ฮอกไกโด (Hokkaido) 

,

ฮอกไกโด (Hokkaido)

ปักหมุด 25 ที่เที่ยวฮอกไกโด ยอดฮิต จาก 6 เมืองหลัก เมืองหนาวตอนบนของญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

ปักหมุด 25 ที่เที่ยวฮอกไกโด ยอดฮิตจาก 6 เมืองหลัก จังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) หรือที่แต่ก่อนเรียกว่า เอโซะ (Ezo) เป็นจังหวัดและเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น รองจากเกาะฮอนชู ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีเมืองซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด โดยทั้งเกาะฮอกไกโดนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 5 ล้านคน เป็นเมืองที่มีอากาศหนาวเย็น มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทิวทัศน์ที่สวยงามโดยเฉพาะในฤดูหนาวที่คนนิยมมาท่องเที่ยวเพราะมีอากาศอยู่ในช่วง -20 ถึง 5 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้คนต่างเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่กันอย่างมากมาย

เกาะฮอกไกโด มีเขตการปกครองอยู่ทั้งหมด 14 เมืองหลัก ซึ่งแต่ละเมืองจะมีสถานที่ท่องเที่ยวแตกต่างกันออกไป โดยเมืองที่คนนิยมมาท่องเที่ยวคือ ซัปโปโร (Sapporo), โอตารุ (Otaru), อะซะฮิกะวะ (Asahikawa), บิเอะ (Biei), ฮาโกดาเตะ (Hakodate), นิเซะโกะ (Niseko) และโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) ซึ่งเราจะพาไปแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในแต่ละเมืองให้คุณได้เพลิดเพลินกันในครั้งนี้

ปักหมุด 25 ที่เที่ยวฮอกไกโด ยอดฮิต จาก 6 เมืองหลัก เมืองหนาวตอนบนของญี่ปุ่นที่ไม่ควรพลาด

— เมืองซัปโปโร (Sapporo) —

1. สวนสาธารณะโอโดริ (Odori Park)

Odori Park

สวนสาธารณะโอโดริ (Odori Park) สวนสาธารณะ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร มีพื้นที่ความยาวถึง 1.5 กิโลเมตรหรือพื้นที่กว่า 12 บล็อคของเมือง เป็นสวนสาธารณะที่คนญี่ปุ่นมักมาพักผ่อนกัน เปรียบเสมือนโอเอซิสที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยดอกไลแล็คและต้นเอล์มญี่ปุ่น 92 สายพันธุ์ มีมากกว่า 4,700 ต้น

ไฮไลต์ของ สวนสาธารณะโอโดริมัก คือ เป็นที่จัดเทศกาลสำคัญๆในญี่ปุ่น เช่น เทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จะจัดในช่วงฤดูหนาวหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ในฤดูร้อนก็จะมีเทศกาลเบียร์ซัปโปโร (Sapporo Summer Beer Garden) ที่จะจัดช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมของทุกปี เป็นเทศกาลที่จะมีเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและมีคนเข้าร่วมงานถึง 1 ล้านคน ถือว่าสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นสถานที่ยอดฮิตของคนญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จากสถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สายเขียว) → ลงที่สถานี Odori (ประมาณ 2 นาที)

เดินต่อจากสถานี Odori ประมาณ 5 นาที ถึง Odori Park

2. หอนฬิิกาเมืองซัปโปโร (Sapporo Clock Tower)

Sapporo Clock Tower

หอนาฬิกาเมืองซัปโปโร (Sapporo Clock Tower) อีกแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับสวนสาธารณะโอโดริ เป็นหอนาฬิกาไม้เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1878 โดยมีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เป็นส่วนหนึ่งในอาคารเรียนของวิทยาลัยการเกษตรซัปโปโร ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ซัปโปโร

ไฮไลต์ของ หอนาฬิกาซัปโปโร คือ เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของเมืองซัปโปโรเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นหอนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในเมือง และมีพิพิธภัณฑ์ให้ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของหอนาฬิกาและเมืองซัปโปโร ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชั้นด้วยกัน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังมักมาถ่ายรูปกันหน้าหอนาฬิกาซัปโปโร ถือว่าเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากันอีกที่หนึ่งของซัปโปโร

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 08:45 น. ถึง 17:10 น.

วันหยุด: 31 ธันวาคม – 3 มกราคม

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 200 เยน (ตั้งแต่มัธยมขึ้นไป) / เด็ก ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สายเขียว) → ลงที่สถานี Odori (ประมาณ 2 นาที) จากสถานี Odori เดินต่อไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 นาที จะถึง Sapporo Clock Tower

3. ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ (Sapporo TV Tower)

Sapporo TV Tower

ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ (Sapporo TV Tower) ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1957 อยู่ทางตะวันออกของสวนสาธารณะโอโดริ ซึ่งมีจุดชมวิวที่ความสูง 90 เมตรเหนือพื้นดิน เป็นจุดที่สามารถเห็นตัวเมืองซัปโปโรรวมถึงทุ่งราบอิชิการิ (Ishikari) และทะเลญี่ปุ่น โดยสามารถมองเห็นได้ด้วยพาโนรามา 360 องศา

ไฮไลต์ของ ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ คือ ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คอีกจุดนึงของเมืองซัปโปโรที่ทั้งคนญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาชมวิวที่นี่ โดยเฉพาะฤดูหนาวที่คนนิยมมากันเป็นอย่างมาก เพราะจะได้รับชมเมืองซัปโปโรที่เต็มไปด้วยความขาวโพลนของหิมะ และเมื่อมีเทศกาลหิมะซัปโปโรก็สามารถรับชมได้จากจุดชมวิวที่ซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีจุดชมวิวบริการพิเศษ เป็นแพ็กเกจเหมาจุดชมวิว 30 นาทีก่อนปิดบริการ ซึ่งมักมีคู่รักมาติดต่อใช้บริการนี้อยู่เสมอ โดยต้องติดต่อจองคิวล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 09:00 น. ถึง 22:00 น.

วันหยุด: 1 มกราคม

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน (ตั้งแต่มัธยมปลายขึ้นไป) / เด็ก 500 เยน (ตั้งแต่ประถมขึ้นไป) / เด็กเล็ก ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station)

นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สายเขียว) → ลงที่สถานี Odori (ประมาณ 2 นาที) จากสถานี Odori เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 นาที จะถึง Sapporo TV Tower

4. สวนชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito Park)

Shiroi Koibito Park

สวนชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito Park) หรือโรงงานช็อคโกแลต ที่ผลิตขนมชื่อดังอย่างแบรนด์ Shiroi Koibito หรือที่คุ้นเคยกันดีในขนมบิสกิตสอดไส้ด้วยไวท์ช็อคโกแลต เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมโรงงาน พร้อมทั้งกิจกรรมเวิร์คช็อปและบริเวณด้านหน้าโรงงานนั้น จะมีการตกแต่งสวนสนุกสไตล์ยุโรป โดยในฤดูหนาวจะมีการเปิดไฟ Illumination ทำให้เกิดความสวยงามเป็นอย่างมาก

ไฮไลต์ของ Shiroi Koibito Park คือ นอกจากนี้สวนชิโรอิ โคอิบิโตะ ยังมีอาคารภายในที่สามารถเดินชมการผลิตขนม ร้านค้าให้ซื้อของฝาก ร้านอาหารรวมถึงร้านกาแฟที่มีการขายไอศกรีมด้วย โดยภายในอาคารก็ตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปเช่นกัน ทำให้พื้นที่ทั้งหมดของโรงงานแห่งนี้มีความสวยงาม จะถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมด เรียกได้ว่าเป็นอีกสถานที่ที่ควรค่าแก่การไปเที่ยวชมเป็นอย่างมาก

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 10:00 น. ถึง 18:00 น.

วันหยุด: 1 มกราคม

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 800 เยน (อายุ 16 ปีขึ้นไป) / เด็ก 400 เยน (อายุ 4 – 15 ปี) / เด็ก ฟรี (อายุไม่เกิน 3 ปี)

วิธีไป: จากสถานีรถไฟใต้ดิน Odori สาย Tozai ไปลงสถานี Miyanosawa เดินอีกประมาณ 7 นาที

5. พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

Sapporo Beer Museum

Sapporo Beer Museum ตั้งอยู่ที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมการผลิตเบียร์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1876 โดยเป็นโรงงานผลิตเบียร์แห่งแรกในญี่ปุ่น และยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในด้านสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตเบียร์ตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านการจัดแสดงประวัติศาสตร์การผลิตเบียร์ในญี่ปุ่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ลองชิมเบียร์ซัปโปโรที่มีชื่อเสียงระดับโลกในบรรยากาศของโรงงานเก่าที่มีเสน่ห์

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร คือ การที่มีการจัดแสดงเบียร์หลากหลายชนิด รวมถึงเบียร์ที่ผลิตตามสูตรดั้งเดิมที่ยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานสูง ซึ่งผู้มาเยือนยังสามารถเข้าร่วมการทัวร์เบียร์พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และลิ้มรสเบียร์ที่มีความสดใหม่ได้ที่ Sapporo Beer Garden ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะมีการเสิร์ฟอาหารสไตล์ “ジンギスカン” (Jingisukan) หรือเนื้อแกะย่างที่เข้ากันได้ดีกับเบียร์ ซัปโปโร ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ครบเครื่องทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และประสบการณ์การชิมเบียร์

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 11:00 น. ถึง 18:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี แต่ถ้าเข้าร่วมทัวร์ชิมเบียร์หรือกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 500 เยน

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai Line → ลงที่สถานี Kita-Juni-Jo (ประมาณ 5 นาที) เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึง Sapporo Beer Museum

6. ฮอกไกโด จิงกู (Hokkaido Jingu)

Hokkaido Jingu

ฮอกไกโด จิงกู (Hokkaido Jingu) หรือศาลเจ้าฮอกไกโด เป็นศาลเจ้าชินโตที่ตั้งอยู่ในเมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี 1869 เพื่อเป็นการเคารพและสักการะเทพเจ้าที่คุ้มครองภูมิภาคฮอกไกโด รวมถึงพระเจ้ามิคะมิ โนะ คามิ (Mikami no Kami) ซึ่งเป็นเทพเจ้าของพื้นที่ในแถบนี้ ศาลเจ้าฮอกไกโดถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญของชาวญี่ปุ่น และยังเป็นที่ตั้งของกิจกรรมทางศาสนาหลายประเภท เช่น งานเทศกาลปีใหม่และงานเทศกาลประจำปี ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศ ญี่ปุ่นและต่างประเทศให้มาร่วมในพิธีกรรมและขอพรให้กับชีวิตที่ดีขึ้น

ไฮไลต์ของ Hokkaido Jingu คือ การเดินทางผ่าน ประตูโทริอิ (Torii Gate) ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาลเจ้า ตัวศาลตั้งอยู่ท่ามกลางป่าที่เขียวขจีภายในสวนสาธารณะมารุยามะ (Maruyama Park) ทำให้บรรยากาศรอบๆ ศาลเจ้ามีความสงบและสวยงามในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ฤดูใบไม้ผลิ ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมความงามของดอกซากุระบานสะพรั่ง และใน ฤดูใบไม้ร่วง ที่ต้นไม้จะเปลี่ยนสีสวยงามเหมาะสำหรับการเดินเล่นและทำสมาธิ นอกจากนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกและโซนสำหรับทำพิธีขอพร ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนฮอกไกโด

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 6:00 น. ถึง 17:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สายเขียว) → ลงที่สถานี Maruyama-Koen (ประมาณ 10 นาที) เดินต่อจากสถานี Maruyama-Koen ไปประมาณ 5-10 นาที จะถึง Hokkaido Jingu

7. สวนสัตว์มะรุยะมะ ซัปโปโร (Maruyama Zoo)

Maruyama Zoo

สวนสัตว์มารุยามะ (Maruyama Zoo) ตั้งอยู่ในเมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด เป็นสวนสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคฮอกไกโด ก่อตั้งขึ้นในปี 1951 และได้รับความนิยมจากทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือน ฮอกไกโด โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่นักท่องเที่ยวสามารถชมสัตว์ในบรรยากาศที่หนาวเย็นและมีหิมะปกคลุม สวนสัตว์มารุยามะมีสัตว์หลายชนิดจากทั่วโลก รวมถึงสัตว์ที่หาได้ยากในธรรมชาติ เช่น หมีขั้วโลก (Polar Bear) สิงโต ช้าง นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น สัตว์จากแอฟริกา เอเชีย และสัตว์ท้องถิ่นของฮอกไกโด ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยว

ไฮไลต์ของ สวนสัตว์มะรุยะมะ คือ การที่สวนสัตว์มุ่งเน้นการ อนุรักษ์สัตว์และการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงที่น่าสนใจ เช่น โซนสัตว์จากแอฟริกา โซนสัตว์น้ำ สวนสัตว์เด็ก และการแสดงการให้อาหารสัตว์ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เยี่ยมชม การเยี่ยมชมสวนสัตว์นี้ยังให้โอกาสในการเรียนรู้และสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมทั้งครอบครัวและผู้ที่รักธรรมชาติ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: วันจันทร์-อังคาร และ พฤหัสบดี-อาทิตย์ 9:30 น. ถึง 16:30 น.

วันหยุด: หยุดทุกวันพุธ

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็กต่ำกว่า 15 ปี ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku Line (สายเขียว) → ลงที่สถานี Maruyama-Koen (ประมาณ 10 นาที) เดินต่อไปประมาณ 5-10 นาที จะถึง Maruyama Zoo

— เมืองโอตารุ (Otaru) —

8. คลองโอตารุ (Otaru Canal)

Otaru Canal

คลองโอตารุ (Otaru Canal) ตั้งอยู่ที่เมืองโอตารุ (Otaru) เป็นคลองที่ถูกขุดใน 100 ปีก่อน เคยเป็นเมืองท่าที่ใช้สำหรับขนถ่ายสินค้าไปยังคลังสินค้าตามแนวคลองที่มีความยาวถึง 1,140 เมตร มีบรรยากาศที่แสดงถึงความเก่าแก่เพราะในสมัยก่อนเลียบฝั่งคลองจะเต็มไปด้วยโกดังที่สร้างด้วยหินและมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ โดยปัจจุบันคลองแห่งนี้ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า และร้านอาหาร

ไฮไลต์ของ คลองโอตารุ คือ ในช่วงกลางวันจะมีศิลปินมาโชว์ศิลปะ และในตอนกลางคืนจะมีการจุดตะเกียงไฟสร้างความสวยงามไปทั่วแห่ง โดยในฤดูหนาวจะมีการจัดเทศกาลประดับไฟ (Otaru Snow Light Path Festival) ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการเปิดไฟและจุดเทียนทั่วทั้งบริเวณท่ามกลางหิมะที่สวยงาม กลายเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คนนิยมมาถ่ายรูปเช็คอินกันที่นี่

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Otaru (ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที) จากสถานี Otaru เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึง Otaru Canal

9. พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ (Otaru Music Box Museum)

Otaru Music Box Museum

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ (Otaru Music Box Museum) ตั้งอยู่ที่เมืองโอตารุ สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1912 เป็นศูนย์รวมกล่องดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ที่ด้านหน้าของอาคารพิพิธภัณฑ์จะมีนาฬิกาไอน้ำโบราณเรือนใหญ่ที่เหลือเพียง 2 เรือนในโลกเท่านั้น โดยรัฐบาลจากแคนาดาเป็นผู้มอบนาฬิกาให้

ไฮไลต์ของ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ คือ ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุนั้นจะเปิดดนตรีคลออยู่ตลอดเวลา สร้างบรรยากาศอันอบอุ่นให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ โมเดลหอนาฬิกาฉบับย่อส่วน งานเซรามิค งานไม้ต่างๆ หรือสินค้ายอดฮิตอย่างกล่องดนตรี ที่สามารถตกแต่งด้วยรูปปั้น ตุ๊กตาต่างๆ ได้ถือว่าเป็นของขวัญสุดพิเศษที่มีชิ้นเดียวบนโลกได้เลย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 18:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station)

นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Otaru (ประมาณ 30-40 นาที) จากสถานี Otaru เดินต่อไปประมาณ 10-15 นาที จะถึง Otaru Music Box Museum

10. โรงงานเครื่องแก้ว (Kitaichi Glass Otaru)

Kitaichi Glass Otaru

โรงงานเครื่องแก้ว Kitaichi Glass Otaru หรือโรงงานเครื่องแก้วคิตะอิจิ แบรนด์เครื่องแก้วชื่อดังของเมืองโอตารุ เป็นแหล่งผลิตเครื่องแก้วคุณภาพสูงที่เป็นที่ยอมรับของคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ก่อตั้งในปี  ค.ศ. 1901 ซึ่งมีประวัติความเป็นมาของโรงงานกว่า 100 ปี ปัจจุบันมีสาขาในญี่ปุ่นถึง 8 สาขาในเมือง โดยสาขาที่โอตารุจะตั้งอยู่บนถนน ซาไกมาจิ (Sakaimachi) 

ไฮไลต์ของ โรงงานเครื่องแก้ว คือ จะมีโซนร้านค้า และคาเฟ่ที่ชื่อว่า “Kitaichi Hall” ที่ตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันจำนวน 167 ชิ้น มีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องแก้วสไตล์เวเนเซียที่รวมทั้งเรือกอนโดล่าที่เจ้าหญิงไดอาน่าเคยประทับด้วย และมีร้านขายเหล้าไวน์ รวมถึงร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึกและกิจกรรมเวิร์คช็อปที่ทำเครื่องแก้วของตัวเอง โดยใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงในการทำเท่านั้น

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 18:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Otaru (ประมาณ 30-40 นาที) จากสถานี Otaru เดินต่อประมาณ 10-12 นาที จะถึง Kitaichi Glass Otaru

11. คฤหาสน์ตระกูลอาโอยาม่า (Otaru Kihinkan)

คฤหาสน์ตระกูลอาโอยาม่า (Otaru Kihinkan) เป็นบ้านพักตากอากาศของตระกูลเก่าแก่อย่างโอยาม่า ซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองโอตารุ โดยตัวอาคารคฤหาสน์สร้างด้วยไม้แบบโบราณทั้งหลังด้วยพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร มีผลงานทางศิลปะทั้งรูปวาด ปะติมากรรมต่างๆ และบทกลอนจากศิลปินชื่อดังจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น

ไฮไลต์ของ คฤหาสน์ตระกูลอาโอยาม่า คือ ภายในคฤหาสน์ตระกูลโอยาม่ามีห้องพักไว้รับรองแขกถึง 18 ห้องด้วยกัน และยังมีห้องจัดแสดงศิลปะต่างๆ ที่ให้เยี่ยมชมกันได้อีกด้วย นอกจากนี้บริเวณรอบๆของคฤหาสน์ยังมีจุดชมดอกไม้พันธุ์ต่างๆรวมถึงดอกซากุระที่จะผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้สถานที่แห่งนี้สวยงามเป็นอย่างมาก และยังมีห้องอาหารที่สามารถรับประทานอาหารทะเลกันได้อย่างสดๆอีกด้วย แต่จะต้องสั่งจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. – 17:00 น.

ค่าเข้า: 1,000 เยน

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Otaru (ประมาณ 30-40 นาที) จากสถานี Otaru เดินต่อประมาณ 10-15 นาที จะถึง Otaru Kihinkan

— เมืองอะซะฮิกะวะ (Asahikawa) —

12. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (Asahiyama Zoo)

สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (Asahiyama Zoo) เป็นสวนสัตว์ชื่อดังของเมืองอะซะฮิกะวะ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1967 มีสัตว์ต่างๆมากกว่า 700 ชนิดหรือประมาณ 124 สายพันธุ์ โดยเฉพาะกลุ่มสัตว์ป่าเมืองหนาว เช่น เพนกวิน หมีขาว และสุนัขป่าที่กลายเป็นไฮไลต์ของสวนสัตว์แห่งนี้ และมีสัตว์ทั่วทุกมุมโลกอย่าง หมีขั้วโลก ลิง (Apes) แมวใหญ่ ยีราฟและอื่นๆอีกมากมาย มารวมกันไว้ที่สวนสัตว์อาซาฮิยามะ

ไฮไลต์ของ สวนสัตว์อาซาฮิยามะมี คือ “พาเหรดเพนกวิน” (Penguin Walk) ที่เหล่าเพนกวินจะเดินไปบนหิมะที่ปกคลุมไปตามเส้นทาง โดยแนะนำให้มาช่วงกลางเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม หรือถ้านอกเหนือจากช่วงเวลาดังกล่าวสามารถรับชม “อุโมงค์แก้วเพนกวิน” (Penguin House) ได้แทน และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ “โดมแก้วขนาดเล็ก” ที่จะเห็นหมีขั้วโลกและหมาป่าแบบใกล้ๆ เรียกได้ว่าสวนสัตว์อาซาฮิยามะแห่งนี้ เป็นสวนสัตว์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งเกาะฮอกไกโดเลยก็ว่าได้

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:30 น. – 17:15 น. (ปลายเดือนเมษายน – กลางเดือนตุลาคม)  

เปิดทุกวัน 9:30 น. – 16:30 น. (กลางเดือนตุลาคม – ต้นเดือนพฤศจิกายน) 

เปิดทุกวัน 10:30 น. – 17:30 น. (กลางเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนเมษายน)

ค่าเข้า: 1,000 เยน

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station)

นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Asahikawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)

จากสถานี Asahikawa เปลี่ยนเป็นรถบัสที่หน้าสถานีรถไฟ (รถบัสสาย 41, 42, 47) เป็นสายที่ไปยัง Asahiyama Zoo (ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที) ค่าตั๋วรถบัส 440 เยน

13. หมู่บ้านราเมนอะซะฮิกะวะ (Asahikawa Ramen Village)

Asahikawa Ramen Village

หมู่บ้านราเมนอะซะฮิกะวะ (Asahikawa Ramen Village) ถูกสร้างขึ้นในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ. 1996 ที่เรียกว่าหมู่บ้านราเมนเนื่องจากเป็นการรวมร้านราเมนชื่อดังแห่งเมืองอะซะฮิกะวะ ทั้งหมด 8 ร้าน ซึ่งได้แก่ร้าน Aoba, Ittetsu-an Matsuda, Ishida, Tenkin, Santoka, Saijo, Koubo Kato, และ Baikoken มาไว้รวมกันในที่แห่งนี้

ไฮไลต์ของ หมู่บ้านราเมนอะซะฮิกะวะ คือ ยังมีห้องจัดนิทรรศการประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านแห่งนี้เอาไว้อีกด้วย รวมถึงศาลเจ้าหมู่บ้านราเมนที่ให้พรในเรื่องของความรัก หรือจุดเช็คอินจุดๆอื่นของหมู่บ้านนี้ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรมฝาผนังที่วาดโดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดโทไก วิทยาเขตอะซะฮิกะวะ และม้านั่งรูปชามราเมนขนาดใหญ่ที่มีตะเกียบถือบะหมี่ลอยอยู่ในอากาศซึ่งเป็นจุดยอดนิยมที่คนมักมาถ่ายภาพที่ระลึก

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 11:00 น. ถึง 20:00 น. 

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีซัปโปโร (Sapporo Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่สถานี Asahikawa (ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที)จากสถานี Asahikawa นั่งรถบัส City Tour Fun Fun Bus โดยรถจะออกทุกๆ 1 ชั่วโมง ไปยัง Asahikawa Ramen Village (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที)

14. สวนสาธาราณะโทกิวะ (Tokiwa Park)

Tokiwa Park

สวนสาธาราณะโทกิวะ (Tokiwa Park) ตั้งอยู่ที่เมืองอะซะฮิกะวะ ฮอกไกโด เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของเมืองที่คนนิยมมากันตลอดทั้งปี ในทุกๆฤดูกาลที่สวนสาธารณะแห่งนี้จะให้ความสวยงามที่แตกต่างกันออกไป อย่างฤดูใบไม้ผลิจะมีความสวยงามของดอกไม้นานาชนิด ทั้งดอกทิวลิป ดอกซากุระที่จะบานสะพรั่ง ฤดูหนาวจะจัดงานเทศกาลฤดูหนาวและฤดูร้อนจะมีกิจกรรมพายเรือบริเวณสระน้ำขนาดใหญ่

ไฮไลต์ของ สวนสาธาราณะโทกิวะ คือ ยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอะซะฮิกะวะ (Asahikawa Museum of Art) ที่จัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะศิลปะงานไม้ สะพานอาซาฮิบาชิ (Asahibashi Bridge) ที่ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ของสะพานที่สวยที่สุดในฮอกไกโด สวนสัตว์และสวนสนุกขนาดย่อมที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเพลิดเพลินได้อีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง (เฉพาะสวนสาธารณะ)

เปิดทุกวัน 10:00 น. – 17:00 น. (เฉพาะสวนสนุก)

เปิดทุกวัน 9:00 น. – 17:00 น. (เฉพาะพิพิธภัณฑ์)

เปิดทุกวัน 9:30 น. – 17:00 น. (เฉพาะสวนสัตว์)

ค่าเข้า: ฟรี (เฉพาะสวนสาธารณะ / สวนสนุก / พิพิธภัณฑ์)

ผู้ใหญ่ 500 เยน / ผู้ใหญ่อายุ 70 ​​ปีขึ้นไป 250 เยน / อายุ 3 ปีถึงนักเรียนมัธยมต้น 200 เยน (เฉพาะสวนสัตว์)

วันหยุด: ทุกวันอังคารหรือวันถัดไปหากเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ (เฉพาะสวนสนุกและสวนสัตว์)

ทุกวันอังคาร ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ (เฉพาะพิพิธภัณฑ์) 

วิธีไป: จาก สถานี Asahikawa (Asahikawa Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่ สถานี Tokiwa (ประมาณ 5-10 นาที) จากสถานี Tokiwa เดินต่อประมาณ 5-10 นาที จะถึง Tokiwa Park

— เมืองบิเอะ (Biei) —

15. น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)

Shirahige Waterfall

น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall) เป็นน้ำตกที่มีความสูงอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 600 เมตร ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ เกาะฮอกไกโด เกิดจากการที่น้ำใต้ชั้นดินของเทือกเขาโทคาจิ (Tokachi Mountains) ตกลงมาจากหินลาวาทำให้ดูคล้ายกับหนวดสีขาวและมีอีกชื่อเรียกว่า “น้ำตกหนวดขาว” (White Beard Waterfall) เป็น 1 ใน 5 น้ำตกที่สวยที่สุดในฮอกไกโด

ไฮไลต์ของ น้ำตกชิราฮิเกะ คือ เป็นสถานที่ยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นนิยมเดินทางมาชมความสวยงามกันตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน) ที่ต้นไม้บริเวณโดยรอบจะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้ม สีเหลืองและโทนสีฟ้าของแม่น้ำ รวมกันเป็นวิวที่สวยงามอย่างมาก โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมวิวทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงคือช่วงกลางเดือนตุลาคมของทุกปี

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง 

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีบิฟุ (Bifu Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่ สถานี Bifuka (ประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที) จากสถานี Bifuka นั่งรถบัสหรือแท็กซี่ไปยัง Shirahige Waterfall (ประมาณ 20-30 นาที)

16. บ่อน้ำสีฟ้าชิราโกเนะ (Shirogane Blue Pond)

บ่อน้ำสีฟ้าชิราโกเนะ (Shirogane Blue Pond) ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ ฮอกไกโด เป็นบ่อน้ำที่ถูกกักไว้จากการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันโคลนถล่มบริเวณภูเขาไฟในแถวนั้น ซึ่งแท้จริงแล้วต้นกำเนิดของบ่อน้ำแห่งนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟของภูเขาโทคาจิ (Tokachi) ทางรัฐบาลจึงต้องสร้างเขื่อนแห่งนี้เพื่อกักเก็บลาวาไม่ให้ไหลผ่านเข้าเมืองบิเอะ

ไฮไลต์ของ บ่อน้ำสีฟ้าชิราโกเนะ คือ บ่อน้ำชิราโกเนะที่มีสีฟ้านั้น เกิดจากการสะสมและผสมกันของธาตุคอลลอยด์กับธาตุอะลูมิเนียม และเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบกับผืนน้ำทำให้เกิดสีฟ้าขึ้น กลายเป็นที่มาของชื่อบ่อน้ำสีฟ้าชิราโกเนะ โดยช่วงที่จะเห็นบ่อน้ำเป็นสีฟ้ามากที่สุดคือฤดูใบไม้ร่วง ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนมิถุนายน ที่บ่อน้ำสีฟ้าจะตัดกับต้นไม้สีโทนร้อน แต่ช่วงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือช่วงฤดูหนาว ที่ต้นไม้บริเวณรอบๆจะเต็มไปด้วยหิมะปกคลุมตัดกับบ่อน้ำสีฟ้าซึ่งให้ความสวยงามเป็นอย่างมาก

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 7:00 น. ถึง 19:00 น. (พฤษภาคม – ตุลาคม)

เปิดทุกวัน 8:00 น. – 21:30 น. (พฤศจิกายน – เมษายน)

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีฟุราโน (Furano Station) นั่งรถบัสจากสถานีฟุราโนไปยัง Shirogane Blue Pond (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) จากนั้นเดินต่อประมาณ 5 นาที

จากสถานี JR Biei นั่งรถบัสมาลงที่ Shirogane Blue Pond จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 400 เมตร

17. สวนชิกิไซโนโอกะ (Panoramic Flower Gardens Shikisai No Oka)

Shikisai No Oka

ชิกิไซ โน โอกะ (Panoramic Flower Gardens Shikisai-no-oka) เป็นสวนดอกไม้ที่ตั้งอยู่ในเมืองบิเอะ (Biei) จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของฮอกไกโดในเรื่องของการชมทิวทัศน์ดอกไม้ที่สวยงามและหลากหลาย สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 14 เฮกตาร์และเต็มไปด้วยดอกไม้ที่บานสะพรั่งตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกไม้หลายพันธุ์ เช่น ทิวลิป ลาเวนเดอร์ ดอกไม้สีสันสดใสต่างๆ ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่งดงามไม่เหมือนใคร

ไฮไลต์ของ Shikisai-no-oka คือ ทิวทัศน์ของสวนดอกไม้ที่ทอดยาวไปจนถึงขอบฟ้า พร้อมวิวของภูเขาและท้องทุ่งที่สวยงาม การเดินชมสวนนี้จะให้ประสบการณ์ที่เหมือนอยู่ในโลกของดอกไม้หลากสี นอกจากนี้ยังมีรถราง “Tractor Bus” ให้บริการเพื่อพานักท่องเที่ยวไปยังจุดต่างๆ ของสวน หรือจะเดินเล่นตามเส้นทางเดินชมวิวก็สามารถทำได้อย่างเพลิดเพลิน อีกทั้งยังมีการจัดแสดงดอกไม้ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลทิวลิปที่มีการจัดแสดงทิวลิปกว่า 100 ชนิด และการถ่ายภาพดอกไม้ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำที่นี่ รวมถึงท่องเที่ยวที่ฟาร์มอัลปาก้า นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหารที่ผลิตและจำหน่ายอาหารท้องถิ่นในฮอกไกโดรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากสวนชิกิไซโนโอกะอีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:10 น. – 17:00 น. (มกราคม – เมษายน)

เปิดทุกวัน 8:40 น. – 17:00 น. (เฉพาะพฤษภาคมและตุลาคม)

เปิดทุกวัน 8:40 น. – 17:30 น. (มิถุนายน – กันยายน)

เปิดทุกวัน 9:10 น. – 16:30 น. (พฤศจิกายน – ธันวาคม)

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 500 เยน เด็กโต 300 เยน เด็กเล็กต่ำกว่า 6 ปี ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีฟุราโน (Furano Station) นั่งรถบัสจากสถานีฟุราโนไปยัง Shikisai No Oka (ประมาณ 20-30 นาที)

— เมืองฮาโกดาเตะ (Hakodate) —

18. ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate)

Mount Hakodate

ภูเขาฮาโกดาเตะ Mount Hakodate เป็นสถานที่ที่ถูกการันตีว่าติดอันดับ 1 ใน 3 จุดชมวิวที่สวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บริเวณปลายคาบสมุทรทางตอนใต้ของเมืองฮาโกดาเตะมีความสูงอยู่ที่ 334 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้เมื่ออยู่บนยอดเขาแล้วจะสามารถมองวิวทั่วทั้งเมืองฮาโกดาเตะได้

ไฮไลต์ของ ภูเขาฮาโกดาเตะ คือ จุดชมวิวภูเขาฮาโกดาเตะ (Hakodate Mountain Viewpoint) เป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในเมือง ฮาโกดาเตะ (Hakodate) การจะขึ้นไปชมทิวทัศน์ของภูเขาฮาโกดาเตะนั้น จะต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้า ที่เปิดให้บริการช่วงวันที่ 20 เมษายนถึง 30 กันยายน และ 1 ตุลาคมถึง 19 เมษายนเท่านั้น หรือรถบัสที่เปิดบริการเฉพาะปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน และรถยนต์ที่เปิดเส้นทางให้ใช้ได้ในช่วงกลางเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน แต่จะปิดการจารจรในช่วง 17:00 – 22:00 น. โดยสามารถเลือกเดินทางตามสะดวกได้เลย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 10:00 น. – 22:00 น. (วันที่ 20 เมษายน – 30 กันยายน)

เปิดทุกวัน 10:00 น. – 21:00 น. (วันที่ 1 ตุลาคม – 19 เมษายน)

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน (ตั๋วเที่ยวเดียว), 1,800 เยน (ตั๋วไปกลับ) / เด็ก 600 เยน (ตั๋วเที่ยวเดียว), 900 เยน (ตั๋วไปกลับ) / เด็กอายุ 0 – 3 ปีขึ้นฟรี / เด็กก่อนวัยเรียน 3 ปีขึ้นไปต่อผู้ใหญ่ 1 คน ฟรี (เด็กคนที่ 2 คิดค่าบริการ)

วิธีไป: จาก สถานีฮาโกดาเตะ (Hakodate Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hakodate City Tram สาย 2 → ลงที่สถานี Jujigai (ใช้เวลาประมาณ 10 นาที)

จากสถานี Jujigai นั่งรถ Cable Car หรือ รถบัส ขึ้นไปยัง Mount Hakodate (ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที)

นั่งรถรางลงที่สถานี Jujigai แล้วเดินอีกประมาณ 10 นาที ไปยัง Sanroku Eki-mae แล้วขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ขึ้นรถ Shuttle Bus สาย Hakodateyama Ropeway ไปยัง Sanroku Eki-mae แล้วขึ้นกระเช้าลอยฟ้า

19. ป้อมโกเรียวคาคุ (Fort Goryokaku)

Goryokaku

ป้อมโกเรียวคาคุ (Fort Goryokaku) หรือป้อมดาว 5 แฉก เป็นป้อมที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะโดยวิศวกรทางทหารชาวฝรั่งเศส ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1864 ที่เมืองฮาโกดาเตะ เป็นป้อมที่มีรูปร่างดาว5 แฉก มีคูน้ำและกำแพงดินล้อมรอบ เพื่อป้องกันศัตรูจากการโจมตีด้านนอก นับว่าเป็นป้อมปราการแบบตะวันตกแห่งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นสวนสาธารณะในการรับชมดอกซากุระ

ไฮไลต์ของ ป้อมโกเรียวคาคุ คือ นอกจากนี้แล้วที่ป้อมโกเรียวคาคุ ยังมีหอคอยโกเรียวคาคุ (Goryokaku Tower) ที่มีความสูงถึง 170 เมตร สามารถชมวิวบนป้อมปราการแบบ 360 องศาได้ตลอดทั้งปี และแต่ละฤดูก็มีความสวยของธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีศาลฮาโกดาเตะ พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นให้ได้ศึกษากันอีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 5:00 น. ถึง 19.00 น. 

ค่าเข้า: ฟรี (สวนสาธารณะ)

ผู้ใหญ่ 1,000 เยน (มัธยมปลายขึ้นไป) / เด็ก 750 เยน (ชั้นมัธยม) / เด็ก 500 เยน (ชั้นประถม) / เด็ก ฟรี (ต่ำกว่าชั้นประถม)  – (หอคอยโกเรียวคาคุ)

วิธีไป: นั่งรถรางเมือง Hakodate  ที่หน้าสถานี Hakodate แล้วลงหน้า Goryokaku จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 10 นาที

ขึ้นรถบัส Hakodate หน้าสถานี Hakodate ลงที่ Goryokaku แล้วเดินต่อประมาณ 10 นาที

ขึ้นรถบัส Hakodate Goryokaku Tower และรถรับส่ง Trappistine แล้วลงที่ Goryokaku Tower แล้วเดินต่ออีก 1 นาที

20. โกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ (Goryokaku Tower)

Goryokaku

โกเรียวคาคุ ทาวเวอร์ (Goryokaku Tower) ตั้งอยู่ในเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด ใกล้กับป้อมโกเรียวคาคุ (Goryokaku) ซึ่งเป็นป้อมรูปดาวห้าแฉกที่สร้างขึ้นในปี 1857 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในช่วงยุคซามูไร ปัจจุบัน Goryokaku Tower เป็นหอคอยที่สูง 107 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปชมวิวจากจุดชมวิวบนยอดหอคอยได้ โดยมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของป้อมโกเรียวคาคุในรูปดาวห้าแฉก รวมถึงเมืองฮาโกดาเตะและทะเลที่รายล้อมอยู่รอบๆ

ไฮไลต์ของ Goryokaku Tower คือ การได้ชมทิวทัศน์ที่แตกต่างกันตามฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ผลิ ที่มีการบานสะพรั่งของดอกซากุระรอบๆ ป้อมโกเรียวคาคุ หรือ ฤดูหนาว ที่หิมะปกคลุมทั่วเมืองและป้อมปราการ เพิ่มความงดงามให้กับทิวทัศน์จากหอคอย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์ของป้อมโกเรียวคาคุและการพัฒนาเมืองฮาโกดาเตะ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกและคาเฟ่ที่ให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนและเพลิดเพลินกับการชมวิวได้อย่างเต็มที่

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:00 น. ถึง 18:00 น.

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 1,200 เยน เด็กโต 600 เยน เด็กต่ำกว่า 6 ปี ฟรี

วิธีไป: จาก สถานีฮาโกดาเตะ (Hakodate Station) นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hakodate City Tram สาย 5 หรือ 2 → ลงที่สถานี Goryokaku-Koen-Mae (ประมาณ 15-20 นาที) เดินต่อประมาณ 5 นาที จะถึง Goryokaku Tower

21. โกดังอิฐแดงคาเนโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse)

Kanemori Red Brick Warehouse

โกดังอิฐแดงคาเนโมริ (Kanemori Red Brick Warehouse) เป็นศูนย์การค้าที่อยู่ติดอ่าวฮาโกดาเตะ เป็นกลุ่มอาคารเก่าแก่มีอายุกว่า 100 ปี เดิมเป็นโกดังเก็บสินค้าที่มีจุดเด่นคือตัวอาคารสร้างจากอิฐสีแดงที่หลังคาจั่วสามเหลี่ยมให้ฟีลสไตล์ยุโรป ปัจจุบันเปลี่ยนให้เป็นศูนย์การค้าที่มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ลานเบียร์ และร้านขายของที่ระลึกมากมาย

ไฮไลต์ของ โกดังอิฐแดงคาเนโมริ คือ จะมีจัดงานเทศกาล “ฮาโกดาเตะคริสต์มาสแฟนตาซี” (Hakodate Christmas Fantasy) ในเดือนธันวาคมของทุกปี ภายในงานจะตกแต่งด้วยต้นคริสมาสต์ที่ประดับไปด้วยไฟถึง 100,000 ดวง รวมถึงมีจุดเช็คอินต่างๆทั้งโซนอ่าวฮาโกดาเตะ (Bay Hakodate), โซนคาเนโมริโยบุตสึกัง (Kanemori Youbutsukan), โซนจัตุรัสประวัติศาสตร์ฮาโกดาเตะ (Hakodate History Plaza) และโซนคานาโมริฮอลล์ (Kanamori Hall) ให้ได้เดินชมอีกด้วย

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 9:30 น. ถึง 19:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี

วันหยุด: 31 ธันวาคม – 1 มกราคม

วิธีไป: จาก สถานีฮาโกดาเตะ (Hakodate Station)

นั่งรถไฟใต้ดินสาย Hakodate City Tram สาย 2 → ลงที่สถานี Suehiro-cho (ประมาณ 10-15 นาที) เดินต่อประมาณ 5 นาที จะถึง Kanemori Red Brick Warehouse

— เมืองนิเซโกะ (Niseko) —

22. เขานิเซโกะ อันนุปุริ (Mt. Niseko-Annupuri)

นิเซโกะ

เขานิเซโกะ อันนุปุริ (Niseko Annupuri) คือภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ มีความสูงถึง 1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นภูเขาที่รวม 4 รีสอร์ทสำหรับเล่นสกี ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของฮอกไกโด โดยเรียกทั้ง 4 รีสอร์ทว่า Niseko United ซึ่งประกอบไปด้วย Niseko Hanazono Resort, Niseko Grand Hirafu, Niseko Village Ski Resort และ Niseko Annupuri International Ski Resort

เขานิเซโกะ อันนุปุริ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การเล่นสกีและสโนว์บอร์ดเป็นอย่างมาก เพราะได้รับอิทธิพลความหนาวเย็นมาจากรัสเซีย ทำให้มีหิมะตกเป็นจำนวนมากทุกปี โดยหิมะจะมีความนุ่มและไม่หยาบกระด้าง ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่นักท่องเที่ยวเดินมักเดินทางมาในช่วงฤดูหนาว และในฤดูร้อนก็สามารถมาปีนเขาเพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้เช่นกัน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด:

ค่าเข้า: แล้วแต่ที่พักและคอร์สเล่นสกี

วิธีไป: จาก JR Niseko Station นั่งรถบัสหรือแท็กซี่ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

จากหน้าสถานี Niseko ให้นั่งรถบัส Niseko Bus สาย Niseko ไปภูเขานิเซโกะ อันนุปุริ (เฉพาะเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกรกฎาคม ช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ของเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม และทุกวันของเดือนสิงหาคม) โดยรถบัสวิ่งให้บริการเพียง 2 เที่ยว เวลา 10:30 และ 13:10 เท่านั้น (ฤดูหนาวรถบัสปิดให้บริการ)

23. Niseko Tokyu Grand Hirafu

Niseko Tokyu Grand Hirafu

นิเซโกะ โตเกียว แกรนด์ ฮิราฟุ (Niseko Tokyu Grand Hirafu) เป็นหนึ่งในรีสอร์ทสกีที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในเมืองนิเซโกะ (Niseko) จังหวัดฮอกไกโด และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สกีขนาดใหญ่ที่เรียกว่า นิเซโกะ ยูไนเต็ด (Niseko United) ซึ่งประกอบด้วยสี่รีสอร์ทหลักที่เชื่อมต่อกัน เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเล่นสกีและสโนว์บอร์ดจากทั่วโลก รีสอร์ทแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพของหิมะที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะหิมะผง (powder snow) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีที่สุดในโลก ทั้งยังมีทิวทัศน์ที่งดงามของภูเขา ภูเขานิเซโกะ-อันนุปุริ (Mount Annupuri) ซึ่งเป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเล่นสกี

ไฮไลต์ของ Niseko Tokyu Grand Hirafu คือ พื้นที่เล่นสกีและสโนว์บอร์ดที่หลากหลายและมีความยาวมากที่สุดในรีสอร์ท โดยมีลิฟต์และกระเช้าหลายสายที่ให้บริการ รวมถึงเส้นทางสกีที่เหมาะกับทุกระดับฝีมือ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงมืออาชีพ นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ เช่น การสอนสกี การเล่นสโนว์โมบิล สปา และร้านอาหารที่เสิร์ฟทั้งอาหารญี่ปุ่นและอาหารตะวันตก โดยที่นี่เป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือคู่รักที่มองหาประสบการณ์หิมะที่ไม่เหมือนใครในญี่ปุ่น

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: ฤดูหนาว (สกี): สกีรีสอร์ตจะเปิดประตูให้บริการตั้งแต่ประมาณ 08:30 น. และปิดให้บริการประมาณ 16:30 น.

ฤดูร้อน (เดินเขา): เวลาทำการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่มีในช่วงฤดูร้อน

หมายเหตุ: ตรวจสอบรายละเอียดที่หน้าเว็บไซต์ให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เนื่องจากมีการเปิด-ปิดไม่แน่นอน

ค่าเข้า: แล้วแต่ที่พักและคอร์สเล่นสกี

วิธีไป: จาก สถานีฮาโกดาเตะ (Hakodate Station) นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Line → ลงที่ สถานี Niseko (ประมาณ 2 ชั่วโมง) จากสถานี Niseko นั่ง รถบัส หรือ แท็กซี่ ไปยัง Niseko Tokyu Grand Hirafu (ประมาณ 20-30 นาที)

— เมืองโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) —

24. หุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani Noboribetsu)

Jigokudani Noboribetsu

หุบเขานรกจิโงคุดานิ (Jigokudani Noboribetsu) หรือหุบเขานรก (Hell Valley) เป็นหุบเขาที่เกิดจากการปะทุของภูเขาฮิโรยิยามะ ซึ่งปากปล่องของภูเขาไฟนั้นมีน้ำร้อนที่มีแร่กำมะถันอยู่และไหลลงสู่ลำธารทำให้เกิดเป็นบ่อน้ำร้อนโนโบริเบทสึ (Noboribetsu Hot Springs)

ไฮไลต์ของ หุบเขานรกจิโงคุดานิ คือ ภายในหุบเขายังมี สระโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนกำมะถันที่มีความร้อนเหนือผิวน้ำคือ 50 องศาเซลเซียส ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดนี้จะสวยมากเป็นพิเศษ และน้ำที่ไหลออกจากสระโอนุยุมะนั้นจะไหลไปลงที่ลำธารที่ชื่อ โอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa) ซึ่งความร้อนจากน้ำนั้นจะมีไม่มาก ทำให้คนญี่ปุ่นมักไปแช่เท้าเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและความตึงเครียดพร้อมรับชมความสวยงามจากธรรมชาติ

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: เปิดทุกวัน 08:00 น. ถึง 18:00 น.

ค่าเข้า: ฟรี

วิธีไป: จาก JR Sapporo ไปลงสถานี Noboribetsu ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนั่งรถบัสไปยังหุบเขาต่อใช้เวลาประมาณ 20 นาที

25. สวนหมีโนโบริเบทสึ (Noboribetsu Bear Park)

Noboribetsu Bear Park

สวนหมีโนโบริเบทสึ (Noboribetsu Bear Park) ตั้งอยู่บนเขาที่เมืองโนโบริเบทสึ เกาะฮอกไกโด เป็นสวนหมีสีน้ำตาลที่มีถิ่นกำเนิดจากฮอกไกโดกว่า 100 ตัว โดยที่สวนหมีแห่งนี้เป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุ์หมี เนื่องจากหมีสีน้ำตาลนั้นใกล้จะสูญพันธุ์และหาพบได้ยากแล้วและจะต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป โดยภายในจะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด

ไฮไลต์ของ สวนหมีโนโบรึเบทสึ คือ ภายในส่วนนั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่เป็นบริเวณขนาดใหญ่เสมือนให้หมีนั้นได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่แท้จริงและอีกส่วนหนึ่งคือจะมีการกั้นเป็นคอกที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิดรวมถึงการให้อาหารหมี นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ให้ได้เรียนรู้ถิ่นกำเนิดของหมีสีน้ำตาลอีกด้วย หรือถ้าใครอยากจะรับประทานอาหารหรือซื้อของที่ระลึก ที่สวนหมีแห่งนี้ก็มีให้บริการเช่นกัน

วันและเวลาที่เปิดให้บริการ

เวลาเปิด: 09.30 – 16.30 น. (วันที่ 21 ตุลาคม – 20 เมษายน)

  09.00 – 17.00 น. (วันที่ 21 เมษายน – 20 ตุลาคม)

วันหยุด: 7 เมษายน 2025 –  25 เมษายน 2025 (เนื่องจากมีการตรวจสอบทางกฎหมายของทางกระเช้าและการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก)

ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 3,000 เยน (มัธยมขึ้นไป) / เด็ก 1,500 เยน (อายุ 4 ปี – ชั้นประถม) / ฟรี (ต่ำกว่า 3 ขวบ (ค่าเข้ารวมค่ากระเช้าแล้ว)

วิธีไป: จากสถานีรถบัส Noboribetsu onsen ข้ามถนนมาฝั่งตรงข้ามแล้วเดินขึ้นเนินไปยัง Ropeway แล้วนั่งกระเช้าขึ้นไป โดยใช้เวลาขึ้นไปสวนหมี 7 นาที

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด