ถ้าใครเกาะติดกระแสโซเชี่ยลเมื่อช่วงต้นปี 2026 ที่ผ่าน มั่นใจว่าหลายๆ คนคงจะเห็นภาพลิงญี่ปุ่นตัวน้อยสุดน่ารักที่คอยถือตุ๊กตาลิงอุรังอุตังเดินไปไหนมาไหนคนเดียวอย่าง “พันช์คุง” ตัวนี้อย่างแน่นอน และสำหรับคนที่หลงรักความน่ารักและความน่าเอ็นดูของเจ้าลิงตัวนี้ เราก็อยากจะบอกว่าสวนสัตว์ที่พันช์คุงอยู่ก็ไม่ห่างจากโตเกียวสักเท่าไหร่ด้วย ดังนั้นในครั้งนี้ เราจะมาแนะนำสวนสัตว์ที่พันช์คุงอาศัยอยู่อย่าง Ichikawa City Zoo ให้เหล่าแฟนคลับได้รู้จักกัน
ทำความรู้จักกับพันช์คุง

อันดับแรกสุด เราขอมาแนะนำ “พันช์คุง” ดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งนี้ให้ทุกคนได้รู้จักกันก่อนดีกว่า “พันช์คุง” เป็นลิงญี่ปุ่นเด็กที่มีอายุไม่ถึงปี เกิดเมื่อวันที่ 26 เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา สาเหตุที่พันช์คุงเป็นที่รู้จักนั้นมาจากรูปภาพที่พันช์คุงถือตุ๊กตาอุรังอุตังเดินไปมาอย่างโดดเดี่ยวในสวนสัตว์ จนทำให้ผู้พบเห็นเกิดความสงสารและกลายเป็นกระแสใน SNS
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นมาเพราะลิงที่เป็นแม่ของพันช์คุงปฏิเสธการเลี้ยงลูก ทำให้พันช์คุงเป็นลิงที่โดดเดี่ยวตั้งแต่เกิดและมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับฝูง ด้วยเหตุนี้ ทางเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์จึงให้ตุ๊กตาลิงอุรังอุตังกับพันช์คุงไว้เป็นตัวแทนของแม่ ซึ่งพันช์คุงก็กอดและถือตุ๊กตานี้ไว้ตลอดเวลา ด้วยความน่าสงสาร น่ารัก และความน่าเอ็นดูของลิงตัวนี้ ทำให้เกิดกระแสโด่งดังใน x และมีคนมากกว่าล้านคนทั้งจากญี่ปุ่นและทั่วโลกติดแฮชแท็กให้กำลังใจ จนกลายเป็นเทรนด์ระดับโลกด้วยคำว่า #がんばれパンチ (สู้ๆ นะพันช์) เรียกได้ว่าเป็นกระแสไม่แพ้หมูเด้งของประเทศไทยเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ พันช์คุงจึงกลายเป็นดาราดวงใหม่ของสวนสัตว์แห่งนี้ ละมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกคอยมาให้กำลังใจมาอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นในครั้งนี้ เราจึงจะมาแนะนำ สวนสัตว์แห่งนี้ พร้อมทั้งไฮไลต์และวิธีเดินทางให้ทุกคนได้รู้จักกัน
Ichikawa City Zoo

ชื่อเต็มๆ คือ Ichikawa City Zoo and Botanical Gardens เป็นสวนสัตว์ที่รวมคู่กับสวนพฤกษศาสตร์ ตั้งอยู่ในสวนโอมาจิ (Omachi Park) ที่เมืองอิชิคาว่า จังหวัดชิบะ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1987 โดยสวนสัตว์แห่งนี้เป็นสวนสัตว์ขนาดเล็กที่โดดเด่นเรื่องความใกล้ชิดกับสัตว์ โดยก่อนที่จะมีกระแสเรื่องพันช์คุง สวนสัตว์แห่งนี้ก็มีชื่อเสียงอยู่ก่อนแล้วจากการดูแลสัตว์หายากอย่างแพนด้าแดงและลิงอุรังอุตัง นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ที่เคยโด่งดังไปทั่วประเทศญี่ปุ่น กับสไลเดอร์ท่อ PVC ที่มีเอาไว้เพื่อให้นากคอยเล่นน้ำอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นสวนสัตว์เล็กๆ ที่ไม่ธรรมดาเลย
โซนสวนสัตว์
อย่างที่ได้กล่าวไปว่าสวนสัตว์แห่งนี้เป็นสวนสัตว์ที่ควบรวมคู่กับสวนพฤกษศาสตร์ ด้านในจึงแบ่งโซนใหญ่ๆ เป็นสองโซนได้แก่โซนสวนสัตว์และโซนสวนพฤกษศาสตร์ ดังนั้นก่อนอื่นเลย เราขอมาแนะนำในส่วนของโซนสวนสัตว์กันก่อน


