เกียวโต (Kyoto) 

,

คันไซ (Kansai)

20 ที่เที่ยวเกียวโต เมืองหลวงเก่า แต่ขลังไปด้วยเสน่ห์ แหล่งรวมมรดกของโลกที่ไม่ควรพลาด!

เกียวโต (Kyoto) หรือทางการเรียกว่า นครเกียวโต เป็นจังหวัดที่อยู่ในภูมิภาคคันไซ อดีตเคยเป็นเมืองหลวงมาก่อน เป็น Landmark ที่สำคัญของญี่ปุ่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก เกียวโตขึ้นชื่อเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามโดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงจะยิ่งสวยมาก ปัจจุบัน ที่เที่ยวเกียวโต ส่วนใหญ่ถูกจัดเป็นมรดกของโลกโดย UNESCO เรียกได้ว่าเป็นเมือง แหล่งรวมมรดกโลก เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้เกียวโตยังมีชื่อเสียงในเรื่องของชา อย่าง ชาอุจิ (Uji) คุณได้ดื่มด่ำบรรยากาศของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง มีทั้งสามล้อเข็น คนใส่ชุดกิโมโนเดินเล่น เกียวโต นับเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่คุณจะต้องไปให้ได้สักครั้งเมื่อมาเยือนญี่ปุ่น และนี่คือ 20 ที่เที่ยวเกียวโต เมืองหลวงเก่า มนต์เสน่ห์ของญี่ปุ่นที่คุณไม่ควรพลาด!

20 ที่เที่ยวเกียวโต เมืองหลวงเก่า แต่ขลังไปด้วยมนต์เสน่ห์ แหล่งรวมมรดกโลกที่ไม่ควรพลาด!

1. วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง (Kinkakuji Temple) – มรดกโลก

วัดคินคะคุจิ

วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง (Kinkakuji Temple) ที่ถูกเรียกว่า “วัดทอง” เป็นเพราะว่าอาคารหลักของวัดนี้มีสีทองเหลืองอร่ามตั้งโดดเด่นอยู่กลางสระน้ำ และเกิดการสะท้อนภาพกับน้ำทำให้เป็นภาพที่ดูสวยงามตระการตาเข้าไปอีก กลายเป็นจุดที่ใครๆ ต่างก็จะต้องแวะถ่ายรูปเหมือนเป็นจุดเช็คอินเลยก็ว่าได้ เดิมวัดคินคะคุจิเคยเป็นที่พักของท่านโชกุนอาชิกางะ โยชิมิตสึ (Ashikaga Yoshimitsu) นอกจากนี้ วัดคินคะคุจิ ก็ยังไปปรากฏอยู่ในการ์ตูนเรื่อง เณรน้อยเจ้าปัญญา “อิคคิวซัง” อีกด้วย

จริงๆ แล้ววัดคินคะคุจิยังมีอีกชื่อนึงที่เป็นที่รู้จักของคนในท้องถิ่นเกียวโต จะเรียกว่า วัดโระคุงอนจิ (Rokuon-ji Temple) ที่แปลว่า วัดสวนกวาง ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามล้ำค่า จึงทำให้ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1994 ทำให้ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างพากันไปชื่นชนความงามของวัดทองเป็นจำนวนมาก ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของ ที่เที่ยวเกียวโต ที่จะต้องอยู่ในแพลนของคุณให้ได้! ถ้าหากได้ไปยืนเกียวโต

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.

ค่าบริการ: คนทั่วไป 400 เยน / เด็ก 300 เยน

วิธีไป: นั่งรถบัสจากสถานี Kyoto สาย 101 หรือ สาย 205 มาลงที่ป้าย Kinkakuji-michi (ใช้เวลาประมาณ 35-40 นาที) เดินต่อ 5 นาที ถึงประตูวัด

2. วัดกินคะคุจิ หรือ วัดเงิน (Ginkaku-ji) – มรดกโลก

วัดกินคะคุจิ

วัดกินคะคุจิ หรือที่รู้จักในชื่อ วัดเงิน (Ginkaku-ji) ถึงแม้ว่าวัดจะชื่อว่า “วัดเงิน” แต่ในความเป็นจริงตัวอาคารไม่ได้ถูกเคลือบด้วยแผ่นเงินเหมือนกับวัดทอง (Kinkaku-ji) วัดเงิน มีอีกชื่ออย่างเป็นทางการว่า วัดฮิกาชิยามะ จิโชจิ (Higashiyama Jisho-ji Temple) ได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี ค.ศ. 1994

ที่วัดแห่งนี้เป็นเคยที่พักอาศัยของ ท่านโชกุน อาชิคางะ โยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) เมื่อประมาณ 500 – 600 ปีก่อน ซึงท่านโชกุนก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาศิลปะและการชงชา เป็นที่มาของการมีห้องชงชาอยู่ด้านในนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในยุคต่อมา

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17:00 น.

ฤดูร้อน (1 มี.ค. – 30 พ.ย.): 08:30 น. – 17:00 น.

ฤดูหนาว (1 ธ.ค. – 28 ก.พ.): 09:00 น. – 16:30 น.

ค่าบริการ: คนทั่วไป 500 เยน / เด็ก 300 เยน

วิธีไป: นั่งรถบัสจากสถานี Kyoto สาย 100 หรือ สาย 5 มาลงที่ป้าย Ginkakuji-michi (ใช้เวลาประมาณ 35-40 นาที) เดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ถึงประตูวัด

3. ย่านฮิกาชิยาม่า (Higashiyama)

ฮิกาชิยาม่า

ย่านฮิกาชิยาม่า (Higashiyama) คือ ย่านเมืองเก่าของเกียวโต ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมือง เป็นพื้นที่ที่มีเสน่ห์ด้วยถนนที่ปูด้วยหินให้บรรยากาศย้อนยุค สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านค้า ร้านขนมแบบดั้งเดิม และอาคารไม้โบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยมี เจดีย์ยาซากะ (Yasaka Pagoda) เป็นแลนด์มาร์คสำคัญ

เป็นเจดีย์ห้าชั้นเก่าแก่เป็นฉากหลังยอดนิยมสำหรับถ่ายรูป และเป็นเส้นทางยอดนิยมที่ใช้ในการเดินจาก วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera Temple) ไปยัง ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) ถัดจาก วัดคิโยมิสึเดระ จะเจอถนนคนเดิน Sannenzaka ก่อน และต่อด้วย Ninenzaka เป็นทางเชื่อมไปยังศาลเจ้ายาซากะ

บริเวณถนนคนเดิน Sannenzaka ตลอดข้างทางจะมีร้านค้าจะเต็มไปด้วยร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านคาเฟ่ รวมไปถึงร้านค้าของฝาก เรียงรายกันให้เลือกเข้าได้ตามอัธยาศัย มีอาหารพื้นเมืองและขนมท้องถิ่นต่างๆ ให้ได้ลองลิ้มชิมรสอยู่ตลอดทาง ส่วนถนน Ninenzaka จะคล้ายๆ กัน แต่จะมีร้านเช่ากิโมโน กับร้านชาเต็มสองข้างทาง

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: ไม่มีเวลาเปิด-ปิด (แต่ร้านอาหาร วัดคิโยมิสึเดระ มีเวลาเปิด-ปิด)

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่ง รถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Gion-Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15นาที

รถบัส จากสถานีเกียวโต นั่ง รถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้าวัดคิโยมิสึเดระ

4. วัดคิโยมิสึเดระ หรือ วัดน้ำใส (Kiyomizu-dera Temple) – มรดกโลก

วัดคิโยมิสึเดระ

วัดคิโยมิสึเดระ (Kiyomizu-dera Temple) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “วัดน้ำใส” เป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น วัดนี้ตั้งอยู่บนตั้งอยู่บนภูเขาโอตาวะ มีน้ำตกโอโตวะ (Otowa Waterfall) จากธรรมชาติที่ไหลลงมาอย่างใสสะอาดทำให้เกิดชื่อเรียกว่าวัดน้ำใส วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกด้านวัฒนธรรมในปี ค.ศ. 1994 ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามและบรรยากาศที่เงียบสงบ วัดคิโยมิสึเดระจึงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเกียวโต ชื่อ “คิโยมิสึ (Kiyomizu (清水)” หมายถึง “น้ำใสบริสุทธิ์” วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 778 และมีประวัติศาสตร์มากกว่า 1,200 ปี

จุดเด่นของ วัดคิโยมิสึเดระ คือ ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลัก ซึ่งสร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูเลย และมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองเกียวโตได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระบาน และฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีเป็นช่วงที่ผู้คนมักเดินทางมาชมความสวยงามของธรรมชาติ นอกจากนี้วัดคิโยมิสึเดร ยังเป็นฉากหนึ่งของอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง โคนัน อีกด้วย และ วัดคิโยมิสึเดระ ยังขึ้นชื่อความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของสุขภาพ ความรัก และการศึกษา เพราะเชื่อว่ามีน้ำตกโอตายะที่มีถึง 3 สายไหลผ่านที่วัดแห่งนี้

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 18:00 น.

ช่วงฤดูกาลพิเศษ: ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม และทุกวันในเดือนสิงหาคมและกันยายน วัดอาจขยายเวลาเปิดถึง 18:30 น.

ค่าบริการ: คนทั่วไป 500 เยน เด็ก 200 เยน

วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่ง รถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Gion-Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15นาที

รถบัส จากสถานีเกียวโต นั่ง รถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้าวัดคิโยมิสึเดระ

5. วัดยาซากะ โคชินโด หรือ วัดคงโกจิ (Yasaka Koshindo Temple)

วัดยาซากะ โคชินโด

วัดยาซากะ โคชินโด หรือชื่อทางการว่า วัดคงโกจิ (Kongō-ji) เป็นวัดเล็กๆ สีสันสดใส ตั้งอยู่ในย่านฮิกาชิยามะ เมืองเกียวโต ใกล้กับวัดน้ำใส (Kiyomizu-dera Temple) ที่มีชื่อเสียงในหมู่คนไทย จุดเด่นของวัดนี้คือ ตุ๊กตาผ้าหลากสี ที่เรียกว่า “Kukurizaru” ซึ่งผู้คนนิยมเขียนคำอธิษฐานและแขวนไว้ โดยมีความเชื่อว่า “การละวางความอยากชั่วขณะ” หรือ “การควบคุมความอยาก” จะช่วยให้คำอธิษฐานเป็นจริง

วัดนี้มีรากฐานจาก ความเชื่อแบบโคชิน (Kōshin Shinkō) ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นบ้านผสมผสานพุทธศาสนา และลัทธิเต๋า โดย “ลิง” ถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องผู้คนจากสิ่งชั่วร้าย ตามแนวคิด “ลิงสามตัว” (ไม่พูด ไม่ฟัง ไม่ดูสิ่งไม่ดี) สื่อถึงการควบคุมตนเอง และการไม่ยอมให้สิ่งลบมาครอบงำ ด้วยสีสันสดใสและบรรยากาศญี่ปุ่นดั้งเดิม วัดยาซากะ โคชินโด จึงเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกียวโต

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่ง รถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Gion-Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15นาที

รถบัส จากสถานีเกียวโต นั่ง รถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi (ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที) เดินต่อ 10 นาที

6. ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine)

ศาลเจ้ายาซากะ

ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine) เป็นศาลเจ้าชื่อดังที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมอันงดงาม ผู้คนมักเดินทางมาสักการะเพื่อขอพรในเรื่องสุขภาพ โชคลาภ และความสำเร็จในชีวิต ศาลเจ้าแห่งนี้มีอายุกว่า 1,350 ปี ตั้งอยู่ระหว่างย่านกิออน (Gion) และฮิกาชิยามะ (Higashiyama) ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมของเกียวโต จึงมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่ผู้คนจะมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ ศาลเจ้ายังเปิดให้เข้าชมได้ในเวลากลางคืนอีกด้วย

ในเดือนกรกฎาคมของทุกปี ศาลเจ้ายาซากะจะจัดงาน เทศกาลกิออน (Gion Matsuri) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสามเทศกาลสำคัญของประเทศ ตลอดทั้งเดือนจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย โดยไฮไลต์อยู่ที่ขบวนแห่รถลาก Yamahoko Junko ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคม ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสบรรยากาศอันคึกคักและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของเกียวโต

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่ง รถไฟสาย Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Gion-Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 15 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15นาที

รถบัส จากสถานีเกียวโต นั่ง รถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงป้าย Gojo-zaka หรือ Kiyomizu-michi ซึ่งอยู่ใกล้กับทางเข้าวัดคิโยมิสึเดระ

7. ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Shrine)

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ (Fushimi Inari Taisha / 伏見稲荷大社) คือ หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่มีชื่อเสียงและสำคัญที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต (Kyoto) จุดที่ ทำให้ศาลเจ้านี้โด่งดังที่สุดคือ เสาโทริอิ (Torii Gates) สีแดงนับหมื่นต้น ที่เรียงรายเป็นทางเดินทอดยาวขึ้นภูเขาอินาริ (Mount Inari) ถือเป็น แลนด์มาร์ก ที่โด่งดังระดับโลก ได้รับความนิยมทั้งจากคนญี่ปุ่นเองที่มาไหว้ขอพร เชื่อกันว่าเทพอินาริช่วยเรื่อง การเพาะปลูก การค้าธรุกิจรุ่งเรือง ความร่ำรวย และความสำเร็จในหน้าที่การงาน และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาถ่ายรูป หากเดินตามเสาโทริอิที่เรียงกันเป็นอุโมงค์ขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของยอดเขา จะได้ชมวิวสวยๆ ของเมืองเกียวโต

โดยภูเขาอินาริแห่งนี้มีความสูง 233 เมตร ใช้เวลาเดินประมาณที่ 2-4 ชั่วโมง ภายในศาลเจ้าและบนภูเขาจะมีรูปปั้นสุนักจิ้งจอกอยู่ทุกบริเวณเชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกเป็น ผู้ส่งสารของเทพอินาริ ถ้าหากใครที่มีเวลาน้อย ไม่จำเป็นต้องขึ้นไปด้านบนภูเขาอินาริก็ได้ สามารถไหว้ขอพรด้านล่างได้เหมือนกัน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (แนะนำให้ไปช่วงเช้าหรือบ่าย เนื่องจากตอนมืดจะเดินขึ้น-ลง ลำบาก)

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีรถไฟ Kyoto Station ขึ้นรถไฟ JR สาย Nara Line ลงที่ Inari Station ใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที

8. วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple)

วัดโทฟุคุจิ

วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเซนที่เก่าแก่และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1236 วัดนี้ถือเป็นหนึ่งในห้าแห่งวัดเซนใหญ่ของเกียวโต และมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่ยังคงความงดงาม รวมถึงสวนหินและสวนใบเมเปิ้ลที่ออกแบบอย่างประณีต

ไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของวัดโทฟุคุจิคือสวนใบเมเปิ้ลในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีสีสันสดใสสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวและช่างภาพจากทั่วโลก นอกจากนี้ วัดยังมีโครงสร้างสำคัญอย่างหอประชุมหลักและที่พักเจ้าอาวาสที่สะท้อนศิลปะและวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุคกลาง ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่สนใจในศาสนา ศิลปะ และธรรมชาติ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16:00 น. (เมษายน – ตุลาคม)

เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 16:00 น. (พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม)

เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 15:30 น. (2 ธันวาคม – มีนาคม)

ค่าบริการ: เข้าชมสะพานซึเทนเคียว (Tsutenkyo) และห้องไคซันโด (Kaisando Hall) ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็ก 300 เยน

เข้าชมสวนฮอนโบ (Hojo Garden) ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 300 เยน

ตั๋วรวมเข้าได้ทั้งหมด (เฉพาะช่วงนอกฤดูใบไม้ร่วง) ผู้ใหญ่ 1,000 เยน เด็ก 500 เยน

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สาย Nara Line ไปลงที่สถานี Inari (ใช้เวลาประมาณ 5 นาที) จากนั้นเดินประมาณ 10 นาที ก็จะถึงวัดโทฟุคุจิ

จากสถานี Fushimi Inari นั่งรถไฟ Keihan Main Line ไปลงที่สถานี Tofukuji (ใช้เวลาประมาณ 5 นาที) จากนั้นเดินประมาณ 10 นาที ก็จะถึงวัดโทฟุคุจิ

9. วัดเท็นริวจิ (Tenryuji Temple) – มรดกโลก

วัดเท็นริวจิ

วัดเท็นริวจิ (Tenryuji Temple) ตั้งอยู่ในบริเวณอาราชิยาม่า (Arashiyama) เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน อาชิกางะ ทากาอุจิ (Ashikaga Takauji) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับจักรพรรดิ โกะ ไดโงะ (Emperor Go-Daigo) ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดคือ พระมุโซ โซเซกิ (Musō Soseki) ซึ่งเป็นทั้งพระภิกษุ นักปรัชญา และนักจัดสวนชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยท่านยังคงได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างสวนเซนที่งดงามที่สุดในเกียวโต

วัดเท็นริวจิ (Tenryuji Temple) ตั้งอยู่ในบริเวณอาราชิยาม่า (Arashiyama) เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น วัดแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1339 โดยโชกุน อาชิกางะ ทากาอุจิ (Ashikaga Takauji) เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับจักรพรรดิ โกะ ไดโงะ (Emperor Go-Daigo) ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดคือ พระมุโซะ โซเซกิ (Musō Soseki) ซึ่งเป็นทั้งพระภิกษุ นักปรัชญา และนักจัดสวนชื่อดังของญี่ปุ่น หนึ่งในความโดดเด่นที่สุดของวัดเท็นริวจิ คือ สวนเซนที่งดงามและมีชื่อเสียงระดับโลกที่ชื่อว่า “สวนสระโซเก็นจิ” (Sogenchi Garden / Sogenchi Teien) ออกแบบโดยพระมุโซะ โซเซกิเอง เป็นสวนสไตล์เซนที่มีบ่อน้ำและองค์ประกอบธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

วัดเท็นริวจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะหนึ่งใน “อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเกียวโตโบราณ” และยังได้รับการจัดอยู่ในอันดับหนึ่งใน “ห้าวัดเซนชั้นสูงสุด” (Five Great Zen Temples) ของนิกายรินไซในเกียวโต

ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นธันวาคม) วัดแห่งนี้กลายเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ อีกหนึ่งไฮไลต์คือทางเดินด้านหลังวัดที่เชื่อมต่อไปยัง ป่าไผ่อาราชิยามะ (Arashiyama Bamboo Forest) ซึ่งเป็นหนึ่งในโลเคชันยอดนิยมที่สุดของเกียวโต

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17:00 น.

ค่าบริการ: เฉพาะสวน ผู้ใหญ่ 500 เยน / เด็ก 300 เย็น / เด็กเล็กฟรี อาคารภายในวัดจ่ายเพิ่ม 300 เยน เข้าชมหอประดิษฐานจ่ายเพิ่ม 500 เยน

วิธีไป: นั่งรถไฟ JR Sagano Line ไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama Station ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที เดินต่อไปยังวัดอีกประมาณ 10 นาที

10. ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Forest)

ป่าไผ่อาราชิยาม่า

ป่าไผ่อาราชิยาม่า (Arashiyama Bamboo Forest) เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่อยู่ในย่านอาราชิยาม่า (Arashiyama) ทางเดินจะถูกล้อมรอบไปด้วยต้นไผ่ที่มีความสูงถึง 10-20 เมตร บรรยากาศดูเงียบ สงบ และร่มรื่น แสงที่ลอดผ่านไผ่และเงาที่ตกกระทบบนทางเดิน ทำให้ที่นี่กลายโลเคชั่นจุดถ่ายภาพยอดนิยมมากของนักท่องเที่ยว

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (แนะนำให้ไปช่วงเช้าๆ คนจะน้อย)

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: นั่งรถไฟ JR Sagano Line ไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama Station ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที เดินต่อไปยังป่าไผ่ประมาณ 10 นาที

11. สะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge)

สะพานโทเง็ตสึเคียว

สะพานโทเง็ตสึเคียว (Togetsukyo Bridge) สะพานที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ในย่านอาราชิยามะ (Arashiyama) เมื่องเกียวโต เรียกได้ว่าเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของอาราชิยาม่า ถูกสร้างขึ้นในสมัยเฮอัน ที่นี่เป็นสะพานนี้มีความสวยงาม เพราะด้านหลังนั้นเป็นภูเขาสูงใหญ่ และด้านล่างเป็นแม่น้ำที่ทั้งสองฝั่งมีแถวต้นซากุระเรียงรายเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ ทำให้ที่นี่ติดอันดับจุดชมซากุระที่สวยงามมากๆ ในเกียวโต นักท่องเที่ยวต่างพามาถ่ายรูปกันที่สะพาน

“โทเง็ตสึเคียว” แปลว่า “สะพานที่ข้ามผ่านพระจันทร์” ซึ่งมาจากคำบรรยายของจักรพรรดิในอดีตที่กล่าวว่า สามารถเห็นพระจันทร์ได้อย่างชัดเจนจากสะพานแห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ผู้คนมักมาเดินเล่น ชมธรรมชาติ และล่องเรือในแม่น้ำคัตซึระ (Katsura River) ที่ไหลผ่านใต้สะพานนี้

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: นั่งรถไฟ JR Sagano Line ไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama Station ใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที เดินต่อไม่กี่นาทีถึงสะพาน

12. วัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple) – มรดกโลก

วัดเบียวโดอิน

วัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple) ตั้งอยู่ที่เมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต เป็นอีกหนึ่งวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไฮไลต์ของวัดนี้จะอยู่ที่ “วิหารฟีนิกซ์” (Phoenix Hall) หรือที่เรียกว่า อมิตาภะโด (阿弥陀堂 : Amida-do Hall) เป็นวิหารไม้สีแดงตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ วิหารหลังนี้มีรูปปั้นนกฟีนิกซ์ทองคำประดับอยู่บนหลังคา จึงเป็นที่มาของชื่อวิหารฟีนิกซ์ โดยวิหารฟีนิกซ์จะปรากฏอยู่บนเหรียญสิบเยนของญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาถ่ายรูป และเยี่ยมชมความสวยงามของที่เที่ยวเกียวโตแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่จะมีความงดงามมากเป็นพิเศษกว่าฤดูใดๆ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:45 น. ถึง 17:30 น.

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็ก 300 เยน (ถ้าเข้าวิหารฟีนิกซ์ต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 300 เยน)

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สาย Nara Line ไปลงที่สถานี Uji (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) จากนั้นเดินประมาณ 10 นาที ก็จะถึงวัดเบียวโดอิน

13. ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) – มรดกโลก

ปราสาทนิโจ

ปราสาทนิโจ (Nijo Castle) เป็นปราสาทเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีความสำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงยุคเอโดะ (Edo Period) ปราสาทแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1601 โดยคำสั่งของโชกุนโทะกุงะวะ อิเอยาสุ (Tokugawa Ieyasu) เพื่อใช้เป็นที่พำนักของโชกุนเมื่อเดินทางมาเยือนเกียวโต อีกทั้งยังแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลของรัฐบาลโชกุนในยุคนั้น ซึ่งตัวปราสาทถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1626 ในช่วงของโชกุน โทะกุงะวะ ฮิเดะตะดะ (ลูกชายของอิเอยาสุ) ตัวปราสาทนิโจ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1. ฮอนมารุ (Honmaru) – ป้อมปราการหลัก 2. นิโนะมารุ (Ninomaru) – ป้อมปราการรอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พระราชวังนิโนะมารุ และ 3. สวนญี่ปุ่นโดยรอบ

ภายใน พระราชวังนิโนะมารุ (Ninomaru Palace) ตัวอาคารถูกตกแต่งด้วยภาพวาดแบบญี่ปุ่นโบราณ ที่สะท้อนรสนิยมอันประณีตของชนชั้นปกครองในยุคนั้น อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สำคัญคือ “พื้นนกไนติงเกล” (Nightingale floor) เป็นพื้นไม้ที่ถูกออกแบบมาให้ส่งเสียงเมื่อมีผู้เดินผ่าน เป็นกลไกเตือนภัยอัจฉริยะในยุคโบราณ เพื่อเตือนภัยจากผู้บุกรุก นอกจากนี้ยังมีประตูคะระมง (Karamon) ที่งดงามด้วยลวดลายการแกะสลักอันประณีต และสวนญี่ปุ่นที่ล้อมรอบปราสาท ซึ่งจัดตกแต่งอย่างพิถีพิถันตามแบบฉบับดั้งเดิม ปราสาทนิโจจึงเป็นสถานที่สำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของระบบโชกุนและศิลปะญี่ปุ่นในยุคเอโดะได้อย่างชัดเจน

ในปี ค.ศ. 1994 ปราสาทนิโจ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกขององค์การยูเนสโก ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่ม “อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเกียวโต (Historic Monuments of Ancient Kyoto)” ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเกียวโต

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:45 น. ถึง 17:00 น.

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็กโต 400 เยน เด็กเล็ก 300 เยน

วิธีไป: จากสถานี Kyoto Station นั่งรถไฟใต้ดินสาย Karasuma Line (สายสีเขียว) จาก Kyoto Station ไปยัง Karasuma Oike Station จากนั้น เปลี่ยนไปนั่งสาย Tozai Line (สายสีแดง) ไปลงที่ Nijojo-mae Station (二条城前駅) จากนั้นเดินอีกประมาณ 2-3 นาที ถึงประตูทางเข้าปราสาท

รสบัส จาก Kyoto Station ขึ้นรสบัส สาย 9, 50 หรือ 101 ลงที่ป้าย Nijojo-mae (二条城前) (ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที) เดินต่ออีก 1 นาที ถึงประตูทางเข้าปราสาท

14. วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple) – มรดกโลก

วัดนินนาจิ

วัดนินนาจิ (Ninna-ji Temple) เป็นวัดพุทธนิกายชินกงที่มีประวัติยาวนานกว่า 1,100 ปี ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 888 ในช่วงต้นยุคสมัยเฮอัน โดยสมเด็จพระจักรพรรดิโคโกะ (Emperor KoKo) ทรงมีดำริจะสร้างวัด “นิชิยามา โกกันจิ” (Nishiyama Goganji) ขึ้น แต่ท่านได้สวรรคตก่อนวัดจะสร้างเสร็จ ภายหลังจักรพรรดิอุดะ (Emperor Uda) ผู้เป็นบุตรชายได้มีการดำเนินการก่อสร้างต่อจนสำเร็จ และมีการเปลี่ยนชื่อวัดนี้เป็น “นินนาจิ” แทน วัดนี้ยังเป็นที่จำพรรษาของเจ้าอาวาสที่มีสายเลือดราชวงศ์ญี่ปุ่นมายาวนาน

วัดนินนาจิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ. 1994 ในฐานะหนึ่งใน “อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเมืองเกียวโต” มีชื่อเสียงจากสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เช่น เจดีย์ห้าชั้น Goju-no-To (Five Storey Pagoda) และวิหารคนโด (Kondo Hall) ซึ่งสะท้อนบรรยากาศของวังหลวงในยุคโบราณ

หนึ่งในไฮไลต์ของวัดนินนาจิคือ “โอมุโระซากุระ” (Omuro-zakura) ซากุระพันธุ์เตี้ย ที่ออกดอกช้ากว่าปกติ ทำให้ช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของดอกไม้สีชมพูหวาน ท่ามกลางบรรยากาศสงบเงียบของวัด วัดนินนาจิจึงเป็นจุดหมายที่ผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติได้อย่างลงตัว เหมาะกับผู้ที่ต้องการสัมผัสเกียวโตในมุมที่เรียบง่ายแต่งดงาม

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (ธันวาคม – กุมภาพันธ์: 9:00 น. – 16:30 น.)

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็ก 300 เยน
หมายเหตุ: ในช่วงฤดูชมดอกซากุระ (ประมาณกลางเดือนเมษายน) ค่าเข้าชมอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500 เยน

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สายซากาโนะ (Sagano Line) ไปลงที่สถานี Hanazono (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) จากนั้นเดินประมาณ 15 นาที หรือ นั่งแท็กซี่ประมาณ 5 นาที ก็จะถึงวัดนินนาจิ

15. วัดนันเซนจิ (Nanzenji Temple)

วัดนันเซนจิ

วัดนันเซนจิ (Nanzen-ji) เป็นวัดพุทธนิกายเซ็นที่ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1291 โดยจักรพรรดิคาเมยะมะ ถือเป็นหนึ่งในวัดเซ็นที่สำคัญที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่น วัดนี้มีจุดเด่นที่ประตูซันมงซึ่งเป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวได้ นอกจากนี้ยังมีสวนหินและสวนญี่ปุ่นแบบเซ็นที่เงียบสงบ และมีสะพานส่งน้ำสไตล์ยุโรปที่สร้างขึ้นในสมัยเมจิซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม วัดนันเซนจิเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของนิกายเซ็นในยุคโบราณ และยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามในฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:40 น. ถึง 17:00 น.

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กโต 500 เยน เด็กเล็ก 400 เยน (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากจะเข้าครบทั้ง 3 จุด)

วิธีไป: นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line มาลงที่สถานี Keage แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที หรือใช้บริการรถบัสสาย 5 จากสถานี Kyoto แล้วลงที่ป้าย Nanzen-ji/Eikando-mae

รสบัส จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) ขึ้นรถบัสสาย 5 หรือ 100 แล้วลงที่ป้าย Nanzen-ji / Eikando-mae เดินต่ออีกไม่กี่นาทีก็ถึงวัด

16. วัดซันเซ็นอิน (Sanzen-in Temple)

วัดซันเซ็นอิ

วัดซันเซ็นอิน (Sanzen-in Temple) เป็นวัดพุทธนิกายเทนไดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง ตั้งอยู่ในย่านโอฮาระทางตอนเหนือของเกียวโต ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 804 วัดแห่งนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมโบราณและสวนญี่ปุ่นที่สวยงาม เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่งดงามตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูดอกซากุระบาน ภายในวัดประกอบไปด้วย 1. Goten-mon Gate 2. Shuheki-en Garden 3. Yusei-en Garden 4. Ojo-Gokuraku-in(Amida Holl) 5. Statues of Warabe-jizo 6. Konjiki-Fudo(Hall)of Golden Acalanatha

ไฮไลต์ของ วัดซันเซ็นอิน ได้แก่ สวนญี่ปุ่นที่ออกแบบอย่างประณีตและเปลี่ยนสีสวยงามตามฤดูกาล ห้องโถงหลักสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา, และโบราณสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุล้ำค่า นอกจากนี้ วัดยังตั้งอยู่ในย่านโอฮาระซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบวันเดย์ทริปจากตัวเมืองเกียวโต สำหรับนักท่องเที่ยวสามารถสะสมตราประทับของวัดตามจุดต่างๆ ภายในวัดได้อีกด้วย

Types and Location of Shuin: Temple Stamp
จุดที่ 1 Konjiki Fudo Myoo,Benzai-ten จุดที่ 2 Kannon Bosatsu และจุดที่ 3 Yakushi Nyorai,Amitabha Trinity

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17:00 น. (มีนาคม ถึง 7 ธันวาคม)

เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16:30 น. (7 ธันวาคม ถึง กุมภาพันธ์)

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 700 เยน เด็กโต 400 เยน เด็กเล็ก 150 เยน

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถบัสสาย 17 ที่มุ่งหน้าไปยัง Ohara (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที ก็จะถึงวัด Sanzen-in

17. ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market)

ตลาดนิชิกิ

ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) คือ ตลาดสดชื่อดัง และเป็นแหล่งช็อปปิ้งอาหาร ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นตลาดที่มีประวัติยาวนานกว่า 400 ปี และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครัวของเกียวโต” เพราะมีสินค้าหลากหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารสดและวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ปลาแห้ง ผักดอง ปลาแซลมอน ซูชิ เครื่องเทศ และอาหารท้องถิ่นอื่น ๆ

ตลาดนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เพราะสามารถสัมผัสวัฒนธรรมและรสชาติอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึก ร้านขนม และร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ให้บริการอาหารสด ๆ ร้อน ๆ ทานกันในตลาด

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. (ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน)

วันหยุด: ปิดทุกวันพุธ กับวันอาทิตย์

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) นั่งรถไฟใต้ดินสายคาราซุมะ (Karasuma Line) ไปยังสถานี Shijo Station (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) แล้วเดินต่อประมาณ 5 นาทีถึงตลาดนิชิกิ

18. รถไฟสายโรแมนติกซากาโนะ (Sagano Romantic Train)

รถไฟสายโรแมนติกซากาโนะ

รถไฟสายโรแมนติกซากาโนะ (Sagano Romantic Train) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Torokko Train เป็นรถไฟท่องเที่ยว ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มีขบวนรถจำนวน 5 ตู้ ตกแต่งด้วยสีแดง-เหลือง สไตล์เรโทร ย้อนยุค ด้วยเก้าอี้ไม้และหลอดไฟเปลือย ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต โดยรถไฟจะวิ่งระหว่างสถานี Saga Torokko และ Kameoka Torokko เส้นทางยาวประมาณ 7.3 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 25 นาที ด้วยความเร็ว 25 กม./ชม. วิ่งเลียบแม่น้ำผ่านหุบเขาโฮซุกาวะ (Hozu River Gorge) ซึ่งเต็มไปด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามตลอดทั้งปี สามารถเที่ยวชมได้ทุกฤดู แต่ความงดงามก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละฤดู

เสน่ห์ของรถไฟสายนี้ คือ ผู้โดยสารสามารถชมทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล เช่น ดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้เขียวขจีในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะในฤดูหนาว รถไฟมีการตกแต่งสไตล์ย้อนยุคด้วยเก้าอี้ไม้และหลอดไฟเปลือย ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีต ตู้ที่ 5 หรือที่เรียกว่า “Rich” เป็นตู้เปิดโล่งที่ไม่มีหน้าต่างและพื้น ทำให้ผู้โดยสารสามารถสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็น “การเดินทางอันแสนสุขด้วยรถไฟย้อนยุคท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามตระการตา”

สามารถจองตั๋วล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของรถไฟสายโรแมนติกซากาโนะ ผ่าน Klook เพื่อความสะดวกและมั่นใจในการเดินทาง

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์, อังคาร, พฤหัสบดี, ศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์ 9:00 น. – 16:00 น. (รถออกจากสถานี Saga Torokko ทุก 1 ชม.)

เปิดให้บริการแค่ มีนาคม – ธันวาคม

วันหยุด: ปิดทุกวันพุธ และวันที่ 30 ธันวาคม – สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 620 เยน เด็ก 310 เยน /ต่อเที่ยว

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟสาย JR San-in main line ไปลงที่สถานี Saga-Arashiyama (ใช้เวลาประมาณ 16-20 นาที) จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 4 นาที ก็จะถึงสถานี Saga Torokko

19. สตูดิโอโทเออิ (Toei Kyoto Studio Park)

Toei Kyoto Studio Park

สตูดิโอโทเออิ (Toei Kyoto Studio Park) หมูบ้านภาพยนตร์โทเทอิ เป็นทั้งสวนสนุก และสตูดิโอถ่ายทำภาพยนตร์ ที่ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 สถานที่แห่งนี้ได้รับความนิยมในฐานะจุดชมวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุคเอโดะ และยุคซามูไร โดยผสมผสานบรรยากาศย้อนยุคกับการถ่ายทำภาพยนตร์ซามูไรและนินจา นักท่องเที่ยวจะได้เดินชมฉากถ่ายทำแบบดั้งเดิมและสัมผัสประสบการณ์เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปยังยุคโบราณของญี่ปุ่น

ไฮไลต์ของ สตูดิโอโทเออิ คือ การแสดงสดนินจา และการแสดงซามูไรที่ตื่นเต้นเร้าใจ การเดินชมฉากถ่ายทำภาพยนตร์ และกิจกรรมเช่าชุดแต่งกายแบบญี่ปุ่นโบราณ เช่น ชุดซามูไรและชุดนินจา นอกจากนี้ยังมีร้านของที่ระลึกและโซนร้านอาหารที่ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทั้งสนุกและได้เรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างครบถ้วน เหมาะสำหรับครอบครัวและผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์และภาพยนตร์ญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น. รอบสุดท้าย 16:00 น. (มีนาคม-พฤศจิกายน)

เปิดทุกวัน 10:00 น. ถึง 17:00 น. รอบสุดท้าย 16:00 น. (ธันวาค-กุมภาพันธ์)

หมายเหตุ: ควรตรวจสอบเวลาทำการอีกครั้งก่อนเดินทาง เนื่องจากเวลาทำการอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลหรือวันพิเศษ

ค่าบริการ: ราคาเริ่มต้น ผู้ใหญ่ 2,800 เยน เด็ก 1,800 เยน ราคาขึ้นอยู่กับความต้องการ เช่น เข้าครบทุกสถานที่ หรือ เข้าชมพร้อมชุดแต่งกายย้อนยุค

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สายซากาโนะ (Sagano Line) ไปลงที่สถานี Hanazono (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที) จากนั้น เดินประมาณ 15 นาที หรือ นั่งแท็กซี่ประมาณ 5 นาที

20. หมู่บ้านมิยามะ คายาบุกิ โนะ ซาโตะ (Miyama Kayabuki no Sato)

มิยามะ คายาบุกิ โนะ ซาโตะ

หมู่บ้านมิยามะ คายาบุกิ โนะ ซาโตะ (Miyama Kayabuki no Sato) เป็นหมู่บ้านโบราณ ตั้งอยู่ในเขตมิยามะ เมืองนันทัน จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นหมู่บ้านโบราณที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก มีร้านอาหารเล็กๆ และคาเฟ่ โดยหมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงจากบ้านสไตล์ “กัสโชสึคุริ” (Gassho-zukuri) ซึ่งมีหลังคาทรงจั่วสูงชัน คล้ายมือพนม สร้างจากฟางหนาเพื่อรองรับหิมะในฤดูหนาว มีบ้านสไตล์นี้ราวๆ 38–40 หลัง ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีผู้อยู่อาศัยจริง บรรยากาศเงียบสงบเป็นกันเอง และเป็นตัวแทนของวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับ หมู่บ้านมิยามะ คือ ภายในหมู่บ้านมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม รวมถึงมีที่พักแบบมินชุกุ (Minshuku) หรือโฮมสเตย์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลองสัมผัสชีวิตวิถีชนบทจริงญี่ปุ่นแท้จริง นอกจากนี้ยังมีทัวร์พร้อมไกด์ภาษาอังกฤษ และเวิร์กช็อปเกี่ยวกับวัฒนธรรมและหัตถกรรมท้องถิ่นที่จัดตลอดทั้งปี โดยหนึ่งในกิจกรรมเด่นคือ เทศกาลโคมไฟหิมะ (Yukitōrō) ซึ่งจัดขึ้นช่วงปลายมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์ มีการประดับโคมไฟหิมะทั่วหมู่บ้านพร้อมกิจกรรมต่าง ๆ และการแสดงดอกไม้ไฟในบางวัน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี แต่หากต้องการเข้าชม พิพิธภัณฑ์คายาบุกิ โนะ ซาโตะ (Kayabuki no Sato Folk Museum) จะเสียคนละ 300 เยน

วิธีไป: จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สาย San-In Line ไปลงที่สถานี Hiyoshi (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) จากนั้น นั่งรถบัสเทศบาล Nantan ไปยังหมู่บ้านคายาบุกิโนะซาโตะ (ใช้เวลาประมาณ 55 นาที)

จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟ JR สาย San-In Line ไปลงที่สถานี Sonobe (ประมาณ 40 นาที) จากนั้น นั่งรถบัสไปหมู่บ้านคายาบุกิโนะซาโตะ (ประมาณ 30 นาที)

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด