าชมภายในองค์พระใหญ่ เพิ่ม 50 เยน ต่อคน)
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Yokosuka Line → ไปยัง สถานี Kamakura (ประมาณ 1 ชั่วโมง) → เปลี่ยนเป็นรถไฟ Enoden Line → ไปยัง สถานี Hase (ประมาณ 5 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 10 นาที ถึงวัดโคโตคุอิน
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/eV76puiEp1fb8Lpg7
8. วัดฮาเซเดระ (Hasedera Temple)

วัดฮาเซเดระ (Hasedera Temple) เป็นสถานที่สำคัญแห่งเมืองคามาคุระ (Kamakura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa) เป็นวัดที่มีเจ้าแม่กวนอิม (Kannon) 11 พักตร์ที่ทำจากไม้ ด้วยความสูงกว่า 9.18 เมตร ทำให้เป็นองค์เจ้าแม่กวนอิมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ได้รับความเคารพนับถือจากชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก และร่วมเดินทางมากราบไหว้ขอพรในด้านสุขภาพ ความรัก และความสงบสุขในชีวิต ความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น เทพเบ็นไซเท็น (Benzaiten) เป็นหนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าโชคลาภ) ซึ่งเป็นเทพีแห่ง สติปัญญา ดนตรี และความมั่งคั่ง/เงินทอง เชื่อกันว่าการสักการะจะช่วยปัดเป่าความโชคร้ายและนำมาซึ่งความสำเร็จในทักษะต่างๆ เทพไดโคคุ (Daikokuten) เป็นหนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าโชคลาภ ซึ่งเชื่อกันว่าประทานพรด้าน ความสำเร็จในชีวิตและธุรกิจ
ไฮไลต์ของ Hasedera Temple คือ จะมีการปลูกดอกไม้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระ และฤดูร้อนดอกอาจิไซ (ดอกไฮเดรนเยีย) จะบานสะพรั่ง จึงถูกเรียกว่าเป็น “วัดดอกไม้” ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการมาชมความสวยงามของดอกไม้ และจุดชมวิวมิฮาระชิได (Miharashidai) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาภายในบริเวณวัดฮาเซเดระ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่สวยที่สุดในเมืองคามาคุระ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 17:00 น. (กรกฎาคม – มีนาคม)
เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 17:30 น. (เมษายน – มิถุนายน)
วัดเปิดทุกวันตลอดทั้งปี
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 400 เยน เด็ก (อายุ 6 – 11 ปี) 200 เยน (ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์คันนอน เพิ่ม 300 เยน)
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Yokosuka Line → ไปยัง สถานี Kamakura (ประมาณ 1 ชั่วโมง) → เปลี่ยนเป็นรถไฟ Enoden Line → ไปยัง สถานี Hase (ประมาณ 5 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 5 นาที ถึงวัด Hasedera
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/j9EkpwTzX75hMScj6
9. องค์พระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu)

องค์พระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึ (Ushiku Daibutsu) หรือ “อุชิคุ ไดบุทสึ” เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1992 ตั้งอยู่ในเมืองอุชิคุ (Ushiku) จังหวัดอิบารากิ (Ibaraki) ประเทศญี่ปุ่น ด้วยความสูงถึง 120 เมตร เทียบเท่ากับตึกสูง 38 ชั้นและน้ำหนัก 4,000 ตัน ถูกปิดด้วยแผ่นทองสัมฤทธิ์มากกว่า 6,000 แผ่น ที่ใช้เวลาสร้างราว 10 ปี ทำให้ถูกบันทึงลงกินเนสส์บุ๊คออฟเวิลด์เรคคอร์ดเมื่อปี ค.ศ. 1995
ไฮไลต์ของ Ushiku Daibutsu คือ คนญี่ปุ่นนิยมมาขอพรองค์พระพุทธรูปอุชิคุไดบุทสึกันในเรื่องของสุขภาพ และมีพื้นที่สำหรับให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมการคัดลอกพระสูตร โดยเชื่อกันว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการ สั่งสมบุญ และจะนำมาซึ่ง สิ่งดีๆ ในชีวิต และทำให้คำอธิษฐานเป็นจริง นอกจากนี้ภายในองค์พระจะเป็นอาคาร 5 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีห้องแสดงนิทรรศการต่างๆรวมถึงร้านขายของที่ระลึก และรอบๆบริเวณยังมีสวนโจโดะ (Jodo Garden) หรือสวนแดนสุขาวดี ที่มีทั้งดอกซากุระ ดอกชิบะซากุระ ดอกอาจิไซ (ดอกไฮเดรนเยีย) และดอกคอสมอสที่จะบานสะพรั่งในช่วงเดือนเมษายนถึงตุลาคม และยังมี Fureai Garden Terrace ซึ่งสามารถให้อาหารและสัมผัสสัตว์ขนาดเล็กต่างๆอย่างเป็ดและกระต่ายได้ในวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:30 น. ถึง 17:00 น. (มีนาคม – กันยายน)
เปิดทุกวัน 9:30 น. ถึง 17:30 น. (เฉพาะเสาร์ – อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในช่วง มีนาคม – กันยายน)
เปิดทุกวัน 9:30 น. ถึง 16:30 น. (ตุลาคม – ภุมภาพันธ์)
ค่าเข้า: เข้าชมทั้งหมด ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 400 เยน
เฉพาะสวน ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 300 เยน
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Joban Line (Rapid) → ลงที่ สถานี Ushiku (ประมาณ 1 ชั่วโมง) → ต่อรถบัส ไปยังป้าย Ushiku Daibutsu (ประมาณ 30 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 5 นาที ถึง Ushiku Daibutsu
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/M8aWLeP6qqkQy4Yf7
10. วัดคาวาซากิ ไดชิ (Kawasaki Daishi Temple)

วัดคาวาซากิไดชิ (Kawasaki Daishi Temple) หรือที่รู้จักกันในชื่ออย่างเป็นทางการว่า Daishi Heiken-ji Temple ตั้งอยู่ในเมืองคาวาซากิ (Kawasagi) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa) เป็นวัดที่มีชื่อเสียงในนิกายชินกอน (Shingon) ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1128 โดยมีจุดประสงค์หลักในการบูชา เจ้าแม่อวโลกิเตศวร (Kannon) หรือเจ้าแม่กวนอิม เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้คน วัดนี้เป็นสถานที่สำคัญสำหรับการสวดมนต์และทำสมาธิในท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ปีใหม่ หรือ เทศกาลโชวะ (Showa) ซึ่งมีการสวดมนต์ขอพรเพื่อความเป็นมงคลและโชคลาภ วัดนี้มีบรรยากาศเงียบสงบและเป็นศูนย์กลางของการแสวงบุญและการปฏิบัติธรรมในพื้นที่
ไฮไลต์ของ Kawasaki Daishi Temple คือ วัดนี้มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นในเรื่องการ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ภยันตราย และความโชคร้าย โดยเฉพาะในช่วงปีที่ถือว่าเป็น “ปีชง” (ปีแห่งความโชคร้าย) ตามความเชื่อของญี่ปุ่น ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาที่นี่เพื่อ “ยาคุโยเกะ”หรือพิธีปัดเป่าโชคร้าย และช่วงเทศกาลฮัตสึโมเดะ คือ การเข้าวัดครั้งแรกของปี มักจะนิยมไปกันในช่วงคืนวันที่ 31 ธันวาคม ถึงวันที่ 7 มกราคม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น การล้างมือ การชำระร่างกาย การโยนเหรียญ 5 เยน เพื่อขอพร การสั่นกระดิ่ง การปรบมือ และการอธิษฐานในใจ รวมถึงการเลือกซื้อเครื่องรางเพื่อเสริมดวง วัดคาวาซากิ ไดชิ จึงเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ ขอพรเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และ การปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโชคลาภและความเป็นสิริมงคล
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 5:30 น. ถึง 18:00 น. (เมษายน – กันยายน)
เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 17:30 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) → นั่งรถไฟ JR Tōkaidō Line (Local) → ลงที่ สถานี Kawasaki (ประมาณ 20 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 15 นาที ถึง Kawasaki Daishi Temple
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/6Gi88GXb9Qc7bNbk7
11. วัดซันจูซันเกนโด (Sanjusangendo Temple)

วัดซันจูซันเกนโด (Sanjusangendo Temple) ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นวัดในนิกาย ชินกอน ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1164 โดยจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นในสมัยเฮอัน (Heian) วัดนี้มีชื่อเสียงจากหอใหญ่ที่มีความยาวถึง 120 เมตร ซึ่งเป็นหอไม้ที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น ภายในหอนี้มีการประดิษฐาน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (Kannon) หรือ เจ้าแม่กวนอิม จำนวน 1,001 องค์ ถือเป็นจุดเด่นของวัด และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนาของญี่ปุ่น การจัดวางพระพุทธรูปทั้งหมดเรียงกันอย่างสวยงาม ทำให้การเข้าชมที่นี่เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม
ไฮไลต์ของ Sanjusangendo Temple คือ มีความเชื่อที่น่าสนใจว่า ในบรรดาพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) 1,001 องค์นี้ หากคุณสังเกตดีๆ จะมีพระพักตร์หนึ่งที่ คล้ายกับบุคคลที่คุณปรารถนาจะพบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนำพามาซึ่งการบรรลุความปรารถนาส่วนบุคคล และวัดนี้มีเครื่องรางป้องกันที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า ซึซึ ฟูจิ (Zutsū Fūji) ซึ่งเป็นเครื่องรางสำหรับ ปัดเป่าอาการปวดหัวและความเจ็บป่วยต่าง ๆ โดยเชื่อในอำนาจของพระโพธิสัตว์กวนอิมที่จะรักษาความทุกข์ทางกาย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17:00 น. (1 เมษายน – 15 พฤศจิกายน)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16:00 น. (16 พฤศจิกายน – 31 มีนาคม)
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กโต 400 เยน เด็กเล็ก 300 เยน
วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) → นั่งรถไฟ JR Nara Line (สายที่ไป Nara) → ลงที่ สถานี Tofukuji (ประมาณ 5 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 10 นาที ไปยัง Sanjusangendo Temple
จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) → นั่งรถไฟใต้ดิน Kyoto Metro Karasuma Line → ลงที่ สถานี Shichijo (ประมาณ 2 นาที) → เดินต่อไปยัง Sanjusangendo Temple ประมาณ 10 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/4DaKUR6mfrVpEXSW8
12. วัดจูซนจิ (Chusonji Temple) – มรดกโลก

วัดจูซนจิ (Chūson-ji Temple) ตั้งอยู่ในเมืองฮิราอิซูมิ (Hiraizumi) จังหวัดอิวาเตะ (Iwate) ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 850 โดยพระอาจารย์ Kōbō Daishi หรือ Kōbō ผู้ก่อตั้งนิกาย ชินกอน (Shingon) วัดนี้เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรมของยูเนสโก และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญในช่วงยุคเฮอัน (Heian) ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น วัดจูซนจิเป็นที่ตั้งของ ห้องบรรจุพระสังขารของจักรพรรดิฟูจิวาระ ซึ่งทำให้เป็นสถานที่สำคัญที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ศาสนาและการปกครองของญี่ปุ่นในสมัยนั้น
ไฮไลต์ของ Chusonji Temple คือ ผู้ที่มาเยี่ยมชมวัดนิยมขอพรในเรื่อง สุขภาพ และการหายจากโรคภัยไข้เจ็บ ที่วิหารหลัก และสัมผัสกับความสงบทางจิตวิญญาณตลอดทางเดินขึ้นเขาที่เรียกว่า เนินทสึคิมิซากะ (Tsukimizaka Slope) และการขอพรเรื่องโชคลาภทางการเงินและความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง และการค้าขาย ให้กับชีวิต มีตำนานเล่าว่า ชาวบ้านเคยมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้ให้ โรคตาหาย หรือขอให้สายตาดีขึ้น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17:00 น. (1 มีนาคม – 3 พฤศจิกายน)
เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 16:30 น. (4 พฤศจิกายน – สิ้นเดือนกุมภาพันธ์)
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน เด็กโต 700 เยน เด็กเล็ก 300 เยน
วิธีไป: จากสถานีเซนได (Sendai Station) → นั่งรถไฟ JR Tohoku Shinkansen (สาย Yamabiko หรือ Hayabusa) → ลงที่ สถานี Ichinoseki (ประมาณ 30 นาที) → จากนั้น ขึ้นรถบัสท้องถิ่น → ไปยัง สถานี Chūson-ji (ประมาณ 40 นาที) → เดินต่อไปถึงวัด Chūson-ji (ประมาณ 5 นาที)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/GNrYFAQjAjpoQujj8
13. ศาลเจ้าคาเนะเฮบิ ซุย (Kanahebi Sui Shrine)

ศาลเจ้าคาเนะเฮบิ ซุย (Kanahebi Sui Shrine) ตั้งอยู่ที่เมืองอิวะนูมะ (Iwanuma) จังหวัดมิยางิ (Miyagi) เป็นศาลเจ้าที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,000 ปี เป็นศาลเจ้าบูชาเทพเจ้างูเนื่องจากคำว่า คาเนะเฮบิ ซุย มาจากคำว่า ทองคำ งู และผืนน้ำ โดยชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากมาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้ จะพบแต่ความโชคดี โชคลาภ เงินทอง ความรุ่งเรืองในการประกอบธุรกิจ ภายในยังประกอบไปด้วยหินรูปงูกว่า 70 ก้อน โดยเฉพาะ หินจามนเซกิ (Jyamon Seki) ที่มีลักษณะคล้ายงูกำลังเลื้อยมีเชื่อกันว่าหากใช้มือหรือกระเป๋าสตางค์ลูบหินนี้แล้วจะได้รับพรเรื่องโชคลาภ เงินทอง นอกจากนี้ยังมีเทศกาลดอกไม้ที่สามารถชมต้นซากุระ วีสทีเรีย โบตั๋น และกุหลาบพันปีโดยจะผลิบานตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิไปจนถึงต้นฤดูร้อนอีกด้วย
ไฮไลต์ของ Kanahebi Sui Shrine คือ ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น หนึ่งในศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุสำหรับการเสริมดวงเรื่องเงินทอง เทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าหลักคือ เบ็นไซเท็น (Benzaiten) หรือเทพีแห่งน้ำ ศิลปะ และโชคลาภ (หนึ่งในเจ็ดเทพเจ้าแห่งโชคลาภ) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับมังกรและงู นอกจากนี้ยังมี พิธีล้างเงินเพื่อเสริมโชค โดยผู้มาเยือนจะนำเหรียญ หรือธนบัตร ใส่ลงในกระด้งเล็กๆ แล้วนำลงไปล้างในบ่อน้ำ จากนั้นจะต้องเก็บเงินที่ล้างแล้วนั้นไว้ในกระเป๋าสตางค์ ห้ามนำไปใช้ เชื่อกันว่าเงินที่ผ่านพิธีล้างนี้จะทำหน้าที่เป็น เงินต้น (เรียกทรัพย์) ที่จะช่วยให้เงินทองไหลมาเทมา และยังมีเครื่องรางและเซียมซีที่เน้นเกี่ยวกับเรื่องการเงินโดยเฉพาะ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้า: ฟรี (อาจมีเข้าชมสวนดอกไม้ ช่วงเทศกาลดอกไม้ที่จัดขึ้นช่วงปลายเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม 300 เยน)
วิธีไป: จากสถานีเซนได (Sendai Station) → นั่งรถไฟ JR Senseki Line → ลงที่ สถานี Aoba-dori Ichibancho (ประมาณ 10 นาที) → จากนั้น เดินต่อประมาณ 10 นาที ไปยัง Kanahebi Sui Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/AfpZte9V6w4hj38V8
14. ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine)

ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) หรือศาลเจ้ากิออน (Gion Shrine) เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นในปีค.ศ. 656 สมัยอะสุกะ มีอายุมากกว่า 1,350 ปี ตั้งอยู่ในย่านกิออน (Gion) ซึ่งเป็นย่านเกอิชาและย่านฮิกาชิยาม่า (Higashiyama) ในจังหวัดเกียวโต ในสมัยก่อนที่ศาลเจ้าซากายะมักจะมีเกอิชามาขอพรให้พบกับรักแท้อยู่เสมอ ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มักมีผู้คนมากราบไหว้ สักการะและขอพรในเรื่องของความรัก และความสัมพันธ์ที่มั่นคง นอกจากนี้ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีทางศาลเจ้าจะมีงาน “เทศกาลกิออนมัตสึริ” (Gion Festival / Gion Matsuri) ซึ่งเป็นพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าของศาลเจ้ายาซากะ เป็นงานเทศกาลที่มีชื่อเสียงของเมืองเกียวโต เป็นเทศกาลที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและโรคระบาด
ไฮไลต์ของ Yasaka Shrine คือ ศาลเจ้ายาซากะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยในเรื่องความรัก มิตรภาพ และความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ศาลเจ้าถูกมองว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับความรัก การครองคู่ และความกล้าหาญทางจิตวิญญาณ ภายในศาลเจ้ายาซากะแห่งนี้ ยังมีศาลเจ้าย่อยต่างๆ เช่น ศาลเจ้าอุทซึคุชิโกะเซ็น “น้ำแห่งความงาม” ที่เชื่อกันว่าการนำไปแตะผิว 2-3 หยดจะช่วย เสริมความงามของผิวพรรณและจิตใจ และศาลเจ้าฮาโมโนะ เทพเจ้าแห่งดาบ ซึ่งเชื่อกันว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ในการ “ทะลวงอนาคต” หรือช่วยดลบันดาลให้ชีวิตในอนาคตดีขึ้น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: รถไฟ จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Karasuma Line → ลงที่ สถานี Shijo (ประมาณ 2 นาที) จากสถานี Shijo เดินต่อประมาณ 10 นาที ไปยัง Yasaka Shrine
รถบัส จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่งรถบัสท้องถิ่น (สาย 100 หรือ 206) → ลงที่ป้าย Gion (ประมาณ 20 นาที) เดินต่อประมาณ 5 นาที ไปยัง Yasaka Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7nBh6LkHscW1beay6
15. ศาลเจ้าคันดะ เมียวจิน (Kanda Myojin Shrine)

ศาลเจ้าคันดะ เมียวจิน (Kanda Myojin Shrine) เป็นศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นในค.ศ. 730 ในสมัยเอโดะ ตั้งอยู่ที่เมืองชิโยดะ (Chiyoda) จังหวัดโตเกียว (Tokyo) เป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าสามองค์ คือ เทพไดโคคุเทน (Daikokuten) เทพเอบิสุ (Ebisu) และเทพไทระ โนะ มาสะคาโดะ (Taira no Masakado) ทั้งหมดเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จในเรื่องของธุรกิจและการแต่งงานความเจริญรุ่งเรือง และปกป้องจากความโชคร้าย ที่ศาลเจ้าคันดะ เมียวจินนั้นมี EDOCCO หรือศูนย์วัฒนธรรมเอโดะ เป็นสถานที่แนะนำวัฒนธรรมดั้งเดิมและเป็นศูนย์กลางในการสร้างประเพณีใหม่ๆ รวมถึงความบันเทิงแบบดั้งเดิมจากการ์ตูนเรื่อง “Rakugo” นอกจากนี้ยังมี “เทศกาลคันดะมัตสึริ” (Kanda Matsuri) เป็น 1 ใน 3 งานเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น (คู่กับเทศกาลกิออนมัตสึริ) โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ “ชิงโคไซ” ขบวนพาเหรดของผู้คนในชุดญี่ปุ่นดั้งเดิมสมัยเฮอันกว่า 500 คน โดยจะจัดเทศกาลในช่วงวันคี่ของกลางเดือนพฤษภาคมในทุกปี
ไฮไลต์ของ Kanda Myojin Shrine คือ การขอพรเกี่ยวกับ ความเจริญรุ่งเรืองทางธุรกิจและโชคลาภ ถือความเชื่อที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้ และยังมีในเรื่องของ การปัดเป่าภัยพิบัติ ปกป้องคุ้มครอง และความรัก และการมีครองคู่ นอกจากนี้ยังมี เครื่องรางความปลอดภัยด้านไอที เพื่อขอพรให้แกดเจ็ต อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลดิจิทัลปลอดภัยจากไวรัส และการถูกโจรกรรมข้อมูลอีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) นั่งรถไฟ JR Yamanote Line → ลงที่ สถานี Kanda (ประมาณ 2 นาที) จาก สถานี Kanda เดินต่อประมาณ 5 นาที ไปยัง Kanda Myojin Shrine
จาก สถานีอากิฮาบาระ (Akihabara Station) เดินจากสถานี Akihabara ประมาณ 5 นาที ไปยัง Kanda Myojin Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/kjEEcrNy9V6KMmtr6
16. ศาลเจ้าโอซาก้า เทมมังงุ (Osaka Tenmangu Shrine)

ศาลเจ้าโอซาก้า เทนมันกู (Osaka Tenmangu Shrine) ตั้งอยู่ในเขตคิตะ (Kita) เป็นศาลเจ้าที่ดังที่สุดอีกแห่งหนึ่งในโอซาก้า ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 949 และได้รับการสร้างใหม่อยู่หลายครั้งเนื่องจากไฟไหม้ ซึ่งการสร้างครั้งล่าสุดคือปี ค.ศ. 1845 สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพสุกาวาระ มิชิซาเนะ (Sugawara Michizane) หรือเทพเท็นจิน (Tenjin) เทพแห่งปัญญาที่เหล่านักเรียนและนักศึกษาให้ความเคารพนับถือ มักขอพรเกี่ยวกับการเรียนและการสอบต่างๆ ศาลเจ้าโอซาก้าเทมมังงุเป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในเรื่องของ “เทศกาลเท็นจินมัตสึริ” (Tenjin Matsuri) ซึ่งเป็น 1 ใน 3 เทศกาลใหญ่ของญี่ปุ่น (คู่กับเทศกาลกิออน และเทศกาลคันดะมัตสึริ) ที่จัดขึ้นทุกวันที่ 24-25 กรกฎาคมของทุกปี มีการจัดโชว์ขบวนเกี้ยวศักดิ์สิทธิ์ (Mikoshi) ที่แห่เข้าไปในเมืองรวมทั้งขบวนผู้คนในชุดย้อนยุค และเทศกาลดอกไม้ไฟ เท็นจินมัตสึริโฮโน (Tenjin Matsuri Hono Firework Festival) ที่มีความสวยงามและครึกครื้น เป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวมักเข้าร่วมกันเป็นอย่างมาก
ไฮไลต์ของ Osaka Tenmangu Shrine คือ ขึ้นชื่อในเรื่องของเทพเจ้าแห่งการศึกษาและปัญญา ผู้คน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่ต้องสอบเข้าทำงาน นิยมมาขอพรให้ ประสบความสำเร็จในการเรียน และสอบผ่าน และยังมีการขอพรเกี่ยวกับ ปัดเป่าข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ และ ขจัดความโชคร้ายหรือภัยพิบัติ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (ศาลเจ้าเปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด)
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) นั่งรถไฟ JR Tozai Line → ลงที่ สถานี Tenmangu (ประมาณ 10 นาที) จาก สถานี Tenmangu เดินต่อประมาณ 5 นาที ไปยัง Osaka Tenmangu Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/VtVCQYgsk1dRnPQq8
17. ศาลเจ้าอิมามิยะ เอบิสุ (Imamiya Ebisu Jinja)

ศาลเจ้าอิมามิยะ เอบิสุ (Imamiya Ebisu Jinja) ตั้งอยู่ในเมืองโอซาก้า (Osaka) ประเทศญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในด้านการบูชา เทพเจ้าฮิบิสุ (Ebisu) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการค้าขาย การทำมาหากิน และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและธุรกิจ ชาวญี่ปุ่นมักเดินทางมาสักการะขอพรอยู่เสมอ อายุมากกว่า 1,000 ปีถือว่าเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในโอซาก้า ทุกวันที่ 9-11 มกราคมของทุกปีจะมี “เทศกาลโทกะเอบิสุ” (Toka Ebisu Matsuri) ที่จะมีคนมาร่วมงานกว่า 1 ล้านคน เพื่อซื้อเครื่องรางไม้ไผ่นำโชคหรือ “ฟุคุซิสะ” โดยวันที่ 9 มกราคม คือคืนก่อนวันเทศกาล, วันที่ 10 มกราคม คือ วันเทศกาลเอบิสุ เป็นวันที่มีงานเฉลิมฉลองและวันที่ 11 มกราคม คือวันที่โชคลาภหลงเหลือ เป็นวันที่ผู้คนเดินทางมาร่วมงานเพื่อขอพรมากที่สุดอีกด้วย
ไฮไลต์ของ Imamiya Ebisu Jinja คือ ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงและได้รับความเคารพนับถืออย่างมากในฐานะสถานที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งการค้าขาย เชื่อกันว่าหากใครมีโอกาสได้กราบไหว้ขอพรโชคลาภในด้านธุรกิจการค้า ก็มีสิทธิ์ได้รับผลดีดังใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นกิจการเล็กหรือใหญ่ และการขอพรให้มีความสุขและความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 17:00 น. (พื้นที่ศาลเจ้า)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (สำนักงานศาลเจ้า/สำหรับรับเครื่องราง)
วันหยุด: 1 มกราคม
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) นั่งรถไฟ JR Loop Line (Osaka Loop Line) → ลงที่ สถานี Imamiya (ประมาณ 15 นาที) จาก สถานี Imamiya เดินต่อประมาณ 5 นาที ไปยัง Imamiya Ebisu Jinja
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/BrE9ZKSmtFjCeu1k9
18. ศาลเจ้าเซนิอาระอิ เบ็นเทน (Zeniarai Benten Shrine)

ศาลเจ้าซีนาราอิ เบนเตน (Zeniarai Benten Shrine) ตั้งอยู่ในเมืองคามาคุระ (Kamakura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa) เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการขอพรให้ร่ำรวยและโชคลาภ โดยเฉพาะการขอพรเกี่ยวกับการเงิน ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 และเป็นที่รู้จักในด้านการมี บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อว่า การล้างเงินในน้ำนี้จะช่วยให้เงินที่ล้างกลับคืนมาเพิ่มพูนความมั่งคั่งมากขึ้น ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงในหมู่ผู้คนที่ต้องการโชคลาภและการเสริมสร้างความมั่งคั่ง โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่ผู้คนจะมาเยี่ยมเพื่อขอพรเกี่ยวกับการเงิน ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ประทับของเทพเจ้า อุกะฟุคุจิน (Ugafukujin) หรืออีกชื่อเรียกว่า เบ็นไซเท็น (Benzaiten) เป็น 1 ใน 7 เทพเจ้าแห่งโชคลาภที่ชาวญี่ปุ่นเคารพนับถือ
ไฮไลต์ของ Zeniarai Benten Shrine คือ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยจะมีพิธีที่เรียกว่า “การล้างเงิน” เป็นการนำเงินมาล้างกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในศาลเจ้าเพราะเชื่อว่าจะทำให้การเงินไหลมาไม่ขาดสาย ซึ่งศาลเจ้าจะเปิดให้ผู้คนร่วมปฏิบัติได้ โดยเตรียมเงินที่จะใช้ล้างอย่างพอเหมาะ แล้วใช้กระบวยตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาและราดไปที่เงินประมาณ 2-5 ครั้ง ระหว่างนั้นให้นั่งลงอย่างเรียบร้อยพร้อมกับขอพรและทำความเคารพ นอกจากนี้ยังมีเสาประตูโทริอิ (Torii) ที่เชื่อว่าเมื่อเดินลอดเสาที่เข้าไปผู้ลอดจะได้รับพรตามจำนวนเสานั้น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:00 น. ถึง 16:30 น. (หยุดรับผู้เข้าชมประมาณ 16:00)
ค่าเข้า: ฟรี (ค่าเข้าร่วมพิธีล้างเงิน 100 เยน)
วิธีไป: จากสถานีคามากูระ (Kamakura Station) นั่งรถไฟสาย JR Yokosuka Line หรือ Enoden Line → ลงที่ สถานี Kamakura (ประมาณ 1 ชั่วโมงจากสถานีโตเกียว) จาก สถานี Kamakura ขึ้น รถบัสท้องถิ่น (สาย 16) → ลงที่ ป้าย Zeniarai Benten (ประมาณ 10 นาที) เดินต่อประมาณ 5 นาที ไปยัง Zeniarai Benten Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/MLxLVG6pZqEmqEs3A
19. ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมัง (Tsurugaoka Hachimangu)

ศาลเจ้าสึรุงะโอะกะ ฮะจิมัง (Tsurugaoka Hachimangu) ตั้งอยู่ในเมืองคามาคุระ (Kamakura) จังหวัดคานางาวะ (Kanagawa) เป็นศาลเจ้าที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในคามาคุระ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1063 โดย จักรพรรดิถกุย (Minamoto no Yoritomo) ผู้ก่อตั้งสำนักโชกุนคามาคุระ เพื่อบูชาเทพเจ้าฮาจิมัง ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามและการปกป้อง ถือเป็นศาลเจ้าหลักที่เชื่อมโยงกับการปกครองและความมั่นคงในภูมิภาค ในศาลเจ้ามีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและอำนาจทางการเมืองในยุคคามาคุระ จุดเด่นของศาลเจ้าซุรุงาโอกะ ฮาจิมังงุ คือ บันไดหลักที่มีบันไดสูง 62 ขั้น ซึ่งนำไปสู่ศาลเจ้าหลักและเป็นเส้นทางที่สวยงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง
ไฮไลต์ของ Tsurugaoka Hachimangu คือ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ดึงดูดผู้คนมากมายมาเพื่อขอพรเกี่ยวกับความโชคดี และความสำเร็จในการดำเนินชีวิต ผู้คนจึงนิยมมาขอพรในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความสำเร็จสมหวังเรื่องทั่วไป ชัยชนะ ความมั่งคั่ง ความโชคดี การงาน การเรียน ความรัก (โดยเฉพาะที่หินเจ้าหญิง Masago ishi เชื่อกันว่าจะทำให้สมหวังในความรัก) และสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ที่นี่ยังมีเครื่องรางเกี่ยวกับ ชัยชนะ (Victory charm) ที่ช่วยให้ชนะทุกสิ่ง และเครื่องรางเกี่ยวกับหน้าที่การงานที่ดี และความมั่นคงในอาชีพ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 5:00 น. ถึง 20:30 น. (เมษายน – กันยายน)
เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 20:30 น. (ตุลาคม – มีนาคม)
ค่าเข้า: บริเวณโดยรอบ ฟรี
ห้องเก็บสมบัติ ผู้ใหญ่ 200 เยน เด็ก 100 เยน (เปิด 9:00 น. ถึง 16:00 น.)
สวนโบตั๋น 500 เยน เปิดเป็นฤดูกาล (ฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว)
วิธีไป: จากสถานีโตเกียว (Tokyo Station) นั่งรถไฟ JR Shonan-Shinjuku Line → ลงที่ สถานี Kamakura (ประมาณ 1 ชั่วโมง) จาก สถานี Kamakura เดินต่อประมาณ 10 นาที ไปยัง Tsurugaoka Hachimangu Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QEX1HbyoLsAYLQUd7
20. ศาลเจ้าฮอกไกโด จิงกู (Hokkaido Shrine)

ศาลเจ้าฮอกไกโด จิงกู ตั้งอยู่ในเมืองซัปโปโร เป็นศาลเจ้าของศาสนาพุทธนิกายชินโตที่มีความเก่าแก่แห่งหนึ่งของฮอกไกโด ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเมจิช่วงปี ค.ศ.1871 โดยมีการอัญเชิญเทพเจ้า 3 องค์ คือ เทพโอคุนิทามะ เทพโอคุนินุชิ และเทพซุกุนาฮิโคนะ เพื่อคุ้มครองการบุกเบิกฮอกไกโด ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการการปัดรังควาญสิ่งไม่ดี และใช้ในการประกอบพิธีสมรสด้วย ศาลเจ้าฮอกไกโด จิงจู มีพื้นที่กว่า 180,000 ตารางเมตร อยู่ติดกับสวนสาธารณะมารุยามะ (Maruyama Park) ที่มีต้นซากุระกว่า 1,100 ต้น ชาวญี่ปุ่นมักเดินทางมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เดือนเมษายนถึงพฤภษาคม) เพื่อชมความสวยงามของดอกซากุระ และทุกวันที่ 14-16 มิถุนายนของทุกปีจะมีการจัด “เทศกาลซัปโปโร” (Sapporo Matsuri) จะมีผู้คนแต่งกายด้วยชุดญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมและแห่มิโคชิ (Mikoshi) หรือศาลเจ้าขนาดเล็กไปตามถนนในเมืองอีกด้วย
ไฮไลต์ของ Hokkaido Shrine คือ ศาลเจ้าแห่งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การขอพรเพื่อความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรือง และการปกป้องคุ้มครอง เนื่องจากเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณของผู้บุกเบิกและผู้ตั้งถิ่นฐานในฮอกไกโด ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการทำพิธี ฮัตสึโมเดะ (Hatsumode) หรือการมาขอพรในวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้ชีวิตในปีใหม่มีความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 17:00 น. (เมษายน – ตุลาคม)
เปิดทุกวัน 7:00 น. ถึง 16:00 น. (พฤศจิกายน – มีนาคม)
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สีเขียว) → ลงที่ สถานี Maruyama-koen (ประมาณ 10 นาที) จาก สถานี Maruyama-koen เดินต่อประมาณ 10 นาที ไปยัง Hokkaido Shrine
สถานีโอโดริ (Odori Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line → ลงที่ สถานี Maruyama-koen (ประมาณ 5 นาที) เดินต่อไปประมาณ 10 นาที ถึง Hokkaido Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/UtS1hPr24hu3QDw58
21. ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ จิงจะ (Itsukushima Jinja)

ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ จิงจะ (Itsukushima Jinja) คือ ศาลเจ้าชื่อดังที่ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิมะ (Miyajima) ในจังหวัดฮิโรชิม่า (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกและมีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมอย่างยิ่ง ภายในศาลเจ้ามีสิ่งที่โดดเด่นหลายประการ หนึ่งในนั้นคือ “โทริอิ” (Torii Gate) ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในน้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิมะและศาลเจ้าแห่งนี้ โทริอิแห่งนี้มีความสวยงามโดยเฉพาะในช่วงน้ำขึ้น ซึ่งจะทำให้โทริอิเหมือนลอยอยู่บนผิวน้ำ เป็นภาพที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ไฮไลต์ของ Itsukushima Jinja คือ ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางมาที่ศาลเจ้าอิสึคุชิมะเพื่อขอพรในเรื่อง การเดินทางที่ปลอดภัย (โดยเฉพาะทางน้ำ) ความปลอดภัยของทะเล (การเดินเรือราบรื่น) ความสำเร็จในการค้า และโชคลาภในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้การมาเยี่ยมชมศาลเจ้าแห่งนี้ นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อ การชำระล้างจิตใจและร่างกาย ก่อนที่จะสวดภาวนาที่โถงสักการะ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 17:30 น. (1 มกราคม – สิ้นเดือนกุมภาพันธ์)
เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 18:00 น. (1 มีนาคม – 14 ตุลาคม)
เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 17:30 น. (15 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน)
เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 17:00 น. (1 – 31 ธันวาคม)
หมายเหตุ: เนื่องเวลาเปิด-ปิดอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตัวสอบอีกครั้งก่อนเดินทาง
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็กโต 200 เด็กเล็ก 100 (ตั๋วรวมกับหอสมบัติ ผู้ใหญ่ 500 เยน)
วิธีไป: จากสถานีฮิโรชิม่า (Hiroshima Station) นั่งรถไฟสาย JR Sanyo Line (ทิศทางไป Miyajima-guchi) ใช้เวลาประมาณ 25 นาที → ลงที่สถานี Miyajima-guchi
→ ต่อเรือ Miyajima Ferry ไปยัง Miyajima ใช้เวลาประมาณ 10 นาที → เดินจากท่าเรือประมาณ 5-10 นาที ไปยัง Itsukushima Jinja (ศาลเจ้ามิโยจิมะ)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/eFAkeSnrB1KdRNnHA
22. ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ (Izumo Taisha)

ศาลเจ้าอิซุโมะ ไทชะ (Izumo Taisha) คือหนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองอิซุโมะ (Izumo) จังหวัดชิมาเนะ (Shimane) ประเทศญี่ปุ่น ศาลเจ้าแห่งนี้มีความสำคัญทางศาสนาในฐานะศูนย์กลางของความเชื่อในเทพเจ้าชื่อ “โอคุนินุชิโนมิคะโมะ” (Okuninushi no Mikoto) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองการแต่งงานและความสัมพันธ์ สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องเป็นศูนย์กลางทางศาสนาชินโตและถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้คนเดินทางมาขอพรเพื่อเสริมความโชคดีในด้านความสัมพันธ์ต่างๆ โดยเฉพาะความรักและการแต่งงาน
ไฮไลต์ของ Izumo Taisha คือ ผู้คนส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อขอพรเกี่ยวกับ “เอ็นมุซึบิ” (Enmusubi) หรือ “การผูกสัมพันธ์ที่ดี” ซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์หลายประเภท เนื่องจากศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของ โอคุนินุชิ โนะ โอคามิ (Ōkuninushi no Ōkami) เทพเจ้าแห่งการจับคู่และผู้สร้างชาติ การผูกสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่คู่รักเท่านั้น แต่รวมถึงความสัมพันธ์ทุกรูปแบบที่ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองและมีความสุข เช่น ความสัมพันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีการขอพรเพื่อให้ชีวิตมีความสุข ปลอดภัย มีโชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ของการเก็บเกี่ยว และความเจริญรุ่งเรืองของธุรกิจ ด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:30 น. ถึง 19:00 น.
ค่าเข้า: การเข้าชมและสักการะศาลเจ้าหลัก ฟรี
หอสมบัติ ผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 100 เยน
วิธีไป: จากสถานี Izumo-shi เดินไปยัง Izumo Taisha ประมาณ 20 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/KYx6G2vGKMzz4xs89
23. ศาลเจ้าโอมิวะ (Omiwa Shrine)

ศาลเจ้าโอมิวะ (Omiwa Shrine) ตั้งอยู่ในจังหวัดนารา (Nara) ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยมีประวัติยาวนานมากกว่า 2,000 ปี ศาลเจ้าแห่งนี้บูชา เทพเจ้าโอมิวะ โนะ คามิ (Omiwa no Kami) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่ดูแลเกี่ยวกับภูเขาและธรรมชาติ โดยเฉพาะ ภูเขาโอมิวะ (Omiwa-yama) ซึ่งเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ จุดเด่นของ Omiwa Shrine คือไม่มี “ศาลเจ้าหลัก” แต่บูชา “ภูเขาโอมิวะ” ที่มีเทพสถิตอยู่ ที่นี่จึงเป็นการเคารพต่อธรรมชาติและคงรูปแบบศาสนาชินโตดั้งเดิมไว้ ผู้คนเดินทางมาขอพรในเรื่องการคุ้มครองชีวิตทั่วไป
ไฮไลต์ของ Omiwa Shrine คือ ผู้คนส่วนใหญ่มักมาขอพรในเรื่องที่หลากหลาย แต่หลักๆ จะมุ่งเน้นไปที่ ความเจริญรุ่งเรืองและการก่อร่างสร้างตัว ความเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจ และการค้า ศาลเจ้าโอมิวะมีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะเทพเจ้าแห่งยาและการรักษาโรค ใกล้กันมี ศาลเจ้าไซ (Sai Jinja) ซึ่งมีบ่อน้ำพุธรรมชาติที่เชื่อกันว่าเป็น น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคได้ ผู้แสวงบุญจำนวนมากมักไปดื่มหรือตักน้ำกลับไป และยังมีการขอพรเกี่ยวกับ การผลิตเหล้าสาเก การเดินทางปลอดภัย สติปัญญา ความสำเร็จในการศึกษา ความโชคดีในความสัมพันธ์ และคู่ครอง มีจุดสักการะ “หินคู่รัก” (Meoto Iwa) บริเวณศาลเจ้า
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (สำนักงานศาลเจ้า/จุดรับเครื่องราง)
ค่าเข้า: ฟรี
ปีนเขา (หากต้องการ) 300 เยน (9:00 น. ถึง 14:00 น.)
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) นั่งรถไฟสาย JR Tōkaidō Main Line (ทางทิศตะวันออก) → ลงที่สถานี JR Nara (ประมาณ 40 นาที) เปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย JR Sakurai Line → ลงที่สถานี Omiwa (ประมาณ 20 นาที) → จากสถานี Omiwa เดินไปประมาณ 10 นาที ถึง Omiwa Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/AmtdGeETNUSrWsav9
24. ศาลเจ้าฟุตามิ โอคิทามะ (Futami Okitama Shrine)

ศาลเจ้าฟุตามิ โอคิทามะ (Futami Okitama Shrine) ตั้งอยู่ในเมืองอิเสะ (Ise) จังหวัดมิเอะ (Mie) ประเทศญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าชินโตที่มีความสำคัญในฐานะสถานที่สำหรับพิธีชำระล้างร่างกายและจิตใจก่อนการเดินทางไปสักการะศาลเจ้าอิเสะ (Ise Grand Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของญี่ปุ่น เทพเจ้าหลักที่ศาลเจ้าแห่งนี้บูชาคือ ซารุตะฮิโกะ โนะ โอกามิ (Sarutahiko Ōkami) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการนำทางและความปลอดภัยในการเดินทาง ที่โดดเด่นที่สุดของศาลเจ้าแห่งนี้คือ หินคู่รัก (Meoto Iwa) ซึ่งเป็นหินสองก้อนที่ตั้งอยู่ในทะเล ก้อนใหญ่และก้อนเล็กถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า ชิเมนาวะ (Shimenawa) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงานที่มีความสุขและเป็นประตูระหว่างโลกมนุษย์กับโลกศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ภายในบริเวณศาลเจ้ายังมีรูปปั้นกบจำนวนมาก เนื่องจากคำว่ากบในภาษาญี่ปุ่น คาเอะรุ (Kaeru) มีเสียงพ้องกับคำว่า “กลับมา” ทำให้ผู้คนเชื่อกันว่าจะช่วยให้สิ่งดีๆ หรือของที่หายไปกลับคืนมา
ไฮไลต์ของ Futami Okitama Shrine คือ เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงอย่างมากในการมาขอพรหลักๆ 3 เรื่อง โดยมีความเชื่อมโยงกับ “หินคู่รัก” (Meoto Iwa) 1. ความรักและความผาสุกในชีวิตคู่ การหาคู่ครองที่ดี ความปรองดอง และความสุขในชีวิตสมรส 2.ความปลอดภัยในการเดินทางและการนำทาง เป็นการนำไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องในชีวิต และ 3.การกลับมาอย่างปลอดภัย และการได้ของที่หายคืน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
เปิดทุกวัน 7:00 น. ถึง 16:00 น. (สำนักงานศาลเจ้า/จุดรับเครื่องราง)
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) จากสถานี Futami เดินไปประมาณ 5 นาที ถึง Futami Okitama Shrine → นั่งรถไฟสาย JR Tōkaidō Main Line → ลงที่สถานี JR Ise-shima (ประมาณ 2 ชั่วโมง) → เปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย JR Kintetsu Line → ลงที่สถานี Futami (ประมาณ 10 นาที)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/sZgHTZdj23SwQ1pK6
25. ศาลเจ้าอูโด จิงกู (Udo Jingu Shrine)

ศาลเจ้าอูโด จิงกู (Udo Jingu Shrine) ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงที่หันไปทางทะเลในจังหวัดมิยาซากิ (Miyazaki) บนเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญทางศาสนาชินโตและมีชื่อเสียงในด้านการเคารพบูชาเทพเจ้าที่ชื่อ ฮนิรามะ โนะ คามิ (Hōniramano Kami) ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องเกี่ยวกับการคลอดบุตรและความเจริญรุ่งเรือง รวมทั้งเป็นเทพเจ้าที่คอยคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ หรือหญิงที่กำลังจะคลอดลูก จุดเด่นของ Udo Jingu Shrine คือ ทำเลที่ตั้ง ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาที่สูงจากระดับน้ำทะเล ทำให้มีวิวทิวทัศน์ที่งดงามของทะเลญี่ปุ่น รวมถึง ถ้ำหิน (Udo Cave) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญสำหรับการขอพรในเรื่องของการตั้งครรภ์และการขอให้มีบุตร โดยในถ้ำนี้นักท่องเที่ยวมักโยนหินผ่านช่องในถ้ำไปยังจุดที่กำหนด ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นการขอพรให้ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์หรือการได้บุตร
ไฮไลต์ของ Udo Jingu Shrine คือ เป็นศาลเจ้าที่มีความโดดเด่นและมีพลังศักดิ์สิทธิ์สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิดบุตร ความรัก และโชคลาภ ผู้คนจึงเดินทางมาเพื่อขอพรเกี่ยวกับ การคลอดบุตรอย่างปลอดภัยและการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตอย่างแข็งแรง ภายในถ้ำยังมีหินที่เรียกว่า “โอจิชิ อิวะ” (Ochichi Iwa – お乳岩) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเต้านม และมีหยดน้ำไหลออกมา เชื่อกันว่าเป็นน้ำนมศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยบำรุงมารดาและทารก จึงมีการนำน้ำไปทำเป็นขนม โอจิชิ อะเมะ (Ochichi Ame) เพื่อให้คุณแม่หรือผู้ที่ต้องการมีบุตรซื้อไปเป็นสิริมงคล และยังมีการขอพรด้านความรัก การจับคู่/หาคู่ครองที่ดี ความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวในชีวิตแต่งงาน นอกจากนี้ที่นี่ยังมีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์และพลาดไม่ได้ของที่นี่คือ การโยนอุนดามะ (Undama Nage) ซึ่งเป็นการทดสอบโชคชะตาและความปรารถนา มีกติกาว่า ผู้ชายต้องโยนด้วยมือซ้าย และผู้หญิงต้องโยนด้วยมือขวา หากโยนลงเป้าหมายได้สำเร็จ เชื่อกันว่าพรที่ขอไว้จะกลายเป็นจริง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 19:00 น. (เมษายน – กันยายน) ฤดูร้อน
เปิดทุกวัน 7:00 น. ถึง 18:00 น. (ตุลาคม – มีนาคม) ฤดูหนาว
ค่าเข้า: ฟรี (มีค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อลูกดิน “อุนดามะ” (Undama) เพื่อโยนเสี่ยงทายประมาณ 100 เยน สำหรับ 5 ลูก)
วิธีไป: จากสถานีโอซาก้า (Osaka Station) นั่งรถไฟสาย JR Tōkaidō Main Line → ลงที่สถานี JR Kumano (ประมาณ 2 ชั่วโมง) เปลี่ยนไปนั่งรถไฟสาย JR Kisei Line → ลงที่สถานี Udo (ประมาณ 30 นาที) → จากสถานี Udo เดินไปประมาณ 10 นาที ถึง Udo Jingu Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/fK5XYuZcfWuUQdH18
26. ศาลเจ้าโคไท จิงกู (Kotai Jingu / Ise Jingu)

โคไท จิงกู (Kotai Jingu) หรือที่รู้จักกันในชื่อ อิเสะ จิงกู (Ise Jingu) เป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในศาสนาชินโต และเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองอิเสะ (Ise) จังหวัดมิเอะ (Mie) ศาลเจ้าแห่งนี้ประกอบด้วยสองส่วนหลัก ได้แก่ Naiku (ในอิเซะ) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้ามาอิจิ (Amaterasu Omikami) เทพีแห่งดวงอาทิตย์ และ Geku (นอกอิเซะ) ที่บูชาเทพเจ้าโทยูฮิ (Toyouke-no-Omikami) ผู้ดูแลข้าวและอาหาร สิ่งที่ทำให้ Kotai Jingu มีความพิเศษคือการเชื่อมโยงกับเทพเจ้าที่มีความสำคัญต่อชาติญี่ปุ่น และการรักษาประเพณีโบราณของศาสนาชินโตมาอย่างยาวนาน
ไฮไลต์ของ Kotai Jingu คือ ความเชื่อหลักและพรที่ผู้คนมาขอพรที่ศาลเจ้าแห่งนี้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากศาลเจ้าทั่วไป เนื่องจากที่นี่ไม่ได้มุ่งเน้นการขอพรส่วนตัวเป็นหลัก แต่เป็นสถานที่เพื่อแสดงความเคารพและสำนึกในบุญคุณ การมาสักการะที่นี่จึงมีจุดมุ่งหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของชาติ เช่น สันติภาพและความสงบสุขของโลก ความสำนึกในบุญคุณและแสดงความเคารพ และความรุ่งเรืองของราชวงศ์และการเก็บเกี่ยว
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 5:00 น. ถึง 18:00 น. (มกราคม – เมษายน และกันยายน)
เปิดทุกวัน 5:00 น. ถึง 19:00 น. (พฤษภาคม – สิงหาคม) ฤดูร้อน
เปิดทุกวัน 5:00 น. ถึง 17:00 น. (ตุลาคม – ธันวาคม) ฤดูหนาว
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานี Nagoya (Nagoya Station) นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Tokaido Shinkansen (ไปทาง Kyoto หรือ Osaka) → ลงที่สถานี Miwa Station (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที) จากสถานี Miwa เปลี่ยนไปนั่งรถไฟ JR Kintetsu Line → ลงที่สถานี Ise-shima (ประมาณ 20 นาที) → จากนั้นเดินต่อประมาณ 15 นาที เพื่อไปถึง Ise Jingu Naiku (Inner Sanctuary)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/a5K5LiQULZkQvdeU9