สำหรับโซนสวนสัตว์ของที่นี่ มีสัตว์อยู่ทั้งหมด 44 สายพันธุ์ 286 ตัว แม้จะเป็นสวนสัตว์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็เป็นสวนสัตว์ที่มีสัตว์หายาก สัตว์น่ารักๆ มากมายเหมาะกับการมาพร้อมกับครอบครัว สำหรับสัตว์ที่มีในสวนสัตว์ อันดับแรกที่ต้องพูดถึงเลยก็คือแพนด้าแดง สัตว์หายากที่มีเฉพาะสวนสัตว์ใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ที่นี่ก็มี 2 ตัวให้เราเยี่ยมชม นอกจากนี้ยังมีลิงอุรังอุตังสุมาตรา สัตว์น่ารักๆ อย่างมีเมียร์แคต เม่นแคระ หรือไมโครพิคก็มี นอกจากนี้ ก็ยังมีไฮไลท์ที่เคยโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่น อย่างนากน้ำจืดที่ในกรงมีสไลเดอร์ซึ่งทำจากท่อ PVC ให้เราเห็นความน่ารักของนากขณะเล่นสไลเดอร์ได้อย่างเต็มๆ ตา

นอกจากนี้ยังมีโซนสัมผัสสัตว์ซึ่งสามารถให้เราได้สัมผัสหนูตะเภาและแกะ, ทุ่งหญ้าที่ได้เห็นความน่ารักของม้าแคระ อัลปาก้า หรือคาปิบาร่า และสำหรับคนที่ชอบนก ที่นี่ก็มีนกกระตั้ว, นกกระสาญี่ปุ่น หรือนกอีมูให้ดูอีกด้วย

และสุดท้ายที่เป็นไฮไลท์ ก็คือโซนลิงที่มีพันช์คุงอยู่นั้นเอง ในโซนลิงจะแบ่งเป็นทั้งกรงและภูเขาที่ให้ลิงอยู่อย่างอิสระ ซึ่งก็มีลิงหลากหลายประเภทในนี้ ยกตัวอย่างเช่นลิงญี่ปุ่น, ลิงแมนดริล, ลิงลีเมอร์, ชะนี และพันธุ์อื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่อยากดูลิงน้อยสุดน่ารักอย่างพันช์คุง ทางสวนสัตว์จึงได้ออกกฎระเบียบในการเยี่ยมชมโซนลิงญี่ปุ่นเอาไว้ยกตัวอย่างเช่นห้ามใช้ขาตั้งกล้องไลฟ์สด, ดูได้คนละ 10 นาที หรือห้ามส่งเสียงดัง ใครที่อยากถ่ายรูปเพื่อเก็บความน่ารักไว้ในโทรศัพท์ ก็อย่าลืมทำตามกฎระเบียบกันด้วยนะ
โซนสวนพฤกษศาสตร์

มาพูดถึงโซนสวนพฤกษศาสตร์กันบ้าง นอกจากโซนที่เป็นสวนสัตว์แล้ว ถ้าเราเดินลึกเข้ามาอีกจึงถึงบริเวณตรงกลางของสวนโอมาจิอันเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งนี้ ที่นี่ก็มีโซนจัดแสดงต้นไม้ให้ทุกคนได้เยี่ยมชมด้วย โดยที่นี่จะมีพืชทั้งหมดประมาณ 350 สายพันธุ์ แบ่งเป็น 2 จุดหลักๆ คือเรือนกระจกขนาดใหญ่ซึ่งเน้นปลูกพืชเขตร้อน และเรือนกระจกที่เน้นปลูกต้นกระบองเพชรและพืชอากาศพันธุ์ต่างๆ
เริ่มกันที่โซนต้นกระบองเพชรกันก่อน ถ้าคุณมาในฤดูหนาว อย่างแรกที่คุณจะรู้สึกคือความอบอุ่นของเรือนกระจก และต้นกระบองเพชรรูปทรงแปลกๆ ที่มีอยู่เต็มไปหมด นอกจากต้นกระบองเพชรหลากหลายพันธุ์แล้ว ที่นี่ก็ยังมีพืชอวบน้ำรูปร่างแปลกๆ และพืชอากาศเกาะอยู่ตามต้นไม้ต้นต่างๆ เป็นทิวทัศน์ที่แปลกตาและไม่เหมือนกับอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

ถัดมาในโซนของพืชเขตร้อน ที่นี่ก็จะเต็มไปด้วยพืชเขตร้อนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้อย่างต้นสับปะรด, ต้นกล้วย, ต้นมะละกอหรือต้นกาแฟ นอกจากนี้ยังมีต้นสวยๆ อย่างต้นพวงหยก หรือต้นกล้วยพัดให้เราได้ถ่ายรูป และถ้านั่นยังไม่จุใจ ที่นี่ก็มีพืชกินแมลงหายากต่างๆ ให้เราดูด้วยนะ
ค่าเข้าชมและการเดินทาง
・โซนสวนสัตว์
เวลาทำการ: 9.30 น. – 16.30 น. (เข้าสวนได้ถึงเวลา 16.00 น.)
วันหยุด: ปิดทุกวันจันทร์และวันสิ้นปี-ปีใหม่
*ในกรณีที่วันจันทร์เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ สวนสัตว์จะหยุดในวันถัดไป
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 440 เยน , เด็ก 110 เยน (เด็กอนุบาลเข้าฟรี)
・โซนสวนพฤกษศาสตร์
เวลาทำการ: 9.30 น. – 16.30 น.
วันหยุด: วันสิ้นปี-ปีใหม่
ค่าเข้าชม: ฟรี
ในส่วนของการเดินทางมายังที่นี่ วิธีที่สะดวกที่สุดก็คือการนั่งรถไฟแล้วมาต่อรถบัส สำหรับสถานีที่เดินทางง่ายที่สุดและสามารถมาได้จากตัวเมืองโตเกียวก็จะเป็นสถานี JR Motoyawata ที่เชื่อมกับทั้ง Sobu Line และ Toei Shinjuku Line สำหรับคนที่มาสถานีนี้ ก็สามารถออกที่ทางออกเหลือแล้วต่อรถบัสที่ไป Doshokubutsuen จากนั้นลงที่ป้ายสุดท้าย หรือสายที่ไป Ichikawa Eigyosho แล้วลงที่ป้าย Ichikawa-shi Doshokubutsuen
หรือถ้าใครกลัวหลงกับการนั่งรถบัส จริงๆ ก็มีอีกวิธีหนึ่งก็คือการลงที่สถานี Omachi ของสาย Hokuso Line จากนั้นเดินตัดเข้ามาในสวนโอมาจิเพื่อมายังสวนสัตว์ แม้จะใช้เวลาเดินนานไปสักหน่อย (ประมาณ 30 นาที) แต่รอบข้างก็ร่มรื่นเต็มไปด้วยธรรมชาติ ถ้าอากาศไม่ร้อนมาก นี่ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว
พิกัดสวนสัตว์ Ichikawa City Zoo: https://maps.app.goo.gl/1gXmaS3Wsu2n9bKf9
สำหรับแฟนคลับที่ต้องการไปให้กำลังใจพันช์คุง หรือคนที่อยากหาสวนสัตว์เล็กๆ ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก ก็อย่าลืมเอาสวนสัตว์แห่งนี้อยู่ในลิสต์ของคุณด้วยนะ
















