โคจิ (Kochi) 

,

ชิโกกุ (Shikoku)

24 สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดโคจิ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ที่ไม่ควรพลาด

จังหวัดโคจิ (Kochi) ตั้งอยู่ในบริเวณภูมิภาคชิโกะคุ (Shikoku) เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน  สถานที่ท่องเที่ยว โคจิ ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดโคจิ ได้แก่ ปราสาทโคจิ (Kochi-jo) เก่าแก่ในสมัยเอโดะอายุมากกว่า 400ปี แม่น้ำชิมันโตะ (Shimanto River) แม่น้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความใสสะอาด หาดคัทสึระ (Katsura Hama) หาดทรายสีขาวโพลนตัดกับน้ำทะเลสวยราวกับภาพวาด และยังมีพิพิธภัณฑ์อันปังแมน (Anpanman Museum) การ์ตูนยอดฮิตยุค 80 ที่โด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีอาหารขึ้นชื่ออย่าง ปลาโบนิโตะ หรือคัตสึโอะ ก็คือเนื้อปลาโอตากแห้งที่เรารู้จัก และยังมีพืชผลหลายชนิดที่ปลูกได้มากเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น มะเขือม่วง ขิงญี่ปุ่น พริกชิชิโต และส้มยูซุ แต่วันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดโคจิ ถ้าหากมีโอกาสได้มาเยือนรับลองไม่ผิดหวัง!

24 สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดโคจิ ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ ที่ไม่ควรพลาด

1. ปราสาทโคจิ (Kochi Castle)

Kochi Castle

ปราสาทโคจิ เป็นปราสาทห้าชั้นที่ตั้งอยู่บนยอดเนินจึงให้วิวที่สวยสุดยอด ถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1601-1611 อายุมากกว่า 400 ปี เป็น 1 ใน 12 ปราสาทเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ที่ยังคงสภาพดั้งเดิม และยังติด 1 ใน 100 ปราสาทที่สวยงามของประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่รอดพ้นจากสงคราม ไฟ และภัยพิบัติอื่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน โครงสร้างภายในตกแต่งด้วยไม้ที่รักษาความเป็นเอโดะเอาไว้ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองจากชั้นบนของหอคอยปราสาทได้อีกด้วย

บริเวณหอคอยขั้นบนสุด สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองโคจิได้แบบ 360 องศา และภายในปราสาทมีการจัดแสดงประวัติศาสตร์ของปราสาท เมือง ขุนนาง และข้าวของเครื่องที่ใช้ในยุคนั้น นอกจากนี้ทุกๆ วันอาทิตย์จะมีการจัดตลาดเรียกว่า Sunday Market ขึ้นที่บริเวณรอบๆ ปราสาท ตลอดเส้นทางจะค่อนข้างครึกครื้นเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย เช่น ร้านขายของท้องถิ่น และร้านขายของเก่า เป็นต้น

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. ถึง 17:00 น. (เข้าปราสาทได้ถึงเวลา 16:30 น.)
วันหยุด: หยุดวันที่ 26 ธันวาคม  – 1 มกราคม
ค่าเข้า: อายุ 18 ปีขึ้นไป 420 เยน / ต่ำกว่า 18 ปี เข้าฟรี
วิธีไป: รถรางจากสถานีเจอาร์โคจิได้ (15 นาที) ลงที่ป้ายรถรางโคชิโจมาเอะ (Kochijo-mae) แล้วเดินประมาณ 5 นาที

2. ตลาดฮิโรเมะ (Hirome Market)

Hirome Market

ตลาดฮิโรเมะ (Hirome Market) ตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทโคจิ (Kochi Castle) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครัวแห่งโคจิ” เป็นตลาดในร่มที่คึกคักอยู่ตลอดทั้งวัน เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น เพราะตลาดแห่งนี้เป็นตลาดที่รวบรวมร้านอาหารสไตล์แผงลอย ร้านขายของฝาก ของใช้ และเสื้อผ้าไว้กว่า 60 ร้านค้าในพื้นที่เดียวกัน จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของฮิโรเมะ คือ การเป็นเหมือน ฟู้ดคอร์ทขนาดใหญ่ ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านโปรดต่าง ๆ แล้วนำมารวมกันนั่งรับประทานที่โต๊ะส่วนกลางที่มีอยู่มากมาย ทำให้ผู้มาเยือนมีโอกาสลิ้มรสอาหารท้องถิ่นของโคจิได้อย่างครบถ้วนในครั้งเดียว และยังได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารร่วมกันอย่างเป็นกันเองของคนในพื้นที่อีกด้วย

ไฮไลต์ของ ตลาดฮิโรเมะ คือ การได้ลิ้มลองเมนูเด็ดประจำจังหวัดโคจิอย่าง ปลาคัตสึโอะโนะทาทากิ (Katsuo no Tataki) หรือ ปลาโบนิโตะย่างฟาง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น เนื้อโทสะแดง เกี๊ยวซ่า อาหารทะเลหายาก และเมนูจากเนื้อวาฬ ซึ่งสามารถจับคู่กับเหล้าสาเกท้องถิ่นรสแห้งและเบียร์ได้อย่างลงตัว

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด: เปิดทุกวันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 10:00 น. ถึง 23:00 น.
วันอาทิตย์ เวลา 9:00 น. ถึง 23:00 น.
ค่าเข้า: ฟรี
วิธีไป: จากสถานี Kochi (Kochi Station) → นั่งรถไฟ JR Dosan Line → ลงที่ สถานี Harimaya-bashi (ประมาณ 20 นาที) → เดินต่อไปยัง Hirome Market (ประมาณ 5 นาที)

3. สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะ (The Kochi Prefectural Makino Botanical Garden)

The Kochi Prefectural Makino Botanical Garden

สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะ หรือที่รู้จักในชื่อ สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะประจำจังหวัดโคจิ ตั้งอยู่บนยอดเขาโกไดในจังหวัดโคจิ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสวนพฤกษศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี 1958 เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.โทมิ ทาโร มาคิโนะ (Dr. Tomitaro Makino) ผู้เป็นชาวโคจิและได้รับการขนานนามว่าเป็น “บิดาแห่งพฤกษศาสตร์ญี่ปุ่น” ซึ่งท่านได้รวบรวมตัวอย่างพืชไว้กว่า 400,000 ชิ้นและตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้กับพืชกว่า 1,500 ชนิด สวนแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 8 เฮกตาร์ จัดแสดงพืชป่าและพืชเพาะปลูกที่เกี่ยวข้องกับ ดร.มาคิโนะ มากกว่า 3,000 ชนิด ทำให้ผู้มาเยือนสามารถเพลิดเพลินกับความงามของดอกไม้นานาพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงพืชหายากในญี่ปุ่นและพืชเฉพาะถิ่นของจังหวัดโคจิด้วย

ไฮไลต์ของ สวนพฤกษศาสตร์มากิโนะ คือ “เรือนกระจกขนาดใหญ่” ที่เต็มไปด้วยพืชเมืองร้อน ไม้ป่า และกล้วยไม้สีสันสดใสจากทั่วโลก ให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในป่าดิบชื้น นอกจากนี้ยังมี Makino Museum of Plants & People Exhibition Hall ที่จัดแสดงผลงานและความสำเร็จของ ดร.มากิโนะ โดยเฉพาะภาพวาดทางพฤกษศาสตร์ที่ท่านวาดด้วยมือซึ่งแสดงถึงความทุ่มเทในการศึกษาพืชพรรณตลอดชีวิตของท่าน สวนนี้ยังโดดเด่นในฐานะศูนย์วิจัยและอนุรักษ์พืชป่าของโคจิ และจากจุดชมวิวบนเนินเขา ยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของเมืองโคจิและมหาสมุทรแปซิฟิกในวันที่อากาศแจ่มใสได้อีกด้วย

4. ชายหาดคัตสึระฮามะ (Katsurahama) – จุดชมวิว

Katsurahama

ชายหาดคัตสึระฮามะ (Katsurahama) หนึ่งในจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดโคจิ เป็นชายหาดรูปโค้งแห่งนี้โดดเด่นด้วยทรายสีขาวตัดกับแนวต้นสนสีเขียว และมีฉากหลังเป็นมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ สร้างความรู้สึกอิสระและน่าประทับใจ โดยเราจะสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของทะเลเซโตะ (Seto Inland Sea) ได้ ซึ่งทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนและสัมผัสความเงียบสงบของธรรมชาติ นอกจากนี้ บริเวณชายหาดยังมีทิวทัศน์ของต้นไม้และภูเขาที่สวยงามและเหมาะแก่การเดินเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการถ่ายภาพหรือปิกนิกอีกด้วย

ไฮไลต์ของ ชายหาดคัตสึระฮามะ คือ รูปปั้นสำริดของซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma) วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงปลายยุคเอโดะ ซึ่งยืนตระหง่านอยู่บนแหลมริวซึ (Ryuzu Cape) เพื่อมองออกไปยังมหาสมุทร ตำแหน่งที่ตั้งอันเป็นมงคลนี้ทำให้คัตสึระฮามะไม่ได้เป็นเพียงจุดชมวิวธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้รักประวัติศาสตร์ที่ต้องการสัมผัสถึงจิตวิญญาณของผู้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปญี่ปุ่นให้ทันสมัยอีกด้วย แม้ว่าจะมีกระแสน้ำที่แรงจนทำให้ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้ แต่ชายหาดแห่งนี้ก็เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินเล่นอย่างผ่อนคลาย การชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ติดอันดับ 1 ใน 100 จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ดีที่สุด และการชื่นชมทัศนียภาพอันน่าทึ่งจากศาลเจ้าวาตัตสึมิ (Wadatsumi Shrine) ที่ตั้งอยู่บนแหลมริวโอ (Ryuo Cape)

5. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคัตสึระฮามะ (Katsurahama Aquarium)

Katsurahama Aquarium

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคัตสึระฮามะ (Katsurahama Aquarium) ตั้งอยู่ริมหาดคัตสึระฮามะ ในจังหวัดโคจิ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1931 และมีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองที่แตกต่างจากอควาเรียมขนาดใหญ่ทั่วไป แม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ก็จัดแสดงสิ่งมีชีวิตทางทะเลหลากหลายชนิดประมาณ 220 สปีชีส์และสัตว์กว่า 4,000 ตัว โดยเน้นไปที่สัตว์หายากและปลาท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในอ่าวโทสะ จุดเด่นที่สำคัญคือการให้ผู้เข้าชมได้มีโอกาส สัมผัสและใกล้ชิด กับสัตว์อย่างมากผ่านกิจกรรมให้อาหารสัตว์ต่างๆ เช่น เต่าทะเล เพนกวิน สิงโตทะเล และคาปิบารา นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่น่าประทับใจของ ปลาอะคาเมะ (Akame) หรือปลากะพงตาแดงในตำนานแห่งอ่าวโทสะ ซึ่งดวงตาของมันจะเรืองแสงสีแดงภายใต้แสงไฟพิเศษ ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยาก

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคัตสึระฮามะ คือ การแสดงความสามารถของสัตว์ทะเลที่มีการฝึกฝนมาอย่างดี เช่น การแสดงของปลาฉลามและการเล่นกับแมวน้ำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้อาหารสัตว์ เช่น เต่าทะเล เพนกวิน และสิงโตทะเล ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในการสังเกตพฤติกรรมของพวกมันอย่างใกล้ชิด และที่ขาดไม่ได้คือ มาสคอตสุดน่ารักของพิพิธภัณฑ์ อย่าง “โอโทโดะจัง” (Otodo-chan) ที่โด่งดังในโซเชียลมีเดีย ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับประสบการณ์การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคัตสึระฮามะ

6. แหลมอะชิซุริ (Cape Ashizuri) – จุดชมวิว

Cape Ashizuri

แหลมอะชิซุริ (Cape Ashizuri) ตั้งอยู่ทางปลายใต้สุดของเกาะชิโกกุ ในจังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่งดงามและโดดเด่นด้วยทัศนียภาพอันตระการตาของมหาสมุทรแปซิฟิกที่แผ่กว้างออกไปถึง 270 องศา ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสได้ถึงความโค้งของโลกอย่างแท้จริง บนแหลมนี้มี ประภาคารแหลมอาชิซุริ (Cape Ashizuri Lighthouse) ซึ่งเป็นหนึ่งในประภาคารขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพื้นที่ นอกจากความงามของหน้าผาหินแล้ว แหลมอาชิซุริยังเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติอาชิซุริ-อุวะไค (Ashizuri-Uwakai National Park) ที่อุดมไปด้วยพืชกึ่งเขตร้อนหลากหลายชนิด รวมถึงต้นคาเมลเลีย (Camellia) จำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ดอกคาเมลเลียบานเต็มที่จะสวยงามเป็นพิเศษ

ไฮไลต์ของ แหลมอะชิซุริ คือ ไม่ได้มีเพียงแค่ทัศนียภาพทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมของความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อีกด้วย ที่นี่เป็นที่ตั้งของ วัดคงโงฟุกุจิ (Kongofuku-ji Temple) ซึ่งเป็นวัดลำดับที่ 38 ในเส้นทางแสวงบุญชิโกกุ 88 แห่ง (Shikoku 88 Temple Pilgrimage) มีบรรยากาศที่เงียบสงบและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณตามรอยพระโคโบไดชิ (Kukai) นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางเดินเท้าเลียบชายฝั่งยาวประมาณ 2 กิโลเมตร สามารถเดินชมสถานที่ลึกลับที่เรียกว่า “สิ่งมหัศจรรย์เจ็ดประการของโคโบไดชิ” และหอชมวิวต่างๆ ได้ และยังมีชายฝั่งทัตสึคุชิและมิโนะโคชิใกล้ๆ กัน นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือท้องกระจกเพื่อชม แนวปะการังและปลาเขตร้อน ในทะเลที่ใสสะอาดได้อีกด้วย

7. สวนสัตว์โนะอิจิ (Noichi Zoological Park)

Noichi Zoological Park

สวนสัตว์โนะอิจิ (Noichi Zoological Park) เป็นสวนสัตว์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของ การออกแบบสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์มากที่สุด จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น แนวคิดหลักของที่นี่คือการสร้างความสุขให้ทั้งผู้เข้าชมและสัตว์เลี้ยง โดยเน้นการจัดแสดงแบบเปิดโล่งที่ไร้กรงขังบดบังสายตา ทำให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสวิถีชีวิตของสัตว์นานาชนิดจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นโซนป่าเขตร้อน โซนทุ่งหญ้าสะวันนา หรือโซนป่าพื้นเมืองของญี่ปุ่น ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของแมกไม้ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่

ไฮไลต์ของ สวนสัตว์โนะอิจิ คือ “ฝูงลีมอร์หางแหวน” ที่อาศัยอยู่บนเกาะจำลองอย่างอิสระ และ “นกกระสาปากพลั่ว” (Shoebill) นกหายากหน้าตาประหลาดที่มีท่าทางสงบนิ่งจนดูเหมือนรูปปั้น ซึ่งหาชมได้ยากมากในสวนสัตว์ทั่วไป และโซนสัตว์ป่าในที่ร่มที่จำลองระบบนิเวศได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีโซนสัตว์พื้นเมืองของเกาะชิโกกุ และกิจกรรมให้อาหารสัตว์ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกับสัตว์น้อยใหญ่อย่างอบอุ่น

8. มุโรโตะ ดอลฟิน เซ็นเตอร์ (Muroto Dolphin Center)

Muroto Dolphin Center

มุโรโตะ ดอลฟิน เซ็นเตอร์ (Muroto Dolphin Center) ตั้งอยู่ในเมืองมุโรโตะ จังหวัดโคจิของญี่ปุ่น เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รักการเรียนรู้เกี่ยวกับโลมาและธรรมชาติทางทะเล ศูนย์นี้มีการจัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับโลมาอย่างละเอียด และเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับโลมาในสภาพแวดล้อมที่เหมือนธรรมชาติจริงๆ โดยเฉพาะการแสดงของโลมาที่มักจะมีการจัดแสดงสด ซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจและให้ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารและพฤติกรรมของโลมา

ไฮไลต์ของ Muroto Dolphin Center คือ ผู้เข้าชมสามารถใกล้ชิดกับโลมาได้จริง ผ่านกิจกรรมต่างๆ มีให้เลือกตามระดับความใกล้ชิด ตั้งแต่การยืนบนแพเพื่อลูบตัวและให้อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมยอดฮิตอย่างการลงไปว่ายน้ำกับโลมาในสระ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารและสัมผัสความแสนรู้ของพวกมันด้วยตัวเอง นอกจากนี้ศูนย์แห่งนี้ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กและครอบครัว เพื่อปลูกฝังความรู้และความเข้าใจในเรื่องของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของเราอีกด้วย

9. แหลมมุโรโตะ (Cape Muroto) – จุดชมวิว

Cape Muroto

แหลมมุโรโตะ (Cape Muroto) ตั้งอยู่ปลายสุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดโคจิ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น Global Geopark โดยยูเนสโก เนื่องจากมีทัศนียภาพทางธรณีวิทยาที่โดดเด่นและหาดูได้ยาก จุดเด่นของที่นี่คือแนวชายฝั่งที่เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก ก่อเกิดเป็นโขดหินรูปร่างแปลกตาและหน้าผาชันที่ปะทะกับเกลียวคลื่นสีครามของมหาสมุทรแปซิฟิก

ไฮไลต์ของ แหลมมุโรโตะ คือ นอกจากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญตามรอยท่านคูไค (Kobo Daishi) และถ้ำมิคุะโดะ (Mikurado Cave) ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ท่านบรรลุธรรมขณะมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่บรรจบกันระหว่างท้องฟ้าและทะเล นอกจากนี้ยังมี ประภาคารมุโรโตะซากิ (Murotosaki Lighthouse) ประภาคารสีขาวบริสุทธิ์ที่มีเลนส์ขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งคอยส่องสว่างนำทางเรือมาตั้งแต่ปี 1899 ถือเป็นจุดชมวิวเพื่อดื่มด่ำกับทัศนียภาพแบบพาโนรามาที่มองเห็นความโค้งของโลกได้อย่างชัดเจน

10. อนุสาวรีย์ ซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma Statue)

Sakamoto Ryoma Statue

อนุสาวรีย์ ซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma Statue) รูปปั้นซากาโมโตะ เรียวมะ ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเหนือชายหาดคัตสึระฮามะ (Katsurahama Beach) เป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญที่สุดของจังหวัดโคจิเพื่อเป็นเกียรติแก่รัฐบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสู่ยุคใหม่ รูปปั้นทองแดงแห่งนี้มีความสูงรวมฐานถึง 13.5 เมตร แสดงภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเรียวมะในชุดกิโมโน สวมรองเท้าบูท และสายตาที่จ้องมองออกไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิกอย่างแน่วแน่ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลและความมุ่งมั่นในการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่ลมพัดผ่านตลอดเวลา ทำให้รูปปั้นนี้ดูมีพลังและเป็นจุดที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง

ไฮไลต์ของ อนุสาวรีย์ ซากาโมโตะ เรียวมะ คือ การได้ยืนมองภาพเดียวกับที่เรียวมะเห็น นั่นคือท้องทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งในอดีตเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ที่เขาใช้ฝึกฝนความคิดและวางแผนเพื่ออนาคตของประเทศ นอกจากความสวยงามของตัวรูปปั้นแล้ว ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี จะมีการสร้างนั่งร้านพิเศษสูงเทียบเท่าระดับสายตาของรูปปั้นเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ขึ้นไป “สบตา” และถ่ายรูปคู่กับเรียวมะในระยะประชิดอย่างใกล้ชิด

11. พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานซากาโมโตะ เรียวมะ (The Sakamoto Ryoma Memorial Museum)

The Sakamoto Ryoma Memorial Museum

พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ซากาโมโตะ เรียวมะ (The Sakamoto Ryoma Memorial Museum) ตั้งอยู่ที่เมืองโคจิ (Kochi) บนเกาะชิโกะกุ เป็นสถานที่สำคัญที่แสดงถึงชีวิตและผลงานของซากาโมโตะ เรียวมะ บุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในช่วงยุคซามูไรและการปฏิวัติเมจิ เรียวมะได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของญี่ปุ่น ด้วยการผลักดันให้มีการเปิดประเทศและสิ้นสุดการปกครองของรัฐบาลโชกุนโทกุงาวะ เขามีส่วนร่วมในเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น การสนับสนุนการสร้างกองเรือเดินสมุทรและการร่วมมือกับกลุ่มนักปฏิวัติในการยุติการปกครองของรัฐบาลเก่า พิพิธภัณฑ์นี้จึงเป็นสถานที่ที่ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการเผยแพร่เรื่องราวที่สำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคนั้น

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานซากาโมโตะ เรียวมะ คือ การจัดแสดงที่สมจริงและครอบคลุมเกี่ยวกับชีวิตของซากาโมโตะ เรียวมะ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองห้องทำงานของเขา, เอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ, รวมถึงเครื่องมือและอาวุธที่เขาใช้ในการต่อสู้ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจถึงอิทธิพลและแนวคิดของเรียวมะในช่วงเวลานั้น จุดเด่นอีกประการหนึ่งคือวิวทิวทัศน์ที่สวยงามจากพิพิธภัณฑ์ที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองโคจิและทะเล ซึ่งทำให้การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นี้เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์

12. ศาลเจ้าวาตะสึมิ (Watatsumi Shrine)

Watatsumi Shrine

ศาลเจ้าวาทาสึมิ (Watatsumi Shrine) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ริวกูซามะ” (Ryugu-sama) ตั้งอยู่บนแนวชายฝั่งทาเนซากิอันงดงามของจังหวัดโคจิ ศาลเจ้าแห่งนี้อุทิศให้แก่เทพเจ้าแห่งท้องทะเลตามความเชื่อโบราณของญี่ปุ่น โดยมีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่ เสาโทริอิสีแดงสด ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโขดหินริมมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดกับสีครามของน้ำทะเลและท้องฟ้าอย่างลงตัว บรรยากาศรอบศาลเจ้าเต็มไปด้วยความเงียบสงบและมนต์ขลัง สัมผัสได้ถึงพลังของธรรมชาติที่ผสานเข้ากับความศรัทธา

ไฮไลต์ของ ศาลเจ้าวาตะสึมิ คือ ทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ขึ้นและตกดิน ซึ่งแสงแดดจะอาบไล้เสาโทริอิและท้องทะเลจนกลายเป็นสีทองอร่าม มอบภาพที่สวยงามราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด นอกจากนี้ ผู้คนนิยมมาสักการะเพื่อขอพรให้การเดินทางทางน้ำปลอดภัยและการประมงราบรื่น รวมถึงโชคลาภที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ตัวศาลเจ้าตั้งอยู่ใกล้กับสวนทาเนซากิชิโดริ (Tanezaki Chidori Park) ทำให้การเดินทางมาเยือนสะดวกสบายและสามารถเดินเล่นชมวิวริมหาดทรายขาวได้ต่อ

13. พิพิธภัณฑ์ไคโยโดะ ชิมันโตะ (Kaiyodo Hobby Museum Shimanto)

Kaiyodo Hobby Museum Shimanto

พิพิธภัณฑ์ไคโยโดะ ชิมันโตะ (Kaiyodo Hobby Museum Shimanto) ตั้งอยู่ในจังหวัดโคจิ (Kochi) ประเทศญี่ปุ่น ความโดดเด่นที่สุดคือการดัดแปลงอาคารเรียนเก่าที่ถูกทิ้งร้างให้กลายเป็น “อาณาจักรแห่งโมเดล” ระดับโลก ภายใต้การดูแลของบริษัท Kaiyodo ผู้ผลิตฟิกเกอร์ชั้นนำ ที่นี่รวบรวมผลงานสุดประณีตนับหมื่นชิ้น ตั้งแต่ฟิกเกอร์จากอนิเมะชื่อดัง สัตว์โลกเสมือนจริง ไปจนถึงไดโนเสาร์และสัตว์ประหลาด เรือใบไม้โบราณขนาดมหึมา ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงนิทรรศการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นชั้นวางจัดแสดงโมเดลจิ๋วนับไม่ถ้วน สร้างบรรยากาศการผจญภัยที่ผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และมนต์เสน่ห์ของชนบทได้อย่างลงตัว

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์ไคโยโดะ ชิมันโตะ คือ นอกเหนือจากการเดินชมตู้โชว์ที่อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ของวงการของเล่นแล้ว จุดเด่นที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจ คือ ห้องจัดแสดงสามมิติ (Diorama) ที่จำลองฉากจากภาพยนตร์และธรรมชาติด้วยความละเอียดสูงระดับมาสเตอร์พีซ นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังมี กิจกรรมเวิร์กชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ลองลงสีฟิกเกอร์ด้วยฝีมือตัวเอง เพื่อนำกลับไปเป็นของที่ระลึกชิ้นเดียวในโลก

14. ถ้ำริวงะ หรือ ถ้ำริวกาโดะ (Ryugado Cave)

Ryugado Cave

ถ้ำริวงะ หรือ ถ้ำริวกาโดะ (Ryugado Cave) ตั้งอยู่ในจังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งในสามถ้ำหินปูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและอนุสรณ์สถานทางธรรมชาติของชาติ ถ้ำแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 175 ล้านปี โดยเส้นทางเดินชมภายในมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของประติมากรรมทางธรรมชาติ ทั้งหินงอกหินย้อยรูปทรงแปลกตาและม่านหินปูนที่สลับซับซ้อน นอกจากความงามทางธรณีวิทยาแล้ว ริวกาโดะยังมีความสำคัญทางมานุษยวิทยา เนื่องจากมีการค้นพบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์สมัยยาโยอิ (ประมาณ 2,000 ปีก่อน) ทำให้ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่ผสมผสานเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างลงตัว

ไฮไลต์ของ Ryugado Cave คือ “หม้อดินเผาติดหินปูน” (God’s Vessel) ซึ่งเป็นหม้อดินเผาของมนุษย์โบราณที่ถูกน้ำแร่จากผนังถ้ำกัดเซาะและพอกพูนด้วยหินปูนจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันกับถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์ ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่หาชมได้ยากยิ่ง นอกจากนี้ ภายในถ้ำยังมีการจัดแสดงแสงสีเสียงสุดตระการตาในบางจุดเพื่อเพิ่มบรรยากาศความลึกลับและสวยงาม สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทาย ทางถ้ำยังมี “คอร์สผจญภัย” (Adventure Course) ที่ต้องสวมชุดหมีและหมวกนิรภัยเพื่อคลานลอดไปตามช่องแคบๆ มอบประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าการเดินชมในเส้นทางปกติ

15. วัดจิคุรินจิ (Chikurin-ji Temple)

Chikurin-ji Temple

วัดชิกุรินจิ (Chikurin-ji) ตั้งอยู่บนยอดเขาโกไดซัง (Mt. Godaisan) ในจังหวัดโคจิ เป็นวัดลำดับที่ 31 ในเส้นทางแสวงบุญ 88 แห่งของเกาะชิโกกุ วัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 8 เพื่อประดิษฐานพระโพธิสัตว์มัญชุศรี (Monju Bosatsu) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งปัญญาและความรู้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่มาขอพรด้านการเรียน บรรยากาศภายในวัดเต็มไปด้วยความสงบและร่มรื่นของป่าไผ่และต้นเมเปิ้ลที่เปลี่ยนสีอย่างสวยงามในฤดูใบไม้ร่วง ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่ทรงคุณค่าและได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเยี่ยม

ไฮไลต์ของ วัดจิคุรินจิ คือ เจดีย์ห้าชั้นสีแดงชาด ที่ตั้งตระหง่านตัดกับสีเขียวของธรรมชาติรอบข้าง และ สวนสไตล์เซน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์และมีความงดงามระดับชาติ ซึ่งถูกออกแบบโดยพระปรมาจารย์ด้านจัดสวนอย่าง Muso Soseki นอกจากนี้ วัดชิกุรินจิยังตั้งอยู่ติดกับสวนพฤกษศาสตร์มาคิโนะ (Makino Botanical Garden) ทำให้สามารถแวะมาเพื่อสัมผัสสถาปัตยกรรมทางศาสนาได้ต่อ

16. หุบเขานาคัตสึ (Nakatsu Gorge)

Nakatsu Gorge

หุบเขานาคัตสึ (Nakatsu Gorge) ตั้งอยู่ในเมืองนิโยโดะงาวะ จังหวัดโคจิ เป็นหนึ่งในจุดชมความงามของ “นิโยโดะบลู” (Niyodo Blue) ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ด้วยสายน้ำที่ใสสะอาดราวมรกตไหลผ่านโขดหินขนาดมหึมาที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติมานานนับล้านปี นักท่องเที่ยวสามารถเดินเลียบไปตามทางเดินหินที่ลัดเลาะไปตามลำน้ำ เพื่อสัมผัสความเย็นสดชื่นและทัศนียภาพที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงตัดกับสีฟ้าครามของน้ำได้อย่างงดงามราวกับภาพวาด

ไฮไลต์ของ หุบเขานาคัตสึ คือ น้ำตกอุริว (Uryu Falls) น้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสูงถึง 20 เมตร ซึ่งตั้งอยู่ปลายสุดของเส้นทางเดินป่า โดยมีสายน้ำทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำสีฟ้าลึกท่ามกลางบรรยากาศที่ดูศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ ตลอดทางเดินผู้เยี่ยมชมยังจะได้สนุกกับการตามหา รูปปั้นเทพเจ้าโชคลาภทั้ง 7 (Shichifukujin) ที่ประดิษฐานอยู่ตามจุดต่างๆ ในหุบเขา ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและการประทานพร

17. หมู่บ้านคิตากาวะ “สวนโมเนต์” Kitagawa village “Monet’s Garden” Marmottan

Kitagawa village Monet's Garden

หมู่บ้านคิตากาวะ “สวนโมเนต์” ตั้งอยู่ในจังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวในโลกที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากมูลนิธิ Claude Monet ให้ใช้ชื่อ “สวนโมเนต์” นอกเหนือจากสวนต้นตำรับในหมู่บ้านจิแวร์นี (Giverny) ประเทศฝรั่งเศส สวนแห่งนี้ถูกเนรมิตขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดภาพวาดอิมเพรสชันนิสม์ออกมาให้มีชีวิต โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สวนน้ำ (Water Garden) ที่มีสระบัวหลวงและสะพานสีเขียวพาดผ่านอันเป็นเอกลักษณ์, สวนดอกไม้ (Bordighera Garden) ที่เต็มไปด้วยสีสันของพรรณไม้ตามฤดูกาล และ สวนป่า (Meadow Garden) ที่เน้นความงามแบบธรรมชาติรังสรรค์ มอบประสบการณ์การเดินชมงานศิลปะกลางแจ้งที่เปลี่ยนไปตามแสงและเงาในแต่ละช่วงเวลาของวัน

ไฮไลต์ของ หมู่บ้านคิตากาวะ “สวนโมเนต์” คือ “ดอกบัวสีน้ำเงิน” ซึ่งผลิบานในช่วงฤดูร้อน (มิถุนายน – ตุลาคม) โดยเป็นสายพันธุ์ที่ตัวโมเนต์เองใฝ่ฝันจะปลูกที่ฝรั่งเศสแต่ทำไม่ได้เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย แต่สามารถเติบโตได้อย่างงดงามในภูมิอากาศที่อบอุ่นของจังหวัดโคจิ นอกจากนี้ ภายในสวนยังมีคาเฟ่ที่เสิร์ฟเมนูจากวัตถุดิบในท้องถิ่นและร้านขายของที่ระลึกที่จำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์เฉพาะของโมเนต์ ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงความรักในศิลปะของจิตรกรเอกชาวฝรั่งเศสเข้ากับความประณีตของภูมิทัศน์แบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว

18. Kami City Takashi Yanase Memorial Hall & Anpanman Museum

Kami City Takashi Yanase Memorial Hall & Anpanman Museum

พิพิธภัณฑ์อันปังแมนแห่งเมืองคามิ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองคามิ จังหวัดโคจิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอาจารย์ Takashi Yanase ผู้สร้างสรรค์ตัวละครระดับตำนานอย่าง “อันปังแมน” โดยความพิเศษที่แตกต่างจากสาขาอื่นคือ ที่นี่ทำหน้าที่เป็นหออนุสรณ์สถาน (Memorial Hall) ที่เน้นการจัดแสดงผลงานศิลปะต้นฉบับและจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ภายใต้แนวคิด “ความรักและความกล้าหาญ” ตัวอาคารมีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่เงียบสงบ มอบประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกว่าพิพิธภัณฑ์เด็กทั่วไป เพราะสะท้อนถึงปรัชญาชีวิตและเส้นทางศิลปินของผู้เขียนได้อย่างละเมียดละไม

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์อันปังแมนแห่งเมืองคามิ คือ Anpanman Museum พื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะดั้งเดิมและโลกของอันปังแมนที่สมจริง, Poem & Graffiti Hall ที่รวบรวมงานเขียนและบทกวีสะท้อนตัวตนของอาจารย์ยานาเสะ และ สวนรูปปั้นยักษ์ (Giant Statue) ของเหล่าฮีโร่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านนอก นอกจากนี้ยังมีโซนทางเดินใต้ดินที่ออกแบบให้เหมือนฐานทัพลับ ซึ่งช่วยเติมเต็มจินตนาการให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสำหรับแฟนคลับอันปังแมน

19. พิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดโคจิ (The Museum of Art, Kochi)

The Museum of Art, Kochi

พิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดโคจิ (The Museum of Art, Kochi) เปิดทำการในปี 1993 ตั้งอยู่ในเมืองโคจิ ประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นที่ผสมผสานความสวยงามของน้ำ และแสงธรรมชาติได้อย่างลงตัว พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่จัดแสดงงานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมที่มีทั้งโรงละครและพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่มักจัดนิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะในทุกๆ ปี พิพิธภัณฑ์มีการออกแบบที่สวยงามและทันสมัย ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศในการชมงานศิลปะ

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดโคจิ คือ การครอบครองคอลเลกชันผลงานของ Marc Chagall ศิลปินชาวฝรั่งเศสเชื้อสายรัสเซียที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งรวมถึงผลงานภาพวาดสีน้ำมันและงานกราฟิกที่หาชมได้ยาก สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงศิลปะท้องถิ่นเข้ากับศิลปะสากลระดับโลก จุดเด่นที่ไม่ควรพลาดนอกเหนือจากงานของ Chagall คือ ภาพถ่ายของ Ishimoto Yasuhiro ช่างภาพชื่อดังระดับตำนานที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจังหวัดโคจิ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์รวบรวมไว้หลายหมื่นชิ้นเพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสถึงความประณีตของมุมมองเชิงสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิต

20. พิพิธภัณฑ์ชิโกกุ ออโต้โมบิล (Shikoku Automobile Museum)

Shikoku Automobile Museum

พิพิธภัณฑ์ชิโกกุ ออโต้โมบิล (Shikoku Automobile Museum) ตั้งอยู่ที่จังหวัดโคจิ (Kochi) ประเทศญี่ปุ่น เป็นสวรรค์ของคนรักรถที่รวบรวมยนตรกรรมหายากระดับ “Rare Item” จากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ความโดดเด่นของที่นี่ไม่ใช่แค่จำนวนรถที่มีมากมาย แต่คือคุณภาพและความประณีตในการคัดสรรรถยนต์ระดับตำนานในช่วงยุคทองปี 1960 ถึง 1980 โดยเฉพาะรถสปอร์ตจากยุโรปและรถแข่งแรลลี่ที่หาดูได้ยากมากในปัจจุบัน รถทุกคันได้รับการดูแลรักษาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แบบเสมือนเพิ่งออกจากโรงงาน พร้อมการจัดวางในบรรยากาศกึ่งโกดังที่ให้ความรู้สึกเท่และคลาสสิกในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์ของ Shikoku Automobile Museum คือ คอลเลกชันรถแข่ง Group B Rally ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแรงและความอันตรายในอดีต รวมถึงซูเปอร์คาร์แบรนด์หรูอย่าง Ferrari, Lamborghini, Lotus และ Porsche รุ่นประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีโซนรถยนต์ญี่ปุ่นคลาสสิกและรถจักรยานยนต์หายากที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม จุดเด่นที่สุดคือการที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสกับความสวยงามของตัวถังและรายละเอียดเครื่องยนต์ได้อย่างใกล้ชิด ทำให้ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงที่เก็บรักษารถยนต์ แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีล้อซึ่งเล่าเรื่องราวความเร็วและดีไซน์จากอดีตสู่ปัจจุบัน

21. พิพิธภัณฑ์สถานประวัติศาสตร์ปราสาทโคจิ (Kochi Castle Museum of History)

Kochi Castle Museum of History

พิพิธภัณฑ์สถานประวัติศาสตร์ปราสาทโคจิ (Kochi Castle Museum of History) เป็นแหล่งเรียนรู้ระดับโลกที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับทางเข้าปราสาทโคจิ ทำหน้าที่เป็นคลังมหาสมบัติที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจังหวัดโคจิและตระกูลยามาอุจิ (Yamauchi) อดีตเจ้าเมืองผู้ปกครองแคว้นโทสะ ภายในจัดแสดงศิลปวัตถุและเอกสารโบราณกว่า 67,000 ชิ้น ซึ่งหลายชิ้นได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติและทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ตัวอาคารมีการออกแบบอย่างทันสมัย สวยงาม และใช้กระจกบานใหญ่เพื่อเปิดรับทัศนียภาพอันงดงามของตัวปราสาทโคจิที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสทั้งเรื่องราวในอดีตและทัศนียภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์สถานประวัติศาสตร์ปราสาทโคจิ คือ ระเบียงชมวิวชั้น 3 ซึ่งถือเป็นจุดถ่ายรูปปราสาทโคจิที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะสามารถมองเห็นหอคอยปราสาท (Tenshu) ได้ในระดับสายตาแบบไม่มีอะไรบดบัง นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอย่าง ชุดเกราะซามูไรและดาบโบราณ ที่มีความประณีตสูง รวมถึงการนำเทคโนโลยีมัลติมีเดียมาใช้เล่าเรื่องราวของบุคคลสำคัญอย่าง ซากาโมโตะ เรียวมะ และบทบาทของแคว้นโทสะในช่วงการปฏิรูปเมจิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ร่วม พิพิธภัณฑ์ยังมีโซนกิจกรรมให้ได้ทดลองสวมชุดขุนนางโบราณหรือชุดเกราะจำลอง เพื่อย้อนเวลากลับไปสัมผัสวิถีชีวิตของชนชั้นสูงในสมัยเอโดะ

22. พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma’s Hometown Museum)

Sakamoto Ryoma's Hometown Museum

พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดซากาโมโตะ เรียวมะ (Sakamoto Ryoma’s Hometown Museum) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านคามิมาจิ (Kamimachi) เมืองโคจิ ซึ่งเป็นย่านที่ซากาโมโตะ เรียวมะ วีรบุรุษผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเกิดและเติบโตขึ้นมา แตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทั่วไป เพราะที่นี่เน้นถ่ายทอดเรื่องราวในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของเรียวมะ รวมถึงสภาพสังคมและครอบครัวที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตัวอาคารมีการออกแบบที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายย้อนยุคของสมัยเอโดะ ภายในจัดแสดงนิทรรศการที่เข้าใจง่ายผ่านสื่อมัลติมีเดีย ภาพวาด และโมเดลจำลองเมืองโบราณ ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการถึงชีวิตความเป็นอยู่ของซามูไรระดับล่างในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดซากาโมโตะ เรียวมะ คือ การเดินชม “คอร์ทยาร์ด” หรือสวนกลางแจ้ง ที่มีการจำลองบรรยากาศบ้านพักของตระกูลซากาโมโตะ รวมถึงหุ่นจำลองของเรียวมะในอิริยาบถต่างๆ ที่ดูเป็นกันเองและมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวบนชั้นดาดฟ้าที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของย่านประวัติศาสตร์รอบๆ ได้อย่างสวยงาม จุดเด่นอีกอย่างคือการนำเสนอเรื่องราวผ่าน “วิดีโออนิเมะ” และการ์ตูนช่อง ที่เล่าเหตุการณ์สำคัญในวัยเด็กของเรียวมะ (เช่น เหตุการณ์ที่เขามักจะถูกกลั่นแกล้งแต่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่สาว) ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปและครอบครัว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เท่านั้น

23. สะพานฮาริมายาบาชิ (Harimayabashi)

Harimayabashi

สะพานฮาริมายาบาชิ (Harimayabashi) เป็นแลนด์มาร์คที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดโคจิ โดยมีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่ตัวสะพานไม้สีแดงชาดขนาดเล็กกะทัดรัดที่ทอดข้ามคลองใจกลางเมือง สะพานแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยเอโดะ เดิมสร้างขึ้นโดยพ่อค้าผู้มั่งคั่งเพื่อใช้เป็นทางเชื่อมระหว่างร้านค้าของตน จุดเด่นที่ทำให้สะพานนี้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วญี่ปุ่นคือ เรื่องราวความรักต้องห้าม อันเลื่องชื่อระหว่างพระหนุ่มนามว่า “จุนชิน” และหญิงสาวชาวบ้าน “โอมะ” ซึ่งถูกเล่าขานผ่านบทเพลงพื้นบ้าน “โยซาโกอิ นารุโกะ” (Yosakoi Naruko) จนทำให้สะพานแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานรักกลางเมืองโคจิ

ไฮไลต์ของ สะพานฮาริมายาบาชิ (Harimayabashi) คือ นอกเหนือจากการถ่ายรูปคู่กับ สะพานไม้สีแดงสด คือ การชม นาฬิกาตุ๊กตากล (Karakuri Clock) ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ซึ่งจะออกมาแสดงระบำประกอบดนตรีโยซาโกอิทุกๆ ต้นชั่วโมง นอกจากนี้ บริเวณใต้สะพานยังมีการจัดแสดงแนวกำแพงหินเก่าและทางน้ำไหลจำลอง ให้บรรยากาศย้อนยุคตัดกับความทันสมัยของย่านการค้าโดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเลือกซื้อของฝากในย่านช้อปปิ้งใกล้เคียง หรือจะถ่ายรูปคู่กับสะพานสีแดงสดเพื่อเก็บเป็นที่ระลึกถึงการมาเยือนภูมิภาคชิโกกุ ซึ่งสะพานแห่งนี้ถือเป็นจุดเช็กอินที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของชาวโคจิ

24. ห้องสมุดเหนือเมฆา (Yusuhara Community Library)

Yusuhara Community Library

Yusuhara Community Library ตั้งอยู่ในเมืองยุซุฮาระ จังหวัดโคจิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกของสถาปนิกชื่อดังระดับโลกอย่าง Kengo Kuma ห้องสมุดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่รวมตัวของคนในชุมชน โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง “ไม้สนซีดาร์” ที่หาได้ในท้องถิ่นมาเรียงร้อยเป็นโครงสร้างเพดานแบบสานสลับไปมาอย่างวิจิตรบรรจง (Kigumi) เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ที่ปกคลุมผู้ใช้งานไว้ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเงียบสงบ การออกแบบยังเน้นการเปิดรับแสงธรรมชาติผ่านกระจกบานใหญ่ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทิวทัศน์เทือกเขาที่ล้อมรอบเมืองแห่งนี้ จนได้รับฉายาว่าเป็น “ห้องสมุดเหนือเมฆา”

ไฮไลต์ของ Yusuhara Community Library คือ สถาปัตยกรรมเพดานไม้ ที่เรียงตัวซ้อนกันอย่างมีมิติ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนักออกแบบและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นอกจากความสวยงามแล้ว ห้องสมุดแห่งนี้ยังออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย (Multi-purpose Space) โดยมีไฮไลต์เป็น บันไดไม้ขนาดใหญ่ ที่ลดหลั่นลงมาคล้ายโรงละครกลางแจ้ง ใช้เป็นทั้งที่นั่งอ่านหนังสือและพื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมือง นอกจากนี้ ภายในยังมีโซนคาเฟ่และพื้นที่กึ่งกลางแจ้งที่เชื่อมต่อกับวิวทิวเขาโดยรอบ ทำให้ห้องสมุดกลายเป็น “ห้องนั่งเล่นของเมือง” ที่มีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด