นีงาตะ (Niigata) 

,

ชูบุ (Chubu)

รวม 15 ที่เที่ยวนีงาตะ จุดชมซากุระแบบอลัง พร้อมกิจกรรม อัปเดต 2025

15 ที่เทียวนีงาตะ จังหวัดนีงาตะ (Niigata) เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความสวยงามและอุดมไปด้วยวัฒนธรรมในประเทศญี่ปุ่น นอกจากธรรมชาติที่งดงาม ส่วนใหญ่ที่มาท่องเที่ยวโตเกียว ก็จะจัดวันเดย์ทริป เช้า-เย็นกลับ มาที่นีงาตะ ซึ่งสำหรับการเดินทางนั้นถือว่าสะดวกสบายมาก สามารถรถไฟ JR Joetsu Shinkansen จากโตเกียวใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง

15 ที่เที่ยวนีงาตะ จุดชมซากุระแบบอลัง พร้อมกิจกรรม อัปเดต 2025

1. ปราสาททาคาดะ (Takada Castle)

ปราสาททาคาดะ

ปราสาททาคาดะ (Takada Castle) ตั้งอยู่ในเมืองโจเอ็ตสึ จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เริ่มสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1614 โดย ฟูจิมิยะ ซาโตะ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างปราสาทนี้ในยุคสมัยของโทคุกาวะ ยียาซุ หลังจากนั้นปราสาทถูกทำลายจากเหตุการณ์หลายครั้งและได้รับการบูรณะหลายครั้ง ปัจจุบันโครงสร้างที่สำคัญที่สุดที่ยังคงอยู่ คือ หอคอยสามชั้น (Three-storey Turret) ที่สูงประมาณ 17 เมตร ซึ่งได้รับการบูรณะในปี ค.ศ. 1981 และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองทาคาดะ

ในช่วงกลางเดือนเมษายนของทุกปี ซากุระกว่า 4,000 ต้นที่ปลูกใน สวนซากปราสาททาคาดะ (Takada Castle Park) จะผลิดอกบานเต็มที่ สร้างภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม เมื่อยามค่ำคืนมาถึง สวนแห่งนี้จะถูกส่องสว่างด้วยโคมไฟกระดาษกว่า 3,000 ชิ้น ซึ่งส่องสว่างไปยังตัวปราสาท ทำให้ทิวทัศน์ยามค่ำคืนงดงามยิ่งขึ้น ปราสาททาคาดะจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดนีงาตะ และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 สถานที่ชมซากุระยามกลางคืนที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมี ถนนซากุระ (Sakura Road) ที่เป็นทางเดินที่ถูกเรียงรายไปด้วยต้นซากุระ สร้างบรรยากาศเหมือนเดินอยู่ใน อุโมงค์ซากุระ การไปเที่ยวในช่วงเทศกาลซากุระจะเต็มไปด้วยความคึกคัก เพราะมีร้านอาหารและกิจกรรมต่าง ๆ ให้เพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นและบรรยากาศที่ครึกครื้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วโลกมักจะเดินทางมาเยี่ยมชมปราสาททาคาดะในช่วงนี้

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: 9:00-17:00 หยุดวันจันทร์ (ถ้าหากตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะทำการหยุดวันถัดไป)

วันหลังจากวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 29 ธันวาคม – 3 มกราคม

ช่วง Golden Week และช่วงวันหยุดฤดูร้อนเปิดตลอด 

ค่าบริการ: ส่วนใหญ่ไม่มีค่าเข้าชม แต่หากต้องการเข้าชม ตัวปราสาทหรือส่วนที่สร้างขึ้นใหม่ อาจมีค่าธรรมเนียม ประมาณ 500 เยน

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งชินคันเซ็น Joetsu Shinkansen ไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึ (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) จากนั้นนั่งรถบัสหรือแท็กซี่ไปยังปราสาททาคาดะ (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)

จากสถานีนีงาตะ นั่งชินคันเซ็นไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึ (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) จากนั้นนั่งรถบัส สาย Takada Park Line กับ Takada Koen Line หรือแท็กซี่ไปปราสาททาคาดะ (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)

2. สวนสาธารณะซากปราสาททาคาดะ (Takada Castle Site Park) – จุดถ่ายรูปซากุระ

สวนสาธารณะซากปราสาททาคาดะ

สวนสาธารณะซากปราสาททาคาดะ (Takada Castle Site Park) หรือเรียกง่ายๆ ว่า สวนทาคาดะ (Takada Park) ตั้งอยู่ในเมืองโจเอ็ตสึ (Joetsu) จังหวัดนีงาตะ เป็นสวนที่มีชื่อเสียงในด้านความงดงามของทิวทัศน์และธรรมชาติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ต้นซากุระภายในสวนบานสะพรั่ง ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมชมความงามในงานเทศกาลชมซากุระ (Takada Sakura Festival) ที่จัดขึ้นทุกปี สวนนี้ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ปราสาททาคาดะในสมัยยุคซามูไร สวนจึงเต็มไปด้วยเสน่ห์และบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์และความงามธรรมชาติ

ไฮไลต์ของ สวนทาคาดะ คือ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ที่มีทิวทัศน์อันสวยงามจากต้นไม้และดอกไม้ที่เปลี่ยนสีตลอดปี นอกจากนี้ สวนทาคาดะยังมีทะเลสาบและสะพานไม้ที่ทำให้พื้นที่นี้เหมาะสมกับการเดินเล่นและถ่ายรูป สวนแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแต่มีความสำคัญทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มอบความสงบและความสวยงามให้กับผู้มาเยือน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี สำหรับการเข้าชมสวนและพื้นที่โดยรอบไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งชินคันเซ็น Joetsu Shinkansen ไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึ (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) จากนั้นนั่งรถบัสหรือแท็กซี่ไปสวนทาคาดะ (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)

จากสถานีนีงาตะ นั่งชินคันเซ็นไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึ (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) จากนั้นนั่งรถบัส สาย Takada Park Line กับ Takada Koen Line หรือแท็กซี่ไปสวนทาคาดะ (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)

3. ศาลเจ้ายาฮิโกะ (Yahiko Shrine) – จุดถ่ายรูปซากุระ

ศาลเจ้ายาฮิโกะ

ศาลเจ้ายาฮิโกะ (Yahiko Shrine) ตั้งอยู่ในหมู่บ้านยาฮิโกะ จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นศาลเจ้าชินโตเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนานกว่า 2,400 ปี โดยเชื่อกันว่าสร้างขึ้นเพื่อสักการะเทพเจ้า Ame-no-Kagoyama-no-Mikoto ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพเจ้าผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมและการเกษตรในภูมิภาคนี้ ศาลเจ้าแห่งนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของท้องถิ่น และถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนีงาตะมาหลายศตวรรษ ตัวอาคารหลักของศาลเจ้าถูกสร้างขึ้นใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ยังคงรักษาสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้อย่างสวยงามและสง่างาม

ไฮไลต์ของ ศาลเจ้ายาฮิโกะ คือ “โทริอิไม้ขนาดใหญ่” ซึ่งเป็นหนึ่งในโทริอิที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และ “เส้นทางเดินผ่านป่าซีดาร์” ที่ให้บรรยากาศสงบเงียบเหมาะแก่การทำสมาธิหรือเดินชมธรรมชาติ ภายในบริเวณใกล้ศาลเจ้ายังมี “Yahikoyama Ropeway” เคเบิลคาร์ให้ขึ้นไปชมวิวบนภูเขายาฮิโกะ ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลญี่ปุ่นและพื้นที่โดยรอบได้อย่างงดงาม ศาลเจ้ายาฮิโกะจึงไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ยังเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนนีงาตะ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี สำหรับการเข้าชมสวนและพื้นที่โดยรอบไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Tsubame-Sanjo (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) เปลี่ยนเป็นรถไฟสาย JR Yahiko Line → ไปยังสถานี Yahiko (ประมาณ 40 นาที) จากนั้นเดินต่อประมาณ 15 นาที

จากสถานีนีงาตะ นั่ง JR Shinetsu Line หรือ Joetsu Line → ลงที่ สถานี Tsubame-Sanjo หรือ สถานี Higashi-Sanjo (ใช้เวลา 30–40 นาที) เปลี่ยนเป็นรถไฟสาย JR Yahiko Line → ไปยังสถานี Yahiko (ประมาณ 40 นาที) จากนั้นเดินต่อประมาณ 15 นาที

4. Niigata City Aquarium Marinepia Nihonkai (Sea of Japan)

Niigata City Aquarium Marinepia Nihonkai

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเมืองนีงาตะ (Niigata City Aquarium) ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นในเมืองนีงาตะ เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่จัดแสดงสิ่งมีชีวิตทางทะเลกว่า 600 สายพันธุ์และสัตว์ทะเลมากกว่า 20,000 ตัวจากทั่วโลก โดยเน้นที่สัตว์ทะเลในทะเลญี่ปุ่นและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติของจังหวัดนีงาตะ ไฮไลต์สำคัญคืออุโมงค์ทะเล (Marine Tunnel) ที่ให้ผู้เข้าชมเดินผ่านใต้ตู้ปลาขนาดใหญ่ สัมผัสประสบการณ์เหมือนอยู่ใต้ทะเลจริง ๆ

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเมืองนีงาตะ คือ การแสดงโลมาที่น่าตื่นเต้น พร้อมโอกาสให้ผู้ชมได้ขึ้นไปสัมผัสโลมาบนเวที รวมทั้งการให้อาหารสิงโตทะเลและเพนกวินฮัมโบลด์ที่มีการอธิบายพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้อย่างละเอียด ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย และผู้ที่รักธรรมชาติ และสัตว์ทะเล

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9.00 น. ถึง 17.00 น.

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1,500 เยน เด็ก 600 เยน

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่สถานี Tsubame-Sanjo (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) → เปลี่ยนเป็นรถไฟสาย JR Yahiko Line → ไปยังสถานี Yahiko (ประมาณ 40 นาที) → จากนั้นเดินต่อประมาณ 15 นาที ถึง Niigata City Aquarium

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถบัสสาย Marinepia Line หรือแท็กซี่ตรงไปยัง Niigata City Aquarium Marinepia Nihonkai ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

5. พิพิธภัณฑ์นีงาตะ เซมเบ้ โอโคะคุ Niigata Senbei Oukoku (Rice Cracker Kingdom)

Niigata Senbei Oukoku

พิพิธภัณฑ์นีงาตะ เซมเบ้ โอโคะคุ (Niigata Senbei Oukoku) ตั้งอยู่ในเมืองนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสถานที่ที่รวบรวมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของเซ็มเบ้ ขนมข้าวเกรียบญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งมีการผลิตเซ็มเบ้จำนวนมากที่สุดในประเทศ ภายในอาคารมีการจัดแสดงข้อมูลและแบบจำลองขนาดเล็ก สามารถศึกษาเกี่ยวกับวิธีการผลิตและประวัติศาสตร์ของเซมเบ้ ส่วนโรงงานที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยกันก็เปิดให้เข้าไปทัศนศึกษาได้ คุณจะได้ชมภาพของเซมเบ้ที่กำลังถูกย่างอยู่โดยผู้เชี่ยวชาญ และที่นี่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การทำเซ็มเบ้ด้วยตนเอง สามารถสร้างสรรค์รสชาติเซนเบ้ในแบบของตัวเอง ตั้งแต่การปิ้งข้าวเกรียบไปจนถึงการปรุงรส และวาดลวดลายบนแผ่นเซ็มเบ้ขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 25 เซนติเมตร

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์นีงาตะ เซมเบ้ โอโคะคุ คือ นอกจากกิจกรรมทำเซ็มเบ้แล้ว พิพิธภัณฑ์ยังมีร้านขายของที่ระลึกที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์เซ็มเบ้หลากหลายชนิด รวมถึงสินค้าที่มีจำหน่ายเฉพาะที่นี่เท่านั้น เช่น ขนม Bakauke ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของบริษัทผู้ดำเนินการ Kuriyama Beika

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9.30 น. ถึง 16.00 น. (วันพฤหัสบดี 9.00 น. ถึง 16.00 น.)

ค่าบริการ: ไม่เสียค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

แต่จะมีค่าบริการสำหรับการทำเซ็มเบ้ขนาดใหญ่พิเศษคือ 1,800 เยนต่อคน

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Niigata (ประมาณ 2 ชั่วโมง 10 นาที) จากนั้นนั่ง รถไฟ JR Hakushin Line → ลงที่สถานี Niizaki (ประมาณ 10 นาที) เดินประมาณ 20 นาทีถึงพิพิธภัณฑ์

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟ JR Hakushin Line → ลงที่ สถานี Niizaki (ประมาณ 10 นาที) เดินประมาณ 20 นาทีถึงพิพิธภัณฑ์

6. เดอะ เวอรันดา อิชิอุจิ มารุยามะ (The Veranda at Ishiuchi / Ishiuchi Maruyama Ski Resort)

Ishiuchi Maruyama Ski Resort

เดอะ เวอรันดา อิชิอุจิ มารุยามะ (The Veranda at Ishiuchi Maruyama) คือ จุดชมวิวบนภูเขาหิมะที่ตั้งอยู่ภายใน Ishiuchi Maruyama Ski Resort จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่ฤดูหนาวปี 2022 ที่นี่สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านกระเช้า Sunrise Express ใช้เวลาประมาณ 7 นาที จากนั้นจะพบกับลานชมวิวแบบเปิดขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขา Echigo Sanzan และที่ราบ Uonuma อันกว้างใหญ่ได้อย่างเต็มตา ไฮไลต์สำคัญคือ Snow Terrace พร้อมเก้าอี้สีแดงโดดเด่นกลางหิมะ และ Observation Terrace ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพหรือพักผ่อนท่ามกลางทิวทัศน์ฤดูหนาวอันเงียบสงบ เหมาะทั้งสำหรับผู้เล่นสกีและผู้ที่ต้องการสัมผัสหิมะโดยไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมหนัก

ไฮไลต์ของ เดอะ เวอรันดา อิชิอุจิ มารุยามะ คือ ภายในพื้นที่ยังมีคาเฟ่สุดอบอุ่นที่เสิร์ฟเมนูพิเศษตามฤดูกาล เช่น แพนเค้กหิมะสไตล์ Dutch Baby และเครื่องดื่มจากเหล้าท้องถิ่น เพิ่มความอบอุ่นในบรรยากาศหนาวเย็น นอกจากนี้ยังมีโดมเทนต์ใสที่สามารถจองล่วงหน้าได้ ภายในมีฮีตเตอร์ ผ้าห่ม โต๊ะ-เก้าอี้ และ Wi‑Fi เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวที่ต้องการประสบการณ์พักผ่อนแบบแคมป์หิมะ นอกจากนี้ Snow Garden ยังเปิดให้บริการกิจกรรมสนุก ๆ เช่น การเล่นเลื่อนหิมะ, snowshoeing และเล่นหิมะอิสระ เหมาะกับทุกวัย และเป็นจุดหมายที่เหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวสายชิลล์และสายแอดเวนเจอร์ในช่วงฤดูหนาวของญี่ปุ่น

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8.00 น. ถึง 17.30 น.

*** กรุณาเช็ครายละเอียดก่อนเดินทาง เนื่องจาก สกีรีสอร์ต จะมีการ เปิด-ปิด การให้บริการตามช่วงฤดูกาลสกี***

ค่าบริการ: ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Echigo-Yuzawa (ใช้เวลาประมาณ 80–90 นาที) → เปลี่ยนเป็นรถไฟ JR Joetsu Line ไปยัง สถานี Ishiuchi (ประมาณ 8 นาที) → ต่อรถแท็กซี่หรือรถรับส่ง ประมาณ 5–10 นาที ถึงรีสอร์ต

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Echigo-Yuzawa หรือ Urasa (ใช้เวลาประมาณ 40–50 นาที) → เปลี่ยนเป็นรถไฟ JR Joetsu Line ไปยัง สถานี Ishiuchi (ประมาณ 20–25 นาที) → ต่อรถแท็กซี่หรือรถรับส่ง ประมาณ 5–10 นาที ถึงรีสอร์ต

7. นาเอบะ สกี รีสอร์ต (Naeba Ski Resort)

Naeba Ski Resort

นาเอบะ สกี รีสอร์ต (Naeba Ski Resort) ตั้งอยู่ในจังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในรีสอร์ตสกีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาคคันโต และขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของเส้นทางสกีที่เหมาะสำหรับทุกระดับตั้งแต่ผู้เริ่มต้นจนถึงนักสกีมืออาชีพ รีสอร์ตแห่งนี้มีพื้นที่สกีประมาณ 445 เฮกตาร์ และลิฟต์สกีที่ทันสมัยมากกว่า 20 ตัว ทำให้ผู้เล่นสามารถสนุกกับการลื่นไถลบนหิมะได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบริการที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงร้านอาหารและแหล่งช็อปปิ้งในบริเวณเดียวกัน ทำให้สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งที่มาเล่นสกีและมาเที่ยวพักผ่อน

ไฮไลต์ของ นาเอบะ สกี รีสอร์ต คือ การเชื่อมต่อกับเกาะโทอิกะซาวะ (Tōei-Kazawa) ผ่านทางลิฟต์สกี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สัมผัสกับวิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงามของภูเขาและป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีงานเทศกาลดนตรีฤดูหนาว Naeba Snow Festival และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นตลอดฤดูหนาว เช่น การเล่นสโนว์บอร์ดและสโนว์ทูบิง ทำให้รีสอร์ตแห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดหมายของนักสกี แต่ยังเป็นแหล่งรวมความบันเทิงที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวทุกวัยอีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9.00 น. ถึง 21.00 น.

*** กรุณาเช็ครายละเอียดก่อนเดินทาง เนื่องจาก สกีรีสอร์ต จะมีการ เปิด-ปิด การให้บริการตามช่วงฤดูกาลสกี***

ค่าบริการ: ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก

วิธีไป: จาก สถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็น Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Echigo-Yuzawa (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) จากนั้นขึ้น รถบัส หรือ รถรับส่งของรีสอร์ต ไปยัง Naeba Ski Resort (ประมาณ 50 นาที)

จาก สถานีนีงาตะ นั่งรถไฟชินคันเซ็น Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Echigo-Yuzawa (ประมาณ 50 นาที) ต่อ รถบัส หรือ รถรับส่งของรีสอร์ต ไปยัง Naeba Ski Resort (ประมาณ 50 นาที)

จองที่พักใน Naeba Ski Resort

8. คันดัทสึ สโนว์ รีสอร์ต (Kandatsu Snow Resort)

Kandatsu Snow Resort

คันดัทสึ สโนว์ รีสอร์ต (Kandatsu Snow Resort) ตั้งอยู่ในเมืองยูซาว่า จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสกีรีสอร์ตที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ สามารถเดินทางได้สะดวกจากโตเกียว เป็นที่รู้จักในฐานะรีสอร์ทที่มีหิมะตามธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่บนความสูงถึง 1,000 เมตร มีระดับความสูงต่างกันถึง 540 เมตร ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากมีลานสกีทั้งหมด 16 หลักสูตร พร้อมลิฟต์ 5 ตัวและกระเช้าลอยฟ้า 2 ตัว ให้ผู้เล่นสามารถเลือกเส้นทางได้ตามความสามารถอย่างสะดวกสบาย

ไฮไลต์ของ คันดัทสึ สโนว์ รีสอร์ต คือ นอกจากกิจกรรมสกี และสโนว์บอร์ดที่หลากหลายแล้ว Kandatsu Snow Resort ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ร้านอาหารที่มีเมนูพิเศษอย่าง แกงกะหรี่มนุษย์หิมะคันดะสึ ซึ่งเหมาะสำหรับการพักผ่อนและถ่ายภาพหลังจากเล่นสกี นอกจากนี้ยังมีน้ำพุร้อนและห้องซาวน่าสำหรับผู้ชายให้บริการ เพื่อช่วยให้ผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและเติมพลังก่อนออกไปสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งอีกครั้ง ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและวิวธรรมชาติที่สวยงาม Kandatsu Snow Resort จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะกับการพักผ่อนและสนุกสนานในฤดูหนาวของญี่ปุ่น

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ – ศุกร์ 08:00 น. ถึง 16:30 น.

วันเสาร์ -อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 07:00 น. ถึง 16:30 น.

หมายเหตุ: ไนท์สกี เปิดเฉพาะวันศุกร์, วันเสาร์ และวันก่อนวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 18:00 น. ถึง 02:00 น. ของวันถัดไป

สำหรับช่วงฤดูใบไม้ผลิ (Spring Season) ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม ถึง 13 เมษายน รีสอร์ทจะเปิดตั้งแต่เวลา 08:00 น. ถึง 16:00 น. ทุกวัน

*** กรุณาเช็ครายละเอียดก่อนเดินทาง เนื่องจาก สกีรีสอร์ต จะมีการ เปิด-ปิด การให้บริการตามช่วงฤดูกาลสกี***

ค่าบริการ: ขึ้่นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่สถานี Echigo-Yuzawa (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) → จากนั้นต่อรถบัสหรือแท็กซี่ไปยัง Kandatsu Snow Resort (ประมาณ 15-20 นาที)

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟสาย JR Joetsu Line → ลงที่สถานี Echigo-Yuzawa (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) → ต่อรถบัสหรือแท็กซี่ไปยัง Kandatsu Snow Resort (ประมาณ 15-20 นาที)

9. สวนสาธารณะ อิจิโงะ ฮิลไซด์ (Echigo Hillside National Park)

สวนสาธารณะเอจิโงะ ฮิลล์ไซด์ (Echigo Hillside National Park) ตั้งอยู่ในเมืองนากาโอกะ จังหวัดนีงาตะ เป็นสวนขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติสวยงามและมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 340 เฮกตาร์ ภายในสวนแบ่งออกเป็นโซนหลักสองส่วน ได้แก่ โซนเพื่อสุขภาพ (Kenko Zone) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวนกุหลาบ น้ำพุ สนามเด็กเล่น และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับครอบครัว อีกโซนคือพิพิธภัณฑ์ท้องทุ่ง Satoyama Field Museum ที่นำเสนอวิถีชีวิตและธรรมชาติของพื้นที่ชนบทดั้งเดิม เช่น เส้นทางเดินป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และบ้านสมัยเก่าที่อนุรักษ์ไว้ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตแบบญี่ปุ่นโบราณ

ไฮไลต์ของ สวนสาธารณะ อิจิโงะ ฮิลไซด์ คือ ความงดงามของดอกไม้ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นทิวลิปนับแสนดอกในฤดูใบไม้ผลิ กุหลาบหลากสายพันธุ์ที่บานสะพรั่งในเดือนมิถุนายน ทานตะวันสดใสในฤดูร้อน หรือทุ่งดอกคอสมอสกว่า 300,000 ดอกที่เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นทะเลดอกไม้ในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสำหรับครอบครัวมากมาย เช่น ลานโดมเด้ง สไลเดอร์ สนามน้ำ รถลาก และกิจกรรมฤดูหนาวอย่างเลื่อนหิมะและสกีแบบง่ายๆ เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับการพักผ่อนในทุกฤดูกาล

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9.30 น. ถึง 17.00 น.

ค่าบริการ: ผู้สูงอายุ 210 เยน ผู้ใหญ่-เด็กโต 450 เยน เด็กเล็ก ฟรี

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่สถานีนากาโอกะ (ประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที) → ออกทางออกฝั่งทิศใต้ → ต่อรถบัส Echigo Hillside Park Shuttle Bus (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) → ถึงสวน

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่สถานีนากาโอกะ (ประมาณ 30 นาที) → ต่อรถบัส Echigo Hillside Park Shuttle Bus (ประมาณ 30 นาที) → ถึงสวน

10. สวนอุวะเซกิงะตะ (Uwasekigata park) – จุดถ่ายรูปซากุระ

Uwasekigata park

สวนอุวะเซกิงะตะ (Uwasekigata Park) ตั้งอยู่ในเมืองมัตสึยะมะ จังหวัดเอฮิเมะ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงด้วยทะเลสาบอุวะเซกิงะตะซึ่งมีความสวยงามและเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจที่ได้รับความนิยมทั้งจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ภายในสวนมีเส้นทางเดินและจักรยานรอบทะเลสาบ พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวกว้างขวางสำหรับปิกนิกและกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากนี้ สวนยังมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลสาบและภูเขารอบๆ ได้อย่างงดงามในทุกฤดูกาล

ไฮไลต์ของ สวนอุวะเซกิงะตะ คือ ทะเลสาบอุวะเซกิงะตะ ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำหลากหลายชนิด ทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการดูนกและถ่ายภาพธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีสวนดอกไม้ที่จัดแสดงดอกไม้ตามฤดูกาล เช่น ซากุระในฤดูใบไม้ผลิ และดอกทานตะวันในฤดูร้อน อีกทั้งยังมีศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวและพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมชุมชน ทำให้สวนนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งพักผ่อน แต่ยังเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ส่งเสริมการเรียนรู้และรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัด Wara Art Matsuri เทศกาลศิลปะจากฟาง ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายสิงหาคมถึงสิ้นเดือนตุลาคม คุณจะได้เห็นผลงานศิลปะชิ้นมหึมาจากฟางข้าวสมกับเป็นแหล่งผลิตข้าว

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย โทไคโด/ซันโย (Tokaido/Sanyo Shinkansen) → ลงที่สถานี มัตสึยะมะ (Matsuyama) (ใช้เวลาประมาณ 3.5-4 ชั่วโมง) จากนั้นใช้รถบัสหรือแท็กซี่ไปยังสวนอุวะเซกิงะตะ (ประมาณ 15-20 นาที)

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย โจเอ็ตสึ (Joetsu Shinkansen) → ลงที่สถานี โอคายามะ (Okayama) (ประมาณ 3 ชั่วโมง) เปลี่ยนเป็นชินคันเซ็นสาย ชิโกกุ (Shikoku Line) หรือ JR สายอื่น ๆ ไปยังสถานี มัตสึยะมะ (Matsuyama) (ประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง) จากนั้นใช้รถบัสหรือแท็กซี่ไปยังสวนอุวะเซกิงะตะ (ประมาณ 15-20 นาที)

11. สวนฮาคุซัง (Hakusan Park) – จุดถ่ายรูปซากุระ

Hakusan Park

สวนฮาคุซัง (Hakusan Park) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเมืองซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1873 โดยมีแรงบันดาลใจจากแนวคิดการออกแบบสวนสไตล์ตะวันตกและญี่ปุ่นผสมผสานกันอย่างลงตัว ภายในสวนเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุกว่าร้อยปี สระน้ำขนาดเล็ก และสะพานหินที่ให้บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนและเดินเล่น นอกจากนี้ สวนยังตั้งอยู่ใกล้กับศาลเจ้าฮาคุซัง (Hakusan Shrine) หนึ่งในศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดของเมือง ซึ่งดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและผู้มาสักการะตลอดทั้งปี

ไฮไลต์ของ สวนฮาคุซัง คือ ดอกซากุระที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองมาร่วมชมดอกไม้ (ฮานามิ) กันอย่างคึกคัก ในฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้ภายในสวนจะเปลี่ยนสีเป็นแดง ส้ม และเหลือง สร้างบรรยากาศโรแมนติกไม่แพ้ฤดูอื่นๆ นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองนีงาตะ (Niigata City Art Museum) และลานกิจกรรมที่ใช้จัดงานวัฒนธรรมและเทศกาลต่างๆ ทำให้สวนฮาคุซังเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยตลอดทั้งปี

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าบริการ: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็น Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานีนีงาตะ (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง) จากสถานีนีงาตะ ต่อรถบัสสายที่ผ่าน Hakusan Koen-mae (ประมาณ 15 นาที) หรือจะนั่งแท็กซี่ประมาณ 10 นาที หรือเดินประมาณ 30 นาทีจากสถานีนีงาตะ

จากสถานีนีงาตะ ขึ้นรถบัสสายที่วิ่งไปทาง Hakusan Park / Hakusan Shrine (ประมาณ 15 นาที) หรือเลือกเดินประมาณ 30 นาที หรือใช้บริการแท็กซี่ประมาณ 10 นาที

12. พิพิธภัณฑ์ฟอสซา แมกนา (Fossa Magna Museum)

Fossa Magna Museum

พิพิธภัณฑ์ฟอสซา แมกนา (Fossa Magna Museum) ตั้งอยู่ในเมืองอิโตอิกาวะ จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น ภายในสวนมิยามะ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1994 และได้รับการปรับปรุงใหม่ครั้งใหญ่ก่อนเปิดอีกครั้งในปี 2015 เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เกี่ยวกับธรณีวิทยาของพื้นที่โดยเฉพาะ “ฟอสซา แมกนา” ซึ่งเป็นรอยแยกทางธรณีที่มีบทบาทสำคัญในการก่อรูปเกาะญี่ปุ่น ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้ถึงกระบวนการทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดภูมิประเทศของญี่ปุ่นผ่านข้อมูลเกี่ยวกับแนวรอยเลื่อนอิโตอิกาวะ–ชิซุโอกะ และการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวรทั้งหมด 6 โซน เช่น โซน “Fascinating Jade” ที่รวบรวมหยกหลากสีและลวดลาย ซึ่งเป็นแร่ประจำเมืองอิโตอิกาวะ, โซน “Birth of the Japanese Islands” ที่อธิบายกระบวนการกำเนิดหมู่เกาะญี่ปุ่นจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลก, โซน “Changing Land” ที่นำเสนอภัยธรรมชาติอย่างภูเขาไฟและแผ่นดินไหว รวมถึงโซน “Fascinating Fossils” และ “Fascinating Minerals” ที่จัดแสดงฟอสซิลและแร่ธาตุจากทั้งในและต่างประเทศ พื้นที่อื่น ๆ ยังมีมุมข้อมูลอุทยานธรณีโลกยูเนสโก (Geopark Information Corner) และสวนหินกลางแจ้งพร้อมแผนที่หินญี่ปุ่นที่มีจุดเด่นเป็นหยกแกะสลักรูปพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นมุมถ่ายภาพยอดนิยมของผู้มาเยือน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9.00 น. ถึง 17.00 น.

วันหยุด: วันที่ 28 ธันวาคมถึง 4 มกราคม

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 700 เยน เด็กโต 300 เยน เด็กเล็ก ฟรี

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Joetsu Shinkansen → ลงที่สถานี Itoigawa (ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที) → ออกจากสถานีเดินหรือแท็กซี่ไปพิพิธภัณฑ์ประมาณ 10 นาที

จากสถานีนีงาตะ นั่งรถไฟสาย JR Shinetsu Main Line → ลงที่สถานี Itoigawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที) → เดินหรือแท็กซี่ต่อประมาณ 10 นาทีไปพิพิธภัณฑ์

13. พิพิธภัณฑ์ดอกไม้ไฟนางาโอกะ (Nagaoka Fireworks Museum)

Nagaoka Fireworks Museum

พิพิธภัณฑ์ดอกไม้ไฟนางาโอกะ (Nagaoka Fireworks Museum) ตั้งอยู่ในเมืองนางาโอกะ จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสถานที่ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเทศกาลดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้เข้าชมฟรีและตั้งอยู่ใกล้กับสถานี JR Nagaoka ทำให้สะดวกต่อการเดินทางไปเยี่ยมชม ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงดอกไม้ไฟจำลองขนาดต่าง ๆ รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตดอกไม้ไฟ ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคและประวัติความเป็นมาของการประดิษฐ์ดอกไม้ไฟในญี่ปุ่น

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์ดอกไม้ไฟนางาโอกะ คือ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีการจัดกิจกรรม และนิทรรศการพิเศษในช่วงเทศกาลดอกไม้ไฟนางาโอกะ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 2 และ 3 สิงหาคมของทุกปี ในช่วงนี้ ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสประสบการณ์การชมดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีการจุดดอกไม้ไฟมากกว่า 20,000 นัด ไฮไลต์ของงานคือดอกไม้ไฟชุด “Sho-sanshakudama” ที่มีความกว้างของดอกไม้ไฟเมื่อบานเต็มที่ถึง 650 เมตรบนท้องฟ้า และดอกไม้ไฟชุด “Phoenix Fireworks Wishing for Complete Recovery” ที่ยิงดอกไม้ไฟสีแดงต่อกันเป็นทางยาวถึงประมาณ 2 กิโลเมตร การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในช่วงนี้จะช่วยให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจและซาบซึ้งกับความหมายและความสำคัญของเทศกาลดอกไม้ไฟนางาโอกะอย่างลึกซึ้ง

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 10.00 น. ถึง 17.30 น.

วันหยุด: ปิดทุกวันพุธ (ถ้าวันพุธ ตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนหยุดเป็นวันถัดไปแทน)

หยุดช่วงปีใหม่ 31 ธันวาคม – 2 มกราคม

ค่าบริการ: ส่วนจัดแสดงหลักเข้าฟรี แต่ถ้าเข้าโรงภาพยนตร์โดม (Fireworks Theater) จะมีค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 600 เยน และเด็ก 300 เยน

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็น สาย Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Nagaoka ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที จากสถานี Nagaoka เดินไป จุดขึ้นรถบัส (หน้าสถานีทางฝั่งตะวันตก) ขึ้น รถบัสสาย Uchino Line (内野線) ไปลงที่ป้าย Hanabikan-mae (花火館前) ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เดินต่ออีกเล็กน้อยก็ถึงพิพิธภัณฑ์

จากสถานีนีงาตะ นั่ง JR Shinetsu Main Line หรือ Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Nagaoka ใช้เวลาประมาณ 25–50 นาที (ขึ้นอยู่กับสายที่เลือก) ต่อ รถบัส หรือ แท็กซี่ ไปที่พิพิธภัณฑ์ตามขั้นตอนเดียวกันด้านบน ประมาณ 20 นาทีโดยรถบัส หรือ 15 นาทีโดยแท็กซี่

14. เหมืองทองซาโดะ Sado Kinzan (Sado gold mine)

Sado gold mine

เหมืองทองซาโดะ (Sado Kinzan) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เหมืองทองคำแห่งเกาะซาโดะ” Sado Island เป็นหนึ่งในเหมืองทองและเงินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนเกาะซาโดะ จังหวัดนีงาตะ ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งล่าสุดของญี่ปุ่นโดย UNESCO ถือว่าเป็นมรดกโลกแห่งที่ 26 ของญี่ปุ่น เหมืองแห่งนี้เริ่มเปิดทำการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1601 ในสมัยโชกุนโตกุงาวะ และดำเนินการต่อเนื่องยาวนานเกือบ 390 ปี จนกระทั่งปิดตัวลงในปี 1989 ตลอดช่วงเวลานั้น Sado Kinzan มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลเอโดะ โดยสามารถผลิตทองคำได้ประมาณ 78 ตัน และเงินอีกกว่า 2,300 ตัน ว่ากันว่าเคยขุดทองออกมาได้มากที่สุดในญี่ปุ่นกว่า 400 กิโลกรัม ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึงศตวรรษที่ 19

ในปัจจุบัน Sado Kinzan ได้รับการอนุรักษ์และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมอุโมงค์สองระบบที่สะท้อนวิวัฒนาการการทำเหมืองจากยุคใช้แรงงานมือสู่การใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ ไฮไลต์สำคัญยังรวมถึงการจัดแสดงกระบวนการผลิตทองคำแบบครบวงจรในอดีต การบริหารจัดการเหมืองโดยบริษัทมิตซูบิชิในยุคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเล่าถึงประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: วันจันทร์ – ศุกร์ 10.00 น. ถึง 17.00 น.

วันเสาร์ – อาทิตย์ 10.00 น. ถึง 21.00 น.

ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1000 เยน เด็กโต 500 เยน เด็กเล็กต่ำกว่า 6 ปี ฟรี

วิธีไป: เรือเฟอร์รี่ จากท่าเรือ Niigata Port (Niigata Ferry Terminal) ไปยังท่าเรือ Ogi หรือ Mano บนเกาะซาโดะ ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง

รถบัส จากท่าเรือไปยังเหมืองทองซาโดะ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

หมายเหตุ: ควรเช็ครอบเรือกับรถบัสให้เรียบร้อยอีกครั้งก่อนเดินทาง เวลาและรอบการเดินทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง

15. การล่องเรือแทงงิริ (Shukunegi Hangiri)

Shukunegi Hangiri

การล่องเรือแทงงิริ (Shukunegi Hangiri) คือ หนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวสุดพิเศษบนเกาะซาโดะ (Sado Island) จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์นั่งเรือไม้ทรงกลมแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า “ทารุบูเนะ” (Tarubune) หรือที่รู้จักในชื่อ “แทงงิริ” (Hangiri) ซึ่งเคยถูกใช้โดยชาวประมงหญิงในอดีตสำหรับจับหอยเป๋าฮื้อและสาหร่ายใกล้ชายฝั่งในพื้นที่น้ำตื้น เรือมีลักษณะคล้ายถังไม้ขนาดใหญ่ ทำจากไม้ซีดาร์ญี่ปุ่น มีเสน่ห์เฉพาะตัวและมีความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวซาโดะมาอย่างยาวนาน ภายในเรือจะมีกระจกใสสามารถดูใต้น้ำได้ด้วย เป็นไฮไลต์โดยเฉพาะคนที่ชอบดู การ์ตูน Spirited Away

จุดขึ้นเรือยอดนิยมอยู่ที่หมู่บ้านชุคุเนงิ (Shukunegi) ซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้แบบเอโดะและมีประวัติศาสตร์การเดินเรืออย่างเข้มข้น การล่องเรือแทงงิริมักใช้เวลาประมาณ 10 นาที นักท่องเที่ยวจะได้ลองพายเรือเองหรือมีเจ้าหน้าที่ในชุดพื้นเมืองช่วยพาย พร้อมโอกาสถ่ายภาพสวย ๆ กับทิวทัศน์ของอ่าวโองิ (Ogi Bay) ความรู้สึกย้อนยุคและความเป็นเอกลักษณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ในญี่ปุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8.00 น. ถึง 17.30 น.

ค่าบริการ: ราคาเริ่มต้น ผู้ใหญ่ 800 เยน เด็ก 500 เยน ราคาขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก

วิธีไป: จากสถานีโตเกียว นั่ง Joetsu Shinkansen → ลงที่ สถานี Niigata (ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.) เดินหรือนั่งรถบัสต่อไปยัง ท่าเรือ Niigata Ferry Terminal (ประมาณ 15 นาที) ขึ้น เรือเฟอร์รี่ (Sado Kisen) → ไปยัง ท่าเรือ Ryotsu บนเกาะซาโดะ (2 ชม. 30 นาที จาก Ryotsu นั่งรถบัสหรือเช่ารถ → ไปยัง Shukunegi (ใกล้เมือง Ogi) ใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชม. 30 นาที

จากสถานีนีงาตะ เดินทางไปยัง ท่าเรือ Niigata Ferry Terminal (รถบัสหรือแท็กซี่ ประมาณ 15 นาที) ขึ้น เรือเฟอร์รี่ไปยังท่าเรือ Ryotsu (2 ชม. 30 นาที) จาก Ryotsu นั่งรถบัสหรือเช่ารถ → ไปยัง Shukunegi/Ogi (1 ชม. 30 นาที)

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด