จังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชูในภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) เป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาฮักโกดะ (Mount Hakkoda) ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) และหุบเขาโออิราเสะ (Oirase Gorge) นอกจากนี้ยังมีปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องซากุระที่สวยงามติดอันดับ Top 3 ของญี่ปุ่น ด้วยต้นซากุระใหญ่ถือเป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปกับต้นซากุระ
นอกจากธรรมชาติและประวัติศาสตร์แล้ว อาโอโมริยังเป็นแหล่งผลิตแอปเปิ้ลชื่อดัง “แอปเปิ้ลอาโอโมริ” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหวานกรอบ รวมถึงอาหารทะเลสดใหม่ที่น่าลิ้มลอง และหากมาเยือนในช่วงฤดูร้อน จะได้สัมผัสกับเทศกาลเนบูตะมัตสึริ (Nebuta Matsuri) เทศกาลที่เต็มไปด้วยขบวนพาเหรดโคมไฟขนาดใหญ่ การแสดงกลองไทโกะ และการแสดงพื้นบ้านที่จัดขึ้นทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้มาเยือน และนี่คือ 21 ที่เที่ยวอาโอโมริ ที่คัดมาให้แล้วสถานที่หลักๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกัน เมื่อมาเยือนจังหวัดนี้!
20 สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดอาโอโมริ รวมจุดไฮไลต์ยอดนิยม
1. ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle)

ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) เป็นปราสาทที่ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรซากิ (Hirosaki) จังหวัดอาโอโมริ เป็นปราสาทหนึ่งเดียวในภูมิภาค Tohoku ที่สร้างในสมัยเอโดะช่วงปี 1611 สวยจนติดอันดับ 1 ใน 3 ปราสาทที่มีความสวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ปราสาทฮิโรซากิเป็นที่รู้จักในเรื่องของความสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อซากุระบานสะพรั่ง ต้นซากุระกว่า 2,600 ต้นมากกว่า 50 สายพันธุ์ จะเปลี่ยนสีสันทำให้บริเวณรอบปราสาทดูสวยงามตระการตา
และยังมีจุดเช่าเรือสำหรับพายชมวิว พื้นที่สำหรับนั่งปิกนิกพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิเป็นจำนวนมาก กลายเป็นจุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และกลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับให้เราชมซากุระยามค่ำคืนกันด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.
ค่าบริการ: ฟรี (บริเวณที่คิดค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 310 เยน / เด็ก 100 เยน)
วิธีไป: จากสถานี Aomori → นั่ง รถไฟ JR Ou Line → ไปลงที่ สถานี Hirosaki (ประมาณ 45 นาที)
จากสถานี Hirosaki → เดินหรือนั่งรถบัสต่อไปยัง Hirosaki Castle (ประมาณ 15–20 นาที)
จากสถานี Shin-Aomori → นั่ง JR Ou Line ไป สถานี Hirosaki (ประมาณ 40 นาที) → เดินหรือนั่งบัสไป Hirosaki Castle
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7CKb43qopSU4PnVo8
2. ตลาดปลาฟุรุคาวะ (Furukawa Fish Market / Aomori Gyosai Center)

ตลาดปลาฟุรุคาวะ (Furukawa Fish Market หรือ Aomori Gyosai Center) ถ้ามาเยือนจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาด “ตลาดปลาฟุรุคาวะ” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอาโอโมริอยู่ไม่ไกลจากสถานีอาโอโมริ ภายใน ตลาดปลาฟุรุคาวะ แห่งนี้จะมีอาหารทะเลสดใหม่เป็นวัตถุดิบอาหารทะเลจากท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อและเป็นวัตถุดิบตามแต่ฤดูกาล จุดไฮไลต์ของตลาดแห่งนี้ คือ นักท่องเที่ยวสามารถรังสรรค์เมนู ข้าวดงบุริ (donburi) ที่เรียกว่า นกเขะเด้ง (Nokke-don) คือ ข้าวหน้าปลาดิบแบบเลือกเอง สามารถใช้คูปองซื้อข้าว + เลือกปลาดิบต่างๆ เองจากร้านในตลาดตามใจชอบได้เลย ไม่ว่าจะเป็น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า หอยเชลล์ ไข่ปลา หมึก และอื่นๆ มากกว่า 30 ร้านให้เลือก
หากต้องการทำ นกเขะด้ง วิธีก็แสนจะง่ายดาย
1. จะต้องทำการซื้อตั๋วตรง Ticket counter ก่อน มีจำหน่าย 2 ราคา ได้แก่ ตั๋วชุด 5 ใบ (750 เยน) และตั๋วชุด 10 ใบ (1,500 เยน) ตั๋วแต่ละใบจะสามารถนำไปแลกของต่างๆ ได้ ภายในตลาดเท่านั้น
2. เริ่มจากการหาร้านที่มี “ธงสีส้ม” จากนั้นนำตั๋วที่ซื้อไว้ไปแลกข้าวหนึ่งถ้วย
3. ตระเวนตามร้านต่างๆ เลือกท็อปปิ้งตามใจชอบรวมถึงปริมาณที่ต้องการได้เลย โดยแต่ละร้านจะมีป้ายเขียนตรงวัตถุดิบไว้ว่าจะต้องใช้ตั๋วกี่ใบ จำนวนตั๋วที่แลกจะแตกต่างกันตามขนาดปริมาณ หรือประเภทของวัตถุดิบ มีตั้งแต่ 1 ถึง 3 ใบ เช่น ซุปมิโสะใช้ 1 ใบ ปลาทูน่าใช้ 2 ใบ
4. หลังจากที่เราได้คัดสรร ข้าวด้ง ในสไตล์ของเราเรียบร้อยแล้ว ก็ไปหาที่นั่งสำหรับรับประทานอาหาร จะอยู่บริเวณชั้น 2 จะมีเครื่องปรุง เช่น วาซาบิ ซอสถั่วเหลือง และขิงให้บริการ “เมื่อรับประทานเสร็จแล้วจะต้องเก็บถาดและแยกขยะของตัวเองด้วย”
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 7:00 น. ถึง 16:00 น.
วันหยุด: หยุดทุกวันอังคาร
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: สถานี Aomori ออกจากสถานี Aomori Station (ฝั่ง East Exit) เดินประมาณ 5 นาที ไปยัง Furukawa Fish Market (Aomori Gyosai Center)
จาก Hirosaki นั่งรถไฟ JR Ou Line จาก สถานี Hirosaki → ไปลงที่ สถานี Aomori (ใช้เวลาประมาณ 45 นาที) เดินต่อ 5 นาที ถึงตลาด
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/odLezJaUZ24TX2eP8
3. พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาโอโมริ (Aomori Museum of Art)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาโอโมริ (Aomori Museum of Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) สถานที่ที่จัดแสดงผลงานศิลปะที่หลากหลาย ศิลปะร่วมสมัยใหม่และศิลปะแบบดั้งเดิม โดยจะจัดแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น และศิลปินชื่อดังจากญี่ปุ่น อย่างเช่น อาโอโมริ เคน (Aomori Ken) รูปปั้น “หมายักษ์สีขาว” ที่มีความสูงกว่า 8 เมตร เป็นหนึ่งในประติมากรรมชุด น้องหมาของนะระ (Nara’s dogs) ผลงานของ โยชิโตโมะ นะระ (Yoshitomo Nara) ศิลปินป๊อปอาร์ตชื่อดังแห่งเมือง
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมในภูมิภาค สถาปัตยกรรมของพิพิธภัณฑ์มีความโดดเด่น และบริเวณรอบ ๆ ก็ได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจทั้งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบศิลปะและผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบของภูมิภาคอาโอโมริ บอกเลยว่า คอศิลปะต้องฟินอย่างแน่นอน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด: วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 9:00 น. ถึง 18:00 น.
วันที่ 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม 9:30 น. ถึง 17:00 น.
วันหยุด: ปิดทุกจันทร์ที่ 2 และ 4 ของทุกเดือน
ค่าบริการ: คนละ 510 เยน สำหรับชมนิทรรศการ
วิธีไป: พิพิธภัณฑ์ศิลปะอาโอโมริ ตั้งอยู่ติดกับป้ายรถเมล์ Keniritsu Bijutsukanmae Bus Stop
รถบัส จากสถานีรถไฟ Aomori ให้นั่งรถบัสปลายทาง Sannai Maruyama Iseki ลงที่ป้าย Kenritsu Bijutsukanmae ใช้เวลาประมาณ 20 นาที (280 เยน)
รถไฟ จากสถานี Aomori นั่งรถไฟ JR Ou Line ไปลงที่ สถานี Shin-Aomori (ประมาณ 5 นาที) ต่อรถบัส/แท็กซี่ หรือเดินต่อไปยังพิพิธภัณฑ์ 10–25 นาที
จาก สถานี Shin-Aomori เดินทางโดย รถบัส หรือ แท็กซี่ → ไปที่ Aomori Museum of Art (ประมาณ 10 นาที) หรือเดินประมาณ 20–25 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/roQazKNJfgm5Noho7
4. วัดเซริวจิ (Seiryu temple) ชมพระใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติ

วัดเซริวจิ (Seiryu temple) เป็นวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสงบร่มรื่นในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) สร้างขึ้นโดยพระริวโกะ โอดะ (Ryuko Oda) จากความศรัทธาที่มีต่อพระธรรมเทศนา จังหวัดอาโอโมริ เป็นที่ตั้งของ พระใหญ่ไดบุทสึ “Showa Daibutsu Buddha” หรือ โชวะ ไดบุทสึ พระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เป็นพระพุทธรูปที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ มีความสูง 21.35 เมตร และกว้าง 15 เมตร นอกจากพระใหญ่ไดบุตสึแล้วบริเวณอื่น ๆ ภายในวัดยังมีอีกหลายสถานที่ให้เราได้ไปสักการะ และดื่มด่ำกับธรรมชาติและความเงียบสงบ ไม่ว่าจะเป็น
ไฮไลต์สำคัญของ วัดเซริวจิ (Seiryu temple)
– เจดีย์ห้าชั้น เป็นเจดีย์ที่มีความสูง 39 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับสี่ในญี่ปุ่นรองจากวัดโทจิในเกียวโต
– คอนโดะ หรือห้องโถงใหญ่ของวัด เป็นศูนย์กลางของวัดที่ใช้จัดพิธีต่างๆ ข้างในจะมีภาพวาดจำนวนมาก รวมไปถึงภาพ Dainichi Nyorai (โลกแห่งทารกในครรภ์)
– ไคซันโด เป็นห้องโถงที่มีขนาดเล็กกว่าคอนโดะ มีรูปปั้นไม้ของทาคาฮิโร โอดะ ไคซังแห่งวัดเซริวจิประดิษฐานอยู่
– โคยะซัง อาโอโมริ เบตสึอิน เป็นวัดเดียวที่ทาสีแดงสด เป็นที่ประดิษฐานของโคโบ ไดชิ คูไค ผู้ก่อตั้งนิกายชิงงน โดยชั้นที่ 1 จะเป็นที่สำหรับสวดมนต์และประดิษฐานกระดูกเพื่อเป็นโกศไว้อาลัย ส่วนชั้น 2 จะเปิดให้ผู้เยี่ยมชนได้สัมผัสประสบการณ์การคัดลอกพระสูตร เป็นสถานที่ใช้สำหรับจัดงานรำลึกต่างๆ
– สวนภายในวัด (Forgetful Garden) เป็นสวนดอกไม้ที่หากใครได้เข้ามาชมความงดงานแล้ว จะใช้เวลาดื่มดำไปกับธรรมชาติจนลืมความวุ่นวายในชีวิต
– น้ำตกคิโยทากิ จากคำกล่าวที่ว่าน้ำเป็นแหล่งกำเนิดของชีวิต และน้ำตกแห่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกถึงพลังแห่งชีวิต อากาศที่ใสสะอาดจากน้ำตกยังช่วยทำให้จิตใจสงบ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: วันที่ 1 เมษายน – 30 ตุลาคม 8:00 น. ถึง 17:30 น.
วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 มีนาคม 9:00 น. ถึง 16:30 น.
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 400 เยน / เด็ก 200 เยน
วิธีไป: รถบัส จากชานชาลา 3 JR Aomori นั่งรถบัสสาย Showa Daibutsu / Kuwabara ใช้เวลา 45 นาที เดินต่อประมาณ 5 นาที ถึงวัด
รถไฟ+แท็กซี่ จาก JR Aomori Station → นั่งแท็กซี่ (ประมาณ 20–25 นาที) ค่าโดยสารประมาณ 2,500–3,500 เยน เดินต่อประมาณ 3 นาที ถึงวัด
รถไฟ JR Ou Line จากสถานีใดก็ได้ในอาโอโมริ → มาลงที่ สถานี Aomori หรือ Shin-Aomori จากสถานี Aomori หรือ Shin-Aomori ต้องต่อรถบัสสาย Showa
Daibutsu / Kuwabara (ขึ้นที่ป้ายรถบัสหน้าสถานี) ลงที่ป้าย Showa Daibutsu-mae แล้วเดิน 5 นาทีถึงวัด
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/6yGZCUdT3xHs9ofT8
5. พิพิธภัณฑ์เนบุตะ วะ-รัสเซ (Nebuta Museum WA-RASSE)

พิพิธภัณฑ์เนบุตะ วะ-รัสเซ (Nebuta Museum WA-RASSE) ตั้งอยู่ในเมืองอาโอโมริ (Aomori) ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และนำเสนอมนต์เสน่ห์ของเทศกาลอาโอโมริ เนบูตะ (Aomori Nebuta Matsuri) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงโคมขบวนแห่เนบูตะขนาดใหญ่ ที่ถูกใช้งานจริงจากเทศกาลในปีที่ผ่านมา โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแบบโคมใหม่ทุกๆ ปี ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสความอลังการของศิลปะพื้นเมืองญี่ปุ่นได้อย่างใกล้ชิด ถึงแม้ว่าจะมาเยือนนอกฤดูกาลเทศกาลก็ตามก็ยังสามารถเห็นความอลังได้
ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์เนบุตะ คือ การจัดแสดงแบบมัลติมีเดีย ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ และขั้นตอนการสร้างขบวนโคมไฟ ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง ไปจนถึงการลงสีและติดตั้งไฟเสร็จสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแบบ Interactive ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาร่วมเต้นรำแบบ “ฮาเนโตะ” Haneto ซึ่งเป็นการเต้นประจำเทศกาล พร้อมเสียงดนตรีพื้นเมืองที่บรรเลงด้วยกลอง ฉาบ และฟลูต นอกจากนี้ด้านสถาปัตยกรรมของอาคารก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยโครงเหล็กรูปริบบิ้นสีแดงที่ล้อมรอบอาคารอย่างมีเอกลักษณ์ ช่วยสร้างบรรยากาศที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของเมืองอาโอโมริ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 18:00 น.
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 600 เยน / เด็กโต 450 เยน / เด็กเล็ก 250 เยน
วิธีไป: จากสถานี Aomori Station เดินประมาณ 3 นาที ไปที่พิพิธภัณฑ์ (พิพิธภัณฑ์อยู่ติดกับถนนใหญ่และใกล้กับหอศิลป์ A-Factory) ออกจากสถานีฝั่ง East Exit
จากเมืองอื่นของจังหวัดอาโอโมริ นั่งรถไฟ JR Ou Line → ลงที่ สถานี Aomori เดิน 3 นาที ถึง WA-RASSE Museum
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/1aoqut63rkgspNT27
6. กระเช้าลอยฟ้า ฮักโกดะ โรปเวย์ (Hakkoda Ropeway)

ฮักโกดะ โรปเวย์ (Hakkoda Ropeway) เป็นกระเช้าลอยฟ้าวิวพาโนราม่า ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุ จังหวัดอาโอโมริ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงดงามของภูเขาฮักโกดะได้อย่างใกล้ชิด ด้วยระยะทางการเดินทางกว่า 2.5 กิโลเมตร กระเช้าจะพาผู้โดยสารขึ้นสู่ยอดเขาฮักโกดะที่ระดับความสูงประมาณ 1,324 เมตร ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 10 นาที นักท่องเที่ยวจะได้ชมวิวธรรมชาติที่สวยงามตระการตา ทั้งป่าไม้ ภูเขา และในฤดูหนาวยังสามารถเห็นปรากฏการณ์ “ต้นไม้ผี” หรือที่เรียกว่า “มอนสเตอร์” ที่เกิดจากหิมะและน้ำแข็งจับตัวกันอย่างเป็นเอกลักษณ์
จุดเด่นของ ฮักโกดะ โรปเวย์ คือ การเดินทางที่สะดวกสบาย สามารถเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นนักเดินป่าที่ต้องการขึ้นยอดเขา หรือแค่การชมวิว ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลได้อย่างเต็มอิ่ม โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูหนาวที่บรรยากาศจะสวยงามเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินเท้าและจุดชมวิวที่ปลายทางให้ได้พักผ่อนและถ่ายภาพ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการผ่อนคลายและสัมผัสธรรมชาติในทุกโอกาส
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16.20 น. (มีนาคม – ต้นพฤศจิกายน)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 15.40 น. (กลางพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์)
หมายเหตุ: ช่วงเดือนพฤษภาคม และ พฤศจิกายน อาจจะมีปิด ชั่วคราว สำหรับบำรุงรักษา (maintenance)
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1,250 เยน / เด็กโต 450 เยน / เด็กเล็ก ฟรี
หมายเหตุ: มีบริการทุก 15-20 นาที
วิธีไป: รสบัส จากสถานี Aomori → นั่งรถบัสตรงของ Hakkoda Ropeway (สาย Aomori Bus) → ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ถึงสถานีฐานโรปเวย์ (Sanroku Station)
แท็กซี่ จากสถานี Aomori → ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/2P9AnecfC7sGgF5T6
7. ภูเขาฮักโกดะ (Mount Hakkoda)

ภูเขาฮักโกดะ (Mount Hakkoda) เป็นภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาฮักโกดะที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามทางธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้งหลากหลาย ภูเขาฮักโกดะมีความสูงประมาณ 1,584 เมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยเฉพาะฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมปรากฏการณ์ “มอนสเตอร์” หรือ “ต้นไม้ผี” ซึ่งเกิดจากการเกาะตัวของน้ำแข็งและหิมะจนทำให้ต้นไม้กลายเป็นรูปทรงแปลกตาและสวยงามอย่างน่าทึ่ง
ไฮไลต์สำคัญของ ภูเขาฮักโกดะ คือ เส้นทางเดินป่าที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งป่าไม้ที่เขียวขจีในฤดูร้อนและใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังมีกระเช้าลอยฟ้าฮักโกดะโรปเวย์ (Hakkōda Ropeway) ที่พาผู้เยี่ยมชมขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาได้อย่างสะดวกสบาย โดยเฉพาะมุมมองของทะเลสาบโทยะและเมืองอาโอโมริที่สามารถเห็นได้จากจุดชมวิวต่าง ๆ ภูเขาฮักโกดะจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและต้องการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (กระเช้าขึ้นเขาจะเปิดแค่ 9:00 น. ถึง 16.20 น. กับ 9:00 น. ถึง 15.40 น.)
หมายเหตุ: กระเช้าลอยฟ้าจะเปิดให้บริการดังนี้
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16.20 น. (มีนาคม – ต้นพฤศจิกายน)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 15.40 น. (กลางพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์)
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: สถานี JR Aomori Station ขึ้นรถบัสสาย JR Bus Tōhoku หรือ Aomori City Bus → มุ่งหน้าไปยัง Hakkōda Ropeway Station (八甲田ロープウェー駅) → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ลงที่ป้าย Hakkōda Ropeway-mae (八甲田ロープウェー前) → เดินเข้าไปยังสถานีโรปเวย์ (เดินแค่ไม่กี่นาที)
ขึ้นโรปเวย์ (Hakkōda Ropeway) → โรปเวย์จะพาขึ้นไปยัง ยอด Tamoyachidake (田茂萢岳)
พิกัด: Hakkōda Mountains https://maps.app.goo.gl/AQ7tGGXAxVdKN5HU8
8. สวนแอปเปิ้ลฮิโรซากิ (Hirosaki City Apple Park)

สวนแอปเปิ้ลฮิโรซากิ (Hirosaki City Apple Park) ตั้งอยู่ในเมืองฮิโรซากิ (Hirosaki) จังหวัดอาโอโมริ เป็นสวนสาธารณะที่เน้นการปลูกและจัดแสดงพันธุ์แอปเปิ้ลหลากหลายชนิด ซึ่ง “แอปเปิ้ลอาโอโมริ” ถือเป็นผลไม้ชื่อดังของจังหวัด ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพ สวนแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่พักผ่อนที่สวยงาม มีทางเดินและจุดชมวิวให้ผู้มาเยือนได้เดินเล่นชมสวนแอปเปิ้ล พร้อมทั้งเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกและการเก็บเกี่ยวแอปเปิ้ลอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วงฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-ตุลาคม) จะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การชมและเก็บแอปเปิ้ล แต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม-พฤษภาคม) ดอกแอปเปิ้ลจะบานสะพรั่งก็เป็นภาพที่สวยงามสำหรับสายเน้นถ่ายรูป
ไฮไลต์ของ สวนแอปเปิ้ลฮิโรซากิ คือ นอกจากความงดงามของสวนแล้ว สวนแอปเปิ้ลฮิโรซากิ แห่งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมกิจกรรม การเก็บแอปเปิ้ลสดจากต้น และชิมผลไม้สดๆ ใหม่ๆ รวมถึงขั้นตอนการผลิต และแปรรูปจากแอปเปิ้ลต่างๆ จนเป็นผลิตภัณฑ์ และวางจำหน่ายในบริเวณสวน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจในเกษตรกรรมและธรรมชาติ ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศแสนสงบและอิ่มเอมไปกับรสชาติของผลไม้ท้องถิ่น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.
ค่าบริการ: เปิดให้เข้าชมฟรี แต่กิจกรรมเก็บแอปเปิ้ลสด คิดตามน้ำหนักที่เก็บได้ 350 เยนต่อกิโลกรัม
วิธีไป: จาก สถานี Hirosaki นั่ง รถบัสท้องถิ่น (Hirosaki City Bus) → สายไป สวนแอปเปิ้ล (Apple Park) → ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ลงที่ป้าย Hirosaki City Apple Park → เดินเข้าสวนได้เลย
จากสถานี Hirosaki นั่งแท็กซี่ประมาณ 10-15 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/fhKZoX4uR5egDVjd7
9. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอาซามุชิ (Aquarium Asamushi)

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอาซามุชิ (Aquarium Asamushi) ตั้งอยู่ในเมืองอาซามุชิ (Asamushi) จังหวัดอาโอโมริ เป็นสถานที่จัดแสดงสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดจากแหล่งน้ำในภูมิภาคโทโฮคุและทะเลญี่ปุ่น ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงทั้งปลาทะเลน้ำลึก ปลาน้ำจืด รวมถึงสัตว์น้ำแปลกตาอย่างแมงกะพรุน ปูยักษ์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ใต้ทะเลมากกว่า 500 สายพันธุ์ รวมถึงสัตว์น้ำหายากกว่า 11,000 ชนิด นอกจากนี้ยังมีการแสดงโชว์ให้อาหารสัตว์น้ำและกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวและเด็ก ๆ ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับทุกวัย
ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอาซามุชิ คือ ภายในพิพิธภัณฑ์มีอุโมงค์ใต้ทะเลความยาว 15 เมตร และมีการจัดแสดง “ทะเลอ่าวมุตสึ” เพื่อทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่กลางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ของอาโอโมริ และจุดที่ไม่เหมือนใครคือจะมีการเพาะเลี้ยงหอยเชลล์กับเพรียงหัวหอมให้ได้ชมกัน ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ การแสดงโลมา พร้อมประกอบเสียงเพลงจาก สึกะรุมาชิเซ็น (เครื่องดนตรี 3 สายของญี่ปุ่น) นอกเหนือจากนี้ยังมีโซนจัดแสดงที่จำลองสภาพแวดล้อมธรรมชาติ รวมถึงโซนสัมผัสสัตว์น้ำที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ใกล้ชิดกับสัตว์ทะเลบางชนิด อย่าง ปลาดาว ปูเสฉวน และเม่นทะเล เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมทั้งด้านความบันเทิงและการศึกษาสำหรับผู้ที่สนใจในโลกใต้ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลญี่ปุ่น
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1,020 เยน / เด็ก 510 เยน / เด็กเล็ก ฟรี
วิธีไป: จาก สถานี Aomori นั่งรถไฟ Aoimori Railway Line (青い森鉄道線) → จากสถานี Aomori → ไปลงที่สถานี Asamushi-Onsen Station (浅虫温泉駅) → ใช้เวลาประมาณ 25 นาที จากสถานี Asamushi-Onsen → เดินต่อประมาณ 10 นาที ถึง พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/AUr7ie61CPspWrpY7
10. ศาลเจ้าทาคายามะ อินาริ (Takayama Inari Shrine)

ศาลเจ้าทาคายามะ อินาริ (Takayama Inari Shrine) เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในเมืองสึการุ (Tsugaru) จังหวัดอาโอโมริ หนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงของภูมิภาคโทโฮคุ ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่เทพอินาริ เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรรม และความมั่งคั่ง จึงมักมีผู้คนมาไหว้ขอพรเรื่องการงาน การค้าขาย และโชคลาภ ภายในบริเวณศาลเจ้ามีรูปปั้นจิ้งจอกจำนวนมาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ส่งสารของเทพอินาริ และยังมีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะสำหรับการเดินเล่นหรือทำสมาธิ ศาลเจ้าทาคายามะ อินาริจึงเป็นสถานที่ที่ผสมผสานทั้งความงดงามทางธรรมชาติและความศักดิ์สิทธิ์ทางจิตใจได้อย่างลงตัว
ไฮไลต์ของ ศาลเจ้าทาคายามะ อินาริ คือ “อุโมงค์เสาโทริอิสีแดง” (Senbon-Torii) นับร้อยต้น เรียงรายเป็นทางเดินยาวคดเคี้ยวไปตามเนินเขา ซึ่งสร้างบรรยากาศสงบและน่าค้นหา ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมจะยิ่งตัดกับสีแดงสดใสของเสาโทริอิสีแดง กับช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่เสาสีแดงตัดกับใบไม้สีทองและส้มได้อย่างงดงาม
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 400 เยน / เด็ก 200 เยน
วิธีไป: จาก สถานี JR Goshogawara Station นั่งรถไฟจากเมืองใกล้เคียง (เช่น Aomori หรือ Hirosaki) → ลงที่ Goshogawara Station (五所川原駅) จาก Aomori นั่ง JR Ou Line → ต่อ Gono Line → ถึง Goshogawara (รวมประมาณ 1.5–2 ชม.) จากสถานี Goshogawara → นั่ง แท็กซี่ประมาณ 20–25 นาที ถึงศาลเจ้า ค่าแท็กซี่ประมาณ 3,000–4,000 เยน
รถบัส (แต่นิยมรองลงมา)
รถบัสท้องถิ่น จาก Goshogawara → ป้าย Kizukuri Station → ต่อรถบัสหรือแท็กซี่ไปศาลเจ้า (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที) เดินต่อก็ประมาณ 5–10 นาที ถึงศาลเจ้า
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/9QsriYmsjbUqXWYD9
11. พิพิธภัณฑ์ทาชิเนปูตะ (Tachineputa Museum)

พิพิธภัณฑ์ทาชิเนปูตะ (Tachineputa Museum) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโกโชงาวาระ (Goshogawara) จังหวัดอาโอโมริ ภายในพิพิธภัณฑ์มีโซนจัดแสดงขั้นตอนการสร้างหุ่น ตั้งแต่การวาดลาย ติดโครงไม้ จนถึงการลงสีแบบประณีต พร้อมจัดแสดงเครื่องมือดั้งเดิมและวิดีโอเบื้องหลังจริง นอกจากนี้ยังมีโซนให้ทดลองระบายสีหุ่นจำลองขนาดเล็ก และนิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเมืองโกเซ็นในมิติต่าง ๆ ผู้มาเยือนจะได้เรียนรู้ทั้งศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น และความเชื่อที่หลอมรวมอยู่ในขบวนแห่หุ่นยักษ์นี้ได้ในที่เดียว ถือเป็นจุดหมายที่ทั้งสวยงาม น่าตื่นตา และให้ความรู้ควบคู่กันไปอย่างลงตัว สามารถชมขบวนแห่ที่จัดขึ้นจริงในช่วงฤดูร้อน (เดือนสิงหาคม)
ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์ทาชิเนปูตะ คือ การจัดแสดงหุ่นโคมไฟขนาดยักษ์จากเทศกาล “โกเซ็น ทาชิเนปูตะ มัตสึริ” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากเทศกาลเนบูตะในเมืองอื่น ๆ ไฮไลต์สำคัญคือ หุ่นโคมไฟ “Tachineputa” ที่มีความสูงถึง 23 เมตร ซึ่งจัดแสดงอยู่ภายในอาคารสูงโปร่ง ช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสความยิ่งใหญ่ของหุ่นได้อย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลจริงก็ตาม เป็นประสบการณ์ที่อลังการและหาชมได้ยากในที่อื่น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทำโคมไฟปลาทอง (Kingyo Neputa) อีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 19.00 น. (เมษายน ‑ กันยายน)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17.00 น. (ตุลาคม ‑ มีนาคม)
หมายเหตุ: วันพิเศษ อย่าง 31 ธันวาคม จะปิดเร็วกว่าปกติ (เปิดถึงประมาณ 15:00 น.)
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 850 เยน / เด็กโต 500 เย็น / เด็กเล็ก 300 เยน ไม่รวมค่าทำกิจกรรม (Kingyo Neputa)
ค่าร่วมกิจกรรม: กิจกรรมโคมไฟปลาทอง (Kingyo Neputa) 1,200 เยนต่อคน มีทั้งหมด 2 รอบ รอบเช้า 10:00 – 12:30 น. และรอบบ่าย 13:30 – 16:00 น.
วิธีไป: จาก สถานี Goshogawara ออกจากสถานี Goshogawara Station เดินประมาณ 10 นาที ถึงพิพิธภัณฑ์
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/7t9FS9jk7TuvSZna7
12. ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada)

ทะเลสาบโทวาดะ (Lake Towada) เป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟที่ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างจังหวัดอาโอโมริและอาคิตะ ถือเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่สวยที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุ ด้วยทัศนียภาพที่เงียบสงบ รายล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้หนาทึบ ตัวทะเลสาบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 12 ของญี่ปุ่น ความงามของที่นี่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ป่าไม้รอบทะเลสาบเปลี่ยนสีเป็นแดง เหลือง และทอง กลายเป็นภาพพาโนรามาที่สวยงาม
ไฮไลต์ของ ทะเลสาบโทวาดะ คือ กิจกรรมล่องเรือชมวิวรอบทะเลสาบ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความงามของผืนน้ำและภูเขาโดยรอบอย่างใกล้ชิดใช้เวลาประมาณ 50 นาที และรูปปั้น “สาวแห่งทะเลสาบโทวาดะ” (The Maiden Statue) ที่ออกแบบโดย Tōkō Shinoda ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ นอกจากนี้ บริเวณทะเลสาบยังเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าและทางเข้าสู่ หุบเขาโออิราเสะ (Oirase Gorge) ที่มีชื่อเสียงในเรื่องน้ำตกและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทะเลสาบโทวาดะจึงเป็นจุดหมายยอดนิยมที่เหมาะสำหรับทั้งการพักผ่อน ถ่ายภาพ และดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าบริการ: ฟรี (ค่านั่งเรือเที่ยวชมทะเลสาบ ผู้ใหญ่ 1,440 เยน เด็ก 720 เยน)
วิธีไป: จาก Aomori Station → ขึ้นรถไฟ JR Ou Line ไปยัง สถานี Shichinohe-Towada (七戸十和田駅) → ใช้เวลาประมาณ 50 นาที จากสถานี Shichinohe
Towada → ขึ้นรถบัสสาย JR Bus Tōhoku ไปยัง Yasumiya (休屋) → ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (***รถบัสรอบไม่ถี่มาก แนะนำเช็คตารางล่วงหน้า)
จาก สถานี Hachinohe หรือ สถานี Towadashi → มีรถบัสตรงไปยัง ทะเลสาบโทวาดะ ช่วงฤดูร้อน–ฤดูใบไม้ร่วง (ปลายเมษายน–ต้นพฤศจิกายน)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/ngVzbCLTThKPGgRY7
13. หุบเขาโออิราเสะ (Oirase Gorge)

หุบเขาโออิราเสะ (Oirase Gorge) ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ เป็นหุบเขาธรรมชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมาก เส้นทางเดินเลียบลำธารน้ำตกยาวประมาณ 14 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3–4 ชั่วโมงในการเดินชิลล์อย่างสบาย ๆ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยน้ำตกเล็กใหญ่และป่าไม้เขียวชอุ่ม โดยจุดเริ่มต้นยอดนิยมคือที่น้ำตกโชชิ (Choshi Otaki Waterfall) หรือบริเวณน้ำพุร้อนยูโมโตะ (Yumoto Onsen) ที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินจากจุดใดจุดหนึ่งได้ นอกจากนี้ยังมีบริการรถบัสรับส่งระหว่างจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดเส้นทาง ทำให้ง่ายต่อการวางแผนเดินเที่ยว
ไฮไลต์ของ หุบเขาโออิราเสะ คือ ความงดงามของน้ำตกหลายแห่ง เช่น น้ำตกชิราวาซากิและน้ำตกคุมางุมิ ที่มีทัศนียภาพสวยงามและเสียงน้ำไหลช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย รวมถึงสะพานและจุดพักที่จัดไว้อย่างดีสำหรับชมวิวและถ่ายภาพ หุบเขาแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักธรรมชาติและต้องการสัมผัสความสงบ ร่วมกับการเดินป่าที่ไม่หนักเกินไป และยังเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในฤดูใบไม้ร่วง
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17:00 น.
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: จาก สถานี Aomori นั่งรถไฟสาย JR Ou Line จากสถานี Aomori ไปลงที่สถานี Towadashi Station (十和田市駅) → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
จากสถานี Towadashi → นั่งรถบัส Towada Bus หรือรถบัสท้องถิ่นที่วิ่งไปยัง Oirase Stream Entrance (ทางเข้าหุบเขาโออิราเสะ) → ใช้เวลาประมาณ 30–40 นาที
พิกัด: Oirase keiryū Gorge https://maps.app.goo.gl/iEdxKxXMo8tywuWNA
14. ศาลเจ้าคาบุชิมะ (Kabushima Shrine)

ศาลเจ้าคาบุชิมะ (Kabushima Shrine) เป็นศาลเจ้าชินโต ตั้งอยู่ริมชายฝั่งเมืองฮาจิโนเฮะ (Hachinohe) จังหวัดอาโอโมริ เป็นศาลเจ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ริมทะเล ศาลเจ้าเป็นที่ประดิษฐานเทพธิดา Benzaiten ชาวประมงท้องถิ่นและชาวเมืองมานานหลายศตวรรษมาที่ศาลเจ้าเพื่ออธิษฐานขอให้โชคดีธุรกิจตกปลาและอื่นๆ สำหรับในยุคปัจจุบันก็มาอธิษฐานเรื่องหุ้น รวมถึงความมั่งคั่ง การแต่งงาน และการคลอดบุตรง่าย ศาลเจ้าแห่งนี้เชื่อมกับฝั่งผ่านสะพานเพียงเส้นเดียว นอกจากความสวยงามของทิวทัศน์ทะเลแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในฐานะ “ศาลเจ้าของนกนางนวล” โดยในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน จะมีฝูงนกนางนวลหลายพันตัวบินมาทำรังและอาศัยอยู่รอบศาลเจ้า กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งแปลกตาและน่าประทับใจ
ไฮไลต์ของ ศาลเจ้าคาบุชิมะ คือ การได้สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าที่ว่ากันว่าให้พรด้านความปลอดภัยในการเดินทางและการค้าขายทางทะเล รวมถึงความโชคดีในชีวิต นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถซื้อเครื่องราง “ป้องกันสิ่งไม่พึงประสงค์จากนก” ซึ่งถือเป็นของที่ระลึกน่ารักและแปลกไม่เหมือนที่ไหน ตัวศาลเจ้าถูกบูรณะใหม่หลังจากไฟไหม้ในปี 2015 และกลับมาเปิดให้เยี่ยมชมอีกครั้งในปี 2020 ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามและทันสมัยขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 8:30 น. ถึง 17.20 น.
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: จาก สถานี Hachinohe Station (八戸駅) ขึ้นรถไฟสาย JR Hachinohe Line (八戸線) → ไปลงที่สถานี Same Station (鮫駅) → ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
จากสถานี Same → เดินต่อประมาณ 10 นาที ถึงศาลเจ้า Kabushima Shrine
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/UqD7Vzs8kznosstw8
15. ศาลเจ้าอิวะคิยะมะ (Iwakiyama Shrine)

ศาลเจ้าอิวะคิยะมะ (Iwakiyama Shrine) เป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ที่เชิงเขาอิวะกิ (Mt. Iwaki) ในเมืองฮิโรซากิ จังหวัดอาโอโมริ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 780 และถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวท้องถิ่นเคารพนับถือมายาวนาน โดยมีภูเขาอิวะกิเป็นศูนย์กลางของความเชื่อทางศาสนา ศาลเจ้าแห่งนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “นิกโกแห่งโทโฮคุ” เนื่องจากโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไม้แกะสลักที่วิจิตรตระการตา อาคารหลัก (Honden) และประตูโรมง (Rōmon) ซึ่งสร้างขึ้นในยุคเอโดะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ผู้คนมักเดินทางมาสักการะเทพเจ้าอุสึชิคุนิทามะ โนะ คามิ (Utsushikunitama no Kami) เพื่อขอพรด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต
ไฮไลต์ของ ศาลเจ้าอิวะคิยะมะ คือ บรรยากาศอันสงบงามท่ามกลางธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงเมื่อป่าไม้รอบบริเวณเปลี่ยนเป็นสีแดงทอง และทุกๆ ปีจะมีเทศกาล “โอยามะซังเค” (Oyama-sankei) ซึ่งเป็นพิธีแห่ขบวนแสวงบุญขึ้นภูเขาไปยังศาลเจ้าชั้นในบนยอดเขาอิวะกิ (Mount Iwaki) ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลเก่าแก่ที่สะท้อนความศรัทธาในธรรมชาติและเทพเจ้าอย่างลึกซึ้ง และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สำคัญของญี่ปุ่นอีกด้วย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: จาก สถานี Hirosaki นั่งรถไฟ JR Ou Line → จาก Hirosaki Station ไปลงที่ สถานี Tsugaru-Iwakami Station (津軽岩木駅) → ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
จากสถานี Tsugaru-Iwakami → นั่งแท็กซี่หรือรถบัสประมาณ 15 นาที ถึง ศาลเจ้า Iwakiyama
จาก Hirosaki Station นั่งแท็กซี่ตรงไปศาลเจ้าก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/FEfhUvguHtAwnmDE9
16. ศูนย์ศิลปะโทวาดะ (Towada Art Center)

ศูนย์ศิลปะโทวาดะ (Towada Art Center) เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ตั้งอยู่ในเมืองโทวาดะ (Towada) จังหวัดอาโอโมริ เป็นแหล่งจัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคโทโฮคุ ด้วยสถาปัตยกรรมทันสมัยที่ออกแบบมาอย่างโดดเด่น ตัวอาคารเปิดพื้นที่กว้างขวางให้กับผลงานศิลปะทั้งภายในและกลางแจ้ง โดยเน้นการผสมผสานศิลปะกับธรรมชาติอย่างลงตัว ทำให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งในแง่ของความงดงามและการสร้างสรรค์
ไฮไลต์ของ ศูนย์ศิลปะโทวาดะ คือการจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายประเภท ทั้งงานภาพวาด ประติมากรรม และงานติดตั้งขนาดใหญ่จากศิลปินชื่อดังทั้งญี่ปุ่นและต่างประเทศ ผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น Flower Horse โดย Jeong Hwa Choi ม้าสีสันสดใสที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงงานประติมากรรมรูปคนอย่าง Standing Woman และผลงานที่มีลักษณะน่ารักอย่าง Ghost & Unknown Mass โดย inges idee ที่ดึงดูดความสนใจด้วยความแปลกตา นอกจากนี้ ยังมีผลงานจากศิลปินชื่อดังอย่าง Yayoi Kusama ที่นำเสนอฟักทองลายจุดในผลงาน Funky Pumpkin ซึ่งสร้างความประทับใจด้วยสีสันและรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อปและนิทรรศการหมุนเวียนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกครั้งที่มาเยือน ผู้ชมจะได้พบกับแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งหมดนี้ทำให้ Towada Art Center เป็นสถานที่ที่น่าติดตามสำหรับคนรักศิลปะร่วมสมัย
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17.00 น. (จำหน่ายตั๋วถึง 16:30 น.)
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 1,800 เยน เด็กต่ำกว่า 18 ฟรี
วันหยุด: ทุกวันจันทร์ (หากวันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ จะปิดในวันอังคารแทน)
หมายเหตุ: ปิดช่วงปีใหม่ เช็ครายละเอียดอีกครั้งก่อนเดินทาง
วิธีไป: จาก สถานี Aomori นั่งรถไฟสาย JR Ou Line → จากสถานี Aomori → ลงที่สถานี Towadashi Station (十和田市駅) → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที
จากสถานี Towadashi → นั่งรถบัส หรือแท็กซี่ประมาณ 10 นาที ถึง Towada Art Center เดินจากสถานี Towadashi ระยะทางประมาณ 2 กม. เดินใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/bf54CovUxFqLbLTk9
17. เรืออนุสรณ์ฮักโกดามารุ (Hakkodamaru Memorial Ship)

เรืออนุสรณ์ฮักโกดามารุ (Hakkodamaru Memorial Ship) เป็นเรือเฟอร์รี่วินเทจ ที่จัดแสดงเป็น “พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ” ตั้งอยู่ที่เมืองอาโอโมริ จังหวัดอาโอโมริ เรือดัดแปลงมาจากเรือขนส่งรถไฟ ในอดีตเคยเป็นเรือที่ให้บริการข้ามช่องแคบเซคัง ระหว่างเกาะฮอนชูและเกาะฮอกไกโด (เส้นทางอาโอโมริ-ฮาโกดาเตะ) ในช่วงปี 1965 ถึง 1988 ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การคมนาคมทางทะเลและรถไฟของญี่ปุ่นในยุคก่อนการสร้างอุโมงค์เซคัง จุดเด่นของเรือคือการอนุรักษ์โครงสร้างดั้งเดิมไว้ครบถ้วน ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศยุคเก่าของการเดินทางทางทะเล เป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของการคมนาคมด้วยเรือเฟอร์รี่ในยุคสมัยก่อน ผู้ชมสามารถสำรวจส่วนต่างๆ ของเรือได้
ไฮไลต์ของ เรือเฟอร์รี่ อนุสรณ์ฮักโกดามารุ คือ การจัดแสดงภายในที่จำลองภาพชีวิตและการทำงานของลูกเรือ รวมถึงพื้นที่สำหรับชมวิวทะเลที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพอ่าวอาโอโมริ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเดินเรือและประวัติศาสตร์ของเส้นทางรถไฟข้ามทะเลที่เคยมีบทบาทสำคัญต่อการเชื่อมโยงภูมิภาค การเยี่ยมชมเรือแห่งนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นในมิติใหม่ที่น่าสนใจ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16.30 น.
วันหยุด: ปิดวันจันทร์ (ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม หากวันจันทร์ตรงกับวันหยุดราชการ จะปิดในวันถัดไปแทน)
วันที่ 31 ธันวาคม และ วันที่ 1 มกราคม
*** เช็ครายละเอียดในเว็บไซต์ ก่อนเดินทางอีกครั้งเนื่องจากเวลาเปิดปิดมีการปรับเปลี่ยนตลอด ***
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 510 เยน / เด็กโต 310 เยน / เด็กเล็ก 110 เยน
วิธีไป: จาก สถานี Aomori เดินจาก สถานี Aomori → ไปทางทิศใต้ประมาณ 15-20 นาที (ประมาณ 1.5 กม.) → หรือขึ้นรถบัสท้องถิ่นที่วิ่งไปยังท่าเรือ Aomori Port ลงที่ป้าย Aomori Port รถบัส รถบัสสายท้องถิ่นจากสถานี Aomori ไปยังท่าเรือ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
พิกัด: Seikan Train Ferry Memorial Ship Hakkōda-maru https://maps.app.goo.gl/FmADY1MdYRzVcAmC6
18. แหลมทัปปิ (Cape Tappi)

แหลมทัปปิ (Cape Tappi) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชูในจังหวัดอาโอโมริ เป็นจุดชมวิวที่ตั้งอยู่บนปลายสุดของคาบสมุทรทัปปิและเป็นหนึ่งในจุดชมวิวทะเลที่มีความสวยงามและโดดเด่นมากที่สุดในภูมิภาคนี้ จากที่นี่สามารถมองเห็นทิวทัศน์มหาสมุทรญี่ปุ่นได้อย่างกว้างไกล โดยเฉพาะในวันที่อากาศแจ่มใส จะเห็นคลื่นลมทะเลที่ซัดสาดอย่างน่าตื่นตา และวิวท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขต นอกจากนี้ยังมีประภาคารทัปปิ (Tappi Lighthouse) ที่ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์สำคัญของแหลมแห่งนี้ และยังมีพิพิธภัณฑ์ Tsugaru Strait Tunnel ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับอุโมงค์รถไฟใต้ทะเล ซึ่งเชื่อมต่อเกาะฮอนชูกับเกาะฮอกไกโด และในวันที่อากาศดีสามารถมองเห็นเกาะฮอกไกโดได้จากบริเวณแหลม
ไฮไลต์ของ แหลมทัปปิ คือ การเดินชมวิวตามเส้นทางเดินเลียบชายฝั่งที่มีทัศนียภาพงดงาม และการได้สัมผัสลมทะเลเย็นสดชื่น รวมถึงการชมพันธุ์นกทะเลหลากหลายชนิดที่มักบินวนอยู่บริเวณนี้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน แหลมทัปปิยังเป็นจุดชมดอกไม้ป่าที่สวยงาม เช่น ดอกลิลลี่ และดอกไม้ป่าสีสันต่าง ๆ ทำให้เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับผู้รักธรรมชาติและการผจญภัยที่ต้องการพักผ่อนใจท่ามกลางทิวทัศน์ทะเลที่เงียบสงบและงดงาม
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: รถไฟ จาก สถานี Aomori นั่งรถไฟสาย JR Ou Line → จาก สถานี Aomori ไปลงที่สถานี Tsugaru-Nakasato Station (津軽中里駅) → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที จากสถานี Tsugaru-Nakasato → นั่งรถบัส Tsugaru City Bus สายที่วิ่งไปยัง Cape Tappi → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที ถึงปลายแหลม
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/nk3A1JiuhbWnpfdw6
19. สวนฮาจิโนเฮะ (Hachinohe Park Children’s World)

สวนฮาจิโนเฮะ (Hachinohe Park Children’s World) ตั้งอยู่ในเมืองฮาจิโนเฮะ (Hachinohe) จังหวัดอาโอโมริ เป็นสวนสาธารณะที่เน้นพื้นที่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ ภายในสวนมีเครื่องเล่นหลากหลายรูปแบบที่เหมาะกับทุกวัย ทั้งสนามเด็กเล่น สนามกอล์ฟขนาดเล็ก และพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งที่ส่งเสริมการเรียนรู้และการเล่นอย่างสร้างสรรค์ สวนแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายที่ครอบครัวนิยมพาเด็ก ๆ มาใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่ปลอดภัยและสนุกสนาน
ไฮไลต์ของ สวนฮาจิโนเฮะ คือ โซนเครื่องเล่นที่มีดีไซน์น่ารักและมีสีสันสดใส รวมถึงสวนสัตว์ขนาดเล็กที่เด็ก ๆ สามารถสัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆ ได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมและงานเทศกาลสำหรับเด็กในโอกาสต่าง ๆ ทำให้สวนแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองสามารถสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกันได้อย่างเต็มที่
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 16.45 น.
วันหยุด: ปิดทุกวันจันทร์ (หากวันจันทร์ตรงกับวันหยุดราชการ จะปิดในวันถัดไปแทน) และช่วงปลายปีจนถึงต้นปีใหม่
ค่าบริการ: ฟรี
วิธีไป: จาก สถานี Hachinohe ออกจาก สถานี JR Hachinohe Station นั่งรถบัสท้องถิ่นสายที่ไปยัง Hachinohe Park ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ลงที่ป้าย Hachinohe Park เดินเข้าไปในสวนประมาณ 5 นาที ก็ถึงโซน Children’s World
จาก สถานี Aomori → ขึ้นรถไฟสาย JR Tohoku Main Line (หรือ JR Ou Line) ไปลงที่ สถานี Hachinohe → ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที – 2 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขบวนรถ) จาก สถานี Hachinohe → นั่งรถบัสท้องถิ่นสายที่ไป Hachinohe Park (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/y1Yxz6aArqDRz22U8
20. ดาไซ โอซามุ เมโมเรียล ฮอลล์ (Dazai Osamu Memorial Hall “Shayokan”)

ดาไซ โอซามุ เมโมเรียล ฮอลล์ (Dazai Osamu Memorial Hall) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ชาโยกัง” (Shayokan) เป็นบ้านเกิดของนักเขียนชื่อดังระดับตำนานของญี่ปุ่น ดาไซ โอซามุ ตั้งอยู่ในเมืองโกโชงาวาระ (Goshogawara) จังหวัดอาโอโมริ อาคารหลักเป็นบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นโบราณ 2 ชั้น ซึ่งถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1907 และได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ภายในเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ทั้งเสาไม้ พื้นทาทามิ และประตูบานเลื่อนที่สื่อถึงช่วงชีวิตของดาไซในวัยเยาว์ และเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนผลงานของเขาหลายชิ้น เช่น นวนิยาย The Setting Sun
ไฮไลต์ของ ชาโยกัง คือ การจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ต้นฉบับลายมือจริง เอกสารหายาก และภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตอันซับซ้อนของดาไซ โอซามุ ไม่เพียงแต่ในฐานะนักเขียน แต่ยังสะท้อนถึงยุคสมัยและบริบททางสังคมที่เขาเติบโตขึ้น นอกจากนี้ ตัวบ้านยังล้อมรอบด้วยสวนญี่ปุ่นที่เงียบสงบ เหมาะแก่การเดินชมและไตร่ตรองถึงผลงานแนวสะท้อนความรู้สึกและความขัดแย้งในจิตใจของมนุษย์ที่ดาไซนำเสนอไว้ในวรรณกรรมของเขา ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และเรื่องราวลึกซึ้งสำหรับคนรักวรรณกรรม
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17.00 น.
ค่าบริการ: เริ่มต้น ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กโต 400 เยน เด็กเล็ก 250 เยน (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก)
วิธีไป: จาก Aomori Station → นั่งรถไฟสาย JR Ou Line ไปยัง Goshogawara Station (五所川原駅) → ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง จาก Goshogawara Station
→ เปลี่ยนเป็นรถไฟสาย Tsugaru Railway Line (津軽鉄道) → ไปลงที่สถานี Kanagi Station (金木駅) → ใช้เวลาประมาณ 25 นาที จาก Kanagi Station → เดินประมาณ 5 นาที ถึง Dazai Osamu Memorial Hall
พิกัด: https://maps.app.goo.gl/QZTgWCzSSwD7vgdd9
21. แหล่งโบราณคดีซันไน-มารุยามะ (Sannai-Maruyama iseki)

แหล่งโบราณคดีซันไน-มารุยามะ (Sannai-Maruyama iseki) ตั้งอยู่ในเมืองอาโอโมริ เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตของชุมชนในยุคจิโมงายะ (Jomon period) ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 5,000 ปี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น นักโบราณคดีได้ขุดพบซากบ้านเรือน เครื่องมือ และวัตถุโบราณหลากหลายที่ช่วยให้เราเข้าใจถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในสมัยนั้น
ไฮไลต์ของ ซันไน-มารุยามะ คือการได้ชมซากโครงสร้างบ้านดั้งเดิมที่สร้างจากไม้ขนาดใหญ่ รวมถึงหลักฐานการใช้ชีวิตในชุมชนแบบรวมกลุ่ม นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงสิ่งของที่ขุดค้นพบ เช่น เครื่องปั้นดินเผาเครื่องมือหิน และเครื่องประดับ ที่ช่วยเล่าเรื่องราวชีวิตในยุคจิโมงายะได้อย่างน่าตื่นตา แหล่งโบราณคดีแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ที่สำคัญสำหรับผู้สนใจในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นยุคโบราณ
วันและเวลาที่เปิดให้บริการ
เวลาเปิด-ปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 18.00 น. รอบสุดท้าย 17:30 น. (มิถุนายน-กันยายน)
เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 17.00 น. รอบสุดท้าย 16:30 น. (ตุลาคม – พฤษภาคม)
วันหยุด: วันจันทร์ที่ 4 ของทุกเดือน (หากตรงกับวันหยุดราชการ จะเลื่อนเป็นวันถัดไป)
และวันที่ 30 ธันวาคม – 1 มกราคม
ค่าบริการ: ผู้ใหญ่ 410 เยน / เด็กโต 200 เยน / เด็กเล็ก ฟรี
วิธีไป: จากสถานีอาโอโมริ (Aomori Station) นั่งรถบัสสาย Aomori City Bus (สาย Sannai-Maruyama) จากสถานีอาโอโมริ → ลงที่ป้าย Sannai-Maruyama Iseki (ประมาณ 15 นาที) สามารถเดินเข้าไปชมโบราณสถานได้เลย
พิกัด: San’nai-Maruyama iseki Special Historical Site https://maps.app.goo.gl/nyTyFoXNPpgT7ntBA









