ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความงามของธรรมชาติ ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศหลั่งไหลมาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติโดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นฤดูท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ตรงข้ามกับช่วงฤดูร้อนคือระหว่างมิถุนายนถึงสิงหาคม กลับมีนักท่องเที่ยวน้อย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนและมีฝนตก แต่รู้หรือไม่ว่าธรรมชาติของญี่ปุ่นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวนี้ก็สวยงามและน่าเที่ยวไม่แพ้กัน เราจึงอยากแนะนำให้รู้จัก 10 ที่เที่ยวธรรมชาติ ญี่ปุ่น นอกฤดูกาลให้ได้รู้จักกัน
1. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์โฮโรมิโตเกะ จ.ฮอกไกโด (Horomitoge Lavender Garden)

สวนดอกลาเวนเดอร์โฮโรมิโตเกะตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองซัปโปโรซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกลาเวนเดอร์แห่งแรกของฮอกไกโด สวนแห่งนี้เริ่มต้นจากการปลูกดอกลาเวนเดอร์เพียง 120 ดอกตั้งแต่ ค.ศ. 1987 จนปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 8,000 ดอก เมื่อถึงเวลาบานในเดือนช่วงเดือนกรกฎาคม พื้นที่ตรงนี้จะเสมือนปูด้วยพรมสีม่วงและส่งกลิ่นหอมตลบออบอวน ชวนให้ผู้ที่เข้ามาเดินชมสวนได้รู้สึกผ่อนคลาย นอกจากนี้สวนยังเปิดให้เข้าชมเวลากลางคืนอีกด้วย การอยู่ท่ามกลางดอกลาเวนเดอร์และแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองซัปโปโร ทำให้ได้บรรยากาศโรแมนติกไม่น้อยเลยทีเดียว
Horomitoge Lavender Garden
วิธีเดินทาง :โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินจาก Sapporo Station ไป Odori Station และเปลี่ยนสายไป Tozai line และลง Maruyama Koen Station จากนั้นนั่งแท็กซี่ต่อไปประมาณ 10-15 นาที
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/1YPRekTpgSC8VGrA6
2. พื้นที่ชุ่มน้ำโอะเซะกะฮะระ จ.กุนมะ (Ozegahara)

ที่ลุ่มน้ำโอะเซะกะฮะระเป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติโอเซะครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 จังหวัดในญี่ปุ่น ได้แก่ กุนมะ ฟุกุชิมะ โทจิงิและนีงาตะ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าในฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูที่พืชพันธุ์ต่าง ๆ จะมีสีเขียวขจี โดยเฉพาะระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ดอกเดย์ลิลลี่สีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูร้อนของอุทยานแห่งชาติโอเซะจะบานสะพรั่งท่ามกลางทุ่งหญ้าต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนเพลิดเพลินกับธรรมชาติระหว่างเดินทางโดยไม่รู้เหนื่อย นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการเดินทางเพราะมีแผ่นไม้กระดานปูไว้ตลอดเส้นทาง จุดแวะพักและจุดบริการนักท่องเที่ยว
ตัวอย่างเส้นทางไปโอะเซะกะฮะระ
1.เส้นทางแบบไป-กลับ Hatomachi (鳩待峠) – Yamanohana (山ノ鼻) – Uchikubi (牛首) บริเวณโอะเซะกะฮะระ
ระยะทางและเวลา 11 กิโลเมตร 7 ชั่วโมง
2.เส้นทางแบบค้างคืน Hatomachi (鳩待峠) – โอะเซะกะฮะระ – ที่พัก Miharashi(見晴宿泊 – กระท่อม Touden(東電小屋) – Uchikubi (牛首) – Hatomachi (鳩待峠)
ระยะทางและเวลา วันที่ 1 10 กิโลเมตร 6 ชั่วโมง และ วันที่ 2 13 กิโลเมตร 7 ชั่วโมง
Ozegahara
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟ JR Joetsu Shinkansen จากสถานี Tokyo ไปลงสถานี Jomo-Kogen แล้วนั่งรถบัสไปสถานี Numata จากนั้นต่อรถบัสไป Oze Tokura แล้วจึงนั่งรถบัสไป Hatomachi-toge Pass จุดเริ่มต้นของเส้นทางไปโอะเซะกะฮะระ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/4WYt1R98HowgB9Qp6
3. สวนดอกไฮเดรนเยีย วัดอะมิบิคิ คัน-นน จ.อิบารากิ (Amabiki Kannon)

ถ้าดอกซะกุระเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูใบไม้ผลิ ดอกไฮเดรนเยียก็อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูฝนของญี่ปุ่นที่มีความสวยงามไม่แพ้ดอกซะกุระและสามารถชมได้นอกฤดูกาล หากได้ไปชมดอกไฮเดรนเยียในญี่ปุ่น สวนดอกไฮเดรนเยีย วัดอะมิบิคิ คันนน จ.อิบะระกิเป็นหนึ่งแห่งที่ไม่ควรพลาด วัดแห่งนี้ปลูกดอกไฮเดรนเยียกว่า 5,000 ดอก และเปิดให้ชมช่วงผลิบานระหว่าง 10 มิถุนายนถึง 20 กรกฎาคมของทุกปี ด้วยสีสันของดอกไฮเดรนเยียกับสีเขียวของต้นไม้บริเวณโดยรอบจึงยิ่งเสริมทัศนียภาพของวัดให้งดงามช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเดินทอดน่องชมธรรมชาติเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
นอกจากนี้ดอกไฮเดรนเยียที่ถูกตัดออกจะถูกนำมาลอยในบ่อ เสริมด้วยเป็ดสีขาวที่มักจะมาว่ายน้ำในบ่อนี้ ทำให้บริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ตอนกลางคืนบ่อดอกไฮเดรนเยียนี้ก็จะมีการประดับไฟซึ่งสามารถเข้าชมได้ถึงเวลา 20.00 น. เรียกได้ว่าสวยทั้งกลางวันและกลางคืนเลยทีเดียว
Amabiki Kannon
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟมาลงสถานี Iwase จากนั้นต่อด้วยรถแท็กซี่ประมาณ 10 นาที หรือต่อด้วยรถบัสลงวัดอะมิบิคิ คันนน
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/v7q7o7Yuhj2GMq9aA
4.นิวโตออนเซน จ.อาคิตะ (Nyuto Onsen)

นิวโตออนเซนหรือน้ำพุร้อน 7 แห่งบนเชิงเขานิวโต จ.อะคิตะตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโทวาดะ-ฮาจิมันไต น้ำพุร้อนแห่งนี้ห้อมล้อมด้วยป่าต้นบีช (ฺbeech) ซึ่งจะเขียวชอุ่มในฤดูร้อนจึงเหมาะที่จะมาแช่น้ำร้อนกลางแจ้งและสัมผัสธรรมชาติเพื่อคลายความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ น้ำพุร้อน 7 แห่งล้วนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งในร่มและกลางแจ้งหรือพักแรมได้ตามความสนใจ
| ซึรุโนะยุ ออนเซน (Tsurunoyu Onsen) | น้ำพุร้อนเก่าแก่อายุ 400 กว่าปี (ค.ศ.1600-ปัจจุบัน) | ค่าเข้า 700 เยน http://www.tsurunoyu.com/ |
| ทะเอะโนะยุ ออนเซน (Taenoyu Onsen) | น้ำพุร้อนสีส้มและบ่อกลางแจ้งใกล้น้ำตก | ค่าเข้า 1,000 เยน https://taenoyu.com/en/ |
| คุโระยุ ออนเซน (Kuroyu Onsen) | น้ำพุร้อนที่อยู่ลึกที่สุดของหมู่บ้านติดแหล่งกำเนิดของน้ำพุร้อน | ค่าเข้า 800 เยน https://kuroyu.com/ |
| กะนิบะ ออนเซน (Ganiba Onsen) | น้ำพุร้อนที่อยู่ใกล้ชิดกับป่ามากที่สุด | ค่าเข้า 800 เยน https://ganibaonsen.com/en/ |
| มะโกะโระกุ ออนเซน (Magoroku Onsen) | น้ำพุร้อนกลางแจ้งขนาดใหญ่ริมแม่น้ำสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ | ค่าเข้า 600 เยน https://magorokuonsen.com/en/ |
| โอะกะมะ ออนเซน (Ookama Onsen) | น้ำพุร้อนสีเขียวใสพร้อมบริการแช่เท้าในฤดูร้อน | ค่าเข้า 600 เยน https://ookama-onsen.jp/ |
| คิวกะมุระ ออนเซน (Kyukamura Onsen) | น้ำพุร้อนมีความทันสมัยที่สุด | ค่าเข้า 800 เยน https://hotel.qkamura.or.jp/en/nyuto-onsenkyo |
Nyuto Onsen
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟมาลงสถานี Tazawako จากนั้นต่อด้วยแท็กซี่ใช้เวลา 30 นาที หรือรถบัสใช้เวลา 50 นาที
5. บ่อน้ำโมเนต์ จ.กิฟุ (Monet’s Pond)

บ่อน้ำสีฟ้าสดราวกับหินเทอร์ควอยซ์นี้อยู่ภายในศาลเจ้าเนะมิจิ เมืองเซกิ จ.กิฟุ เดิมเป็นบ่อน้ำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำจากภูเขาโคกะ จนกระทั่งเจ้าของสวนดอกไม้อิตะโดะริซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงเริ่มปลูกดอกบัวและคนในพื้นที่นำปลาคาร์ฟมาเลี้ยงในบ่อ ทำให้บ่อน้ำนิรนามนี้มีชีวิตชีวาและงดงามราวกับภาพวาด Water Lilies ของโคลด์ โมเนต์ (Claude Monet) ศิลปินชื่อดังชาวฝรั่งเศส จนถูกขนานนามว่า “บ่อน้ำโมเนต์” เนื่องจากดอกบัวในบ่อน้ำจะเริ่มบานต้นฤดูร้อน ดังนั้นตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการมาชมบ่อน้ำโมเนต์ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
Monet’s Pond
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟมาลงสถานี JR Gifu ขึ้นรถไฟสาย Gifu Itadori หรือรถบัสสาย N83 จากป้าย 2 ไปยัง Horadori Kiwi Plaza และขึ้นรถบัส Itadori Fureai ลงที่ Mone no Ikemae (モネの池前) แล้วเดินอีก 150 เมตร
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/sGRK59TjoaDUrsFY8
6. ภูเขาซึบะคุโระจ.นากาโนะ (Mount Tsubakuro)

ภูเขาหินแกรนิตที่สูง 2,763 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นเทือกเขาที่ได้รับความนิยมในหมู่นักปีนเขาในญี่ปุ่น ด้วยทิวทัศน์บนยอดเขาที่สวย 360 องศา สามารถมองเห็นภูเขายาสึกะตาเกะ (Yatsugatake) ภูเขาฟูจิ (Fuji) ภูเขาฮะคุบะ (Hakuba) และภูเขาซึรุกิ (Tsurugi) ช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม เราจะได้ชมความงามของดอกไม้ที่เบ่งบานภูเขาอย่างดอกโคะมะคุสะสีชมพู (Dicentra) อีกทั้งเส้นทางยังสะดวกแก่นักปีนเขาเพราะมีทั้งจุดพักผ่อนระหว่างทางและที่พักบนภูเขาที่ดีที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนักปีนเขามือใหม่หรือมืออาชีพก็สามารถพิชิตยอดเขาซึบะคุโระได้
ตัวอย่างเส้นทางปีนเขา
・เส้นทาง Mt.Tsubakuro 9.6 กิโลเมตร
วันที่ 1 จุดเริ่มต้นที่ Nakabusa (中房) – บ้านพัก Enzansou (燕山荘) – ยอดเขาซึบะคุโระ – บ้านพัก Enzansou 5 ชั่วโมง
วันที่ 2 บ้านพัก Enzansou – กลับมาจุดเริ่มต้นที่ Nakabusa 2 ชั่วโมง 40 นาที
・เส้นทาง Omote Ginza 37.4 กิโลเมตร
วันที่ 1 จุดเริ่มต้นที่ Nakabusa – บ้านพัก Enzansou – ยอดเขาซึบะคุโระ 5 ชั่วโมง
วันที่ 2 บ้านพัก Enzansou – บ้านพัก Hutte Nishidake 5 ชั่วโมง 30 นาที
วันที่ 3 บ้านพัก Hutte Nishidake (ヒュッテ西岳)
- ยอดเขา Yarigatake (槍ヶ岳) – บ้านพัก Yarigatake (槍ヶ岳山荘) 4 ชั่วโมง 40 นาที
วันที่ 4 บ้านพัก Yarigatake – บ้านพัก Yarisawa (槍沢ロッヂ) – บ้านพัก Yokoo (横尾山荘) – Kamikochi (上高地) 7 ชั่วโมง 20 นาที
หลังจากลงมาจากภูเขาแล้ว ก็มีบ่อน้ำพุร้อนที่รอเหล่านักปีนเขาที่กำลังอิดโรยมาผ่อนคลายร่างกาย นั่นคือ Nakabusa onsen ใกล้กับจุดที่เริ่มปีนเขานั่นเอง เรียกได้ว่ามาที่เดียวคุ้มค่า
Mount Tsubakuro
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟจาก JR Matsumoto Station ไปลง JR Hotaka Station และนั่งรถบัสไป Nakabusa Onsen
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bRoR3brX2BasWSz46
7. ล่องเรือไม้โบราณในแม่น้ำคุมาโนะ จ.วากายามะ (Kumano River)

แม่น้ำคุมาโนะตั้งอยู่บนคาบสมุทรคิอิซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นารา จ.วากายามะ และ จ.มิเอะ ในอดีตแม่น้ำคุมะโนะเคยเป็นเส้นทางจาริกแสวงบุญระหว่างศาลเจ้าคุมาโนะฮายาตามะ (Kumano Hayatama Taisha) และศาลเจ้าคุมาโนะ ฮงกุ (Kumano Hongu Taisha) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสวัฒนธรรมการล่องเรือไม้โบราณบนแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการบรรยายของมักคุเทศน์พร้อมชมทัศนียภาพอันประกอบด้วยหน้าผา น้ำตกและนกนานาชนิดได้ที่ The Kawabune Boat Tour Center จ.วากายามะ
Kumano River
วิธีเดินทาง : โดยสารรถไฟมาลงสถานี Shingu ต่อรถบัส #53 Kumano Gobo Nankai (เช้า) หรือ #51 Kumano Gobo Nankai Bus (กลางวัน) แล้วลงที่ Michi-no-Eki Kumano-gawa Boat Center
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/HSRBX8wqonRrWKFNA
เปิดให้บริการตั้งแต่ 1 มีนาคมถึง 30 พฤศจิกายน
วันละ 2 รอบ 10.30 น. และ 14.30 น.
ระยะเวลา 90 นาที
ราคา 4,400-4,950 เยน
จองล่วงหน้าทางเว็บไซต์ www.kumano-travel.com
8. ชายฝั่งคุนิกะ จ.ชิมะเนะ (Kuniga Coast)

หนึ่งในชายฝั่งที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นที่สามารถเที่ยวชมได้ทุกฤดูกาล โดดเด่นด้วยหินรูปทรงต่าง ๆ รอบชายฝั่งซึ่งเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลอย่างซุ้มประตูซึเทนเคียว (Tsuten-kyo Bridge) และหน้าผามาเทนไก (Matengai Cliff) ที่สูงตระหง่าน 257 ม. จากระดับน้ำทะเลปกคลุมด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีทั่วพื้นที่ให้วัวและม้าที่อยู่บนผาได้เล็มหญ้า ด้วยภูมิทัศน์อันน่าทึ่งของชายฝั่งนี้จะทำให้ผู้ที่มาเยือนได้เพลินกับการทำกิจกรรมสบาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น ปิคนิค ชมทิวทัศน์ ล่องเรือรอบชายฝั่งและประทับใจไม่รู้ลืม
Kuniga Coast
วิธีเดินทาง : โดยสารเครื่องบินจาก Itami airport มาลง Oki airport และนั่งรถบัสไปลง Saigo port จ.ชิมะเนะ จากนั้นขึ้นเรือ Ferry ไปลง Beppu Port ที่ Nishinoshima Town แล้วเช่ารถหรือโดยสารรถบัสท้องถิ่น ไป Nishinoshimacho Tourism Association Information Center, Uragō Port เพื่อขึ้นรถบัสชมนวิวไปหน้าผามาเทนไก
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/5sbY4dfXDGpEkyZe7
9.น้ำวนนารุโตะ จ.โทคุชิมะ (Naruto Whirlpools)

ปรากฎการณ์น้ำวนในทะเลที่เกิดจากกระแสน้ำที่มีความเร็วและอยู่ในระดับความลึกที่แตกต่างกันไหลมาตัดกันบริเวณช่องแคบระหว่างเมืองนารุโตะ จ.โทคุชิมะและเกาะอาวาจิ จ.เฮียวโงะ น้ำวนนารุโตะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ที่สุด 20 เมตร และมีความเร็วได้สูงถึง 20 กม. ต่อชั่วโมงจึงเป็นกระแสน้ำที่มีความเร็วที่สุดในญี่ปุ่น ความยิ่งใหญ่ของน้ำวนนารุโตะสามารถมองลงมาจากกระจกบนทางเดินอุซุโนะมิจิ (Uzu no Michi Walkway) สะพานโอะนารุโตะ ความสูง 45 เมตรจากระดับน้ำทะเล
| ราคาสำหรับบุคคลทั่วไป | ผู้ใหญ่ 510 เยน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา 410 เยน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา 260 เยน |
| เวลาทำการ | มีนาคม – กันยายน : 09.00 – 18.00 น. ตุลาคม – กุมภาพันธ์ : 09.00 – 17.00 น. วันหยุด Golden week (ปลายเมษยนถึงต้นเดือนพฤษภาคม) /วันหยุดฤดูร้อน (ต้นเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม) : 08.00 – 19.00 น. (เข้าได้ถึง 18.30 น.) *หมายเหตุ ปิดทุกวันจันทร์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม |
| ซื้อตั๋วทางได้เว็บไซต์ | https://www.uzunomichi.jp/lang_en/ |
หากต้องการชมน้ำวนนะรุโตะแบบใกล้ชิดก็สามารถใช้บริการเรือที่ท่าเรือท่องเที่ยวคาเมอุระ สวนสาธารณะนารุโตะ (Naruto Park Kameura Sightseeing Port) โดยจองที่นั่งได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์ https://www.uzusio.com/en/
・เรือ Woder Naruto ราคา ผู้ใหญ่ 1,800 เยน เด็ก 900 เยน
・เรือ Aqua Eddy ราคา ผู้ใหญ่ 2,400 เยน เด็ก 1,200 เยน
เนื่องจากการเกิดน้ำวนขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติจึงไม่มีความไม่แน่นอน ดังนั้นควรตรวจสอบตารางเวลาล่วงหน้าอย่างละเอียด
Naruto Whirlpools
วิธีเดินทาง : โดยสารรถบัสจาก Tokushima station ไปลงสวนสาธารณะนารุโตะ จ.โทคุชิมะ บริเวณท่าเรือชมวิวนารุโตะ
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/QpJw89yhRA1cmy11A
10.หุบเขาทาคาจิโฮะ จ.มิยาซากิ (Takachiho)

หุบเขาแห่งนี้เกิดจากการเย็นตัวของลาวาภูเขาไฟ (Mount Aso) จนกลายเป็นหน้าผาสูง 100 เมตร ทอดยาวกว่า 7 กิโลเมตรขนาบ 2 ฝั่ง ห้อมล้อมด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ โดยมีแม่น้ำโกคัสเสะ (Gokase River) สีเขียวมรกตผ่านกลางหุบเขา ทั้งยังมีน้ำตกมะนะอิ (Manai Falls) ซึ่งถูกจัดเป็น 1 ใน 100 น้ำตกที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น ทำให้ภูมิทัศน์ของหุบเขาทาคาจิโฮะดูงดงามราวกับดินแดนมหัศจรรย์
นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นในภูเขาทะคะจิโฮะเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติหรือจะเช่าเรือพายด้วยตนเองโดยจองผ่านเว็บไซต์ ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ ตั้งแต่เวลา 09.00 น.
เว็บไซต์ : https://eipro.jp/takachiho1/eventCalendars/index
ราคา 5,100 เยนต่อลำ
ระยะเวลา 30 นาที
เวลาทำการ 08.30 น.-05.30 น.
Takachiho
วิธีการเดินทาง : โดยสารรถบัสจาก Kumamoto airport มาถึง Takachiho Bus Center
ถ้าเดินจากที่นี่ถึงหุบเขาทะคะโฮจิจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที แต่ถ้าเช่าจักรยานไฟฟ้าหรือจักรยานยนต์จะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีโดยจองล่วงหน้าทางเว็บไซต์ https://takachiho-kanko.info/experience/
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/nPv4mdTuEPstsPMZA
ที่เที่ยวธรรมชาติ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของ ญี่ปุ่น รอให้เราเข้าไปหา ยิ่งไปในช่วงที่ไม่มีคนพลุกพล่านก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นลองไปชมธรรมชาติญี่ปุ่นนอกฤดูกาลกันเถอะ
















