หลังจากเที่ยวเมืองใหญ่ๆ อย่างโตเกียว โอซาก้า เกียวโต หรือฮอกไกโดกันมาจนเบื่อแล้ว ในคราวนี้ เราจะขอมาแนะนำจังหวัดเมืองรอง ที่ทั้งสวยและมีที่เที่ยวมากมายแต่ไม่ค่อยมีคนไทยไปอย่างจังหวัดนางาซากิกันบ้าง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากจะแนะนำในครั้งนี้ก็คือออนเซ็นกลางหุบเขาอย่าง Unzen Onsen นั้นเอง
รู้จักกับจังหวัดนางาซากิ

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับจังหวัดนางาซากิกันก่อน จังหวัดนางาซากิเป็นจังหวัดที่อยู่ริมสุดของบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่นติดกับทะเลใหญ่ ถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู ตัวจังหวัดมีพื้นที่ทั้งหมด 4,131 ตร.กม. และมีประชากรประมาณหนึ่งล้านสามแสนคน แต่เดิมที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ธรรมดา แต่ว่าในสมัยเอโดะ เมืองนางาซากิได้กลายเป็นเมืองท่าแห่งเดียวของญี่ปุ่นที่ใช้ติดต่อกับชาติตะวันตก ทำให้จังหวัดแห่งนี้เต็มไปด้วยอิทธิพลของชาวโปรตุเกสและชาวยุโรป จนทำให้มีโบสถ์และสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปตั้งอยู่ทั่วเมือง อีกทั้งที่นี่ยังถือเป็นหนึ่งในสองจังหวัดในญี่ปุ่นและเป็นเมืองสุดท้ายของโลกที่เคยถูกระเบิดปรมาณูทิ้งใส่ ทำให้ที่ถือเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมากที่รอคอยให้่คนไทยไปสัมผัส
ภายในจังหวัดนางาซากินั้น นอกจากเป็นประตูสู่ภูมิภาคคิวชูที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นภูเขาอินาสะ, สวนสนุกเฮาส์เทนบอช, สวนสันติภาพนางาซากิ หรือปราสาทชิมาบาระ แต่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากจะแนะนำในครั้งนี้ก็คือ Unzen Onsen นั้นเอง
Unzen Onsen (อุนเซ็น ออนเซ็น)

เกริ่นมาตั้งนาน มาทำความรู้จักกับ Unzen Onsen หรืออุนเซ็น ออนเซ็นแห่งนี้กันดีกว่า ที่นี่เป็นเมืองน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในภูเขาอุนเซ็น (Mount Unzen) ใกล้ๆ กับตัวเมืองนางาซากิ ที่นี่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เพราะกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคเมจิ (พ.ศ. 2412-2455) และถือเป็นเมืองออนเซ็นแห่งแรกๆ ในญี่ปุ่น ที่สำคัญ ออนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติอุนเซ็น-อามาคุสะซึ่งได้ถูกกำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2477 อีกด้วย
แน่นอนว่าในฐานะของเมืองออนเซ็น จุดขายที่ต้องพูดถึงก็คือน้ำพุร้อนของที่นี่ เพราะน้ำพุร้อนของ อุนเซ็น ออนเซ็น ซึ่งมีเกือบ 30 บ่อรอบบริเวณนี้มีความพิเศษคือช่วยดูแลทั้งในด้านสุขภาพและความงาม โดยน้ำแร่ที่นี่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและช่วยให้ผิวพรรณสวยงามดูเปล่งปลั่ง นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณต่างๆ ในต่างๆ ไม่ว่าช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและกล้ามเนื้อ รักษาอาการเหนื่อยล้า บรรเทาอาการโรคเบาหวาน ช่วยในด้านไขข้อและอาการปวดตามเส้นประสาท และรักษาโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ ทำให้ไม่แปลกเลยที่ว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวออนเซ็นขึ้นชื่อที่โด่งดังตั้งแต่สมัยก่อน
Unzen Jikoku

และสำหรับไฮไลท์ของที่นี่ แน่นอนว่าก็ต้องเป็น Unzen Jikoku อย่างแน่นอน โดยคำว่า Jikoku นั้น แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นตรงๆ ได้เป็นคำว่า “นรก” สาเหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะว่าน้ำพุร้อนของที่นี่เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่กำลังเดือดปุดๆ มีควันโพยพุ่งและกลิ่นกำมะถันอยู่ตลอดเวลา ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูน่ากลัวแบบนี้ ทำให้ที่นี่ได้รับการตั้งชื่อจากคนท้องถิ่นว่า “นรก” อีกทั้งในสมัยก่อน ที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ซึ่งผู้นับถือศาสนาคริสต์ถูกทรมานและจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของผู้ปกครองท้องถิ่นเนื่องจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันอีกด้วย
แม้ภาพลักษณ์และประวัติศาสตร์อาจจะฟังดูน่ากลัว แต่ปัจจุบัน Unzen Jikoku แห่งนี้กลายเป็นจุดถ่ายรูปเลื่องชื่่อเนื่องจากมีทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งด้วยความที่นี่เป็นบริเวณที่มีน้ำพุร้อนและไอร้อนโพยพุ่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ที่นี่มีอากาศอบอุ่นแม้จะอยู่ในฤดูที่แตกต่าง อีกทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของแมวในท้องถิ่นเนื่องจากอุณหภูมิที่กำลังดี ถ้ามาถึงแล้วแต่ถ้าไม่มาถ่ายรูป ก็บอกเลยว่าพลาด
อาหารและสถานที่พัก

สำหรับหัวข้อนี้ ถือเป็นหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องมาจากหัวข้อที่แล้วอย่าง Unzen Jikoku ถ้ามีโอกาสได้มาเที่ยวที่นี่แล้วละก็ อาหารที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือไข่ต้มออนเซ็นที่ต้มด้วยน้ำพุร้อนจากบ่อธรรมชาติ จนเปลือกออกสีเทาและมีกลิ่นเฉพาะตัว อีกทั้งมีความเชื่อด้วยว่าถ้ากินหนึ่งลูกอายุยืนขึ้นหนึ่งปี ถ้ากินสองลูกจะอายุยืนขึ้นสองปี และถ้ากิน 3 ลูกจะมีชีวิตยืนยาวไปจนตาย ทำให้ไข่ต้มออนเซ็นที่นี่ขายดีถึงขนาดขายได้ 2000 ลูกต่อวัน
และลำดับถัดมาที่ต้องกินคู่กันก็คือ “Onsen lemonade” เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำมะนาวโซดาอันเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเที่ยวที่ Unzen Onsen แห่งนี้ในสมัยเมจิถึงต้นยุคโชวะ ซึ่งน้ำมะนาวน้ำแร่นี้ผลิตจากน้ำแร่ธรรมชาติในท้องถิ่น น้ำตาลคุณภาพสูงและน้ำเลมอนจากคาบสมุทรชิมาบาระ ทำให้ได้รสชาติที่อร่อยสดชื่น เป็นเครื่องดื่มที่ใครก็ต้องมาลิ้มลอง

ลำดับถัดมาก็คือเรื่องที่พัก ด้วยความที่เป็นเมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ทำให้ที่นี่มีที่พักให้เลือกถึง 19 แห่งรอบเขตพื้นที่น้ำพุร้อนของ อุนเซ็น ออนเซ็น ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายแบบไม่ว่าจะเป็นโรงแรมสไตล์ตะวันตกสุดพรีเมี่ยมอย่าง Mt.Resort Unzen Kyushu Hotel หรือเรียวกังสวยๆ เช่น Unzen Miyazaki Ryokan หรือ Ryotei Hanzuiryo แต่ละที่ก็จะมีจุดเด่นและราคาที่ลดหลั่นกันไป ทำให้สามารถเลือกได้สบายๆ ตามความต้องการของเรา
Unzen Ropeway

และอีกสถานที่หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ อุนเซ็น ออนเซ็น ซึ่งสวยมากและเราอยากแนะนำให้ลองไปเที่ยวดู ก็คือ Unzen Ropeway กระเช้าลอยฟ้ายาว 500 เมตร สูง 174 เมตรที่จะพาเราข้ามช่องเขานิตะ (Nita Pass)มุ่งสู่ยอดเขาเมียวเคนดาเคะ (Myokendake) ซึ่งเป็นหนึ่งในยอดเขาของภูเขาอุนเซ็น สำหรับความพิเศษของที่นี่ ก็คือทิวทัศน์สุดตระการตาระหว่างทาง ที่สวยงามในทุกฤดูกาล ทำให้มาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี
ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้สองข้างทางในช่องเขานิตะจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง และส้ม ทำให้ที่นี่เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีอันดับต้นๆ ของคิวชู ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกอาซาเลียกว่าหนึ่งแสนดอกก็จะบานสะพรั่งเป็นสีชมพูอย่างสวยงาม ในฤดูร้อนก็จะเต็มไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติ และอากาศเย็นสบายเหมือนได้มาพักร้อน หรือแม้กระทั่งฤดูหนาว ที่สองข้างทางก็จะขาวโพลนไปด้วยหิมะ หรือถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะได้เห็นปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งเกาะเต็มกิ่งไม้บนเขา เป็นทัศนียภาพสุดพิเศษที่เห็นได้แค่ที่นี่เท่านั้น
เนื่องจากเป็นจุดท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลมากจาก อุนเซ็น ออนเซ็น ทำให้หลายๆ คนมักจะมาเที่ยวที่นี่ก่อน จากนั้นค่อยเดินทางต่อไปพักที่เรียวกังหรือโรงแรมบริเวณ Unzen Jikoku อีกหนึ่งคืน เป็นการจบทริปภูเขาอุนเซ็นที่วิเศษสุด ใครมีเวลาหรือโอกาสได้มาเที่ยวนางาซากิ ก็ห้ามพลาดเชียวนะ
การเดินทาง
สำหรับการเดินทางมายัง Unzen Onsen แห่งนี้ สามารถเดินทางมาได้จากหลากหลายต้นทาง โดยเส้นทางที่สะดวกที่สุดก็คือนั่งรถบัสมาจากสถานี Shimabara Station ซึ่งใช้เวลาประมาณ 50 นาที หรือจากสถานี JR Isahaya Station ซึ่งใช้เวลา 90 นาที หรือถ้าใครเดินทางโดยการนั่งเรือมาจากจังหวัดคุมาโมโตะ ก็สามารถนั่งรถบัสจาก Shimabara Port ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาทีได้เช่นกัน และถ้าอยากนั่งรถบัสมาจากตัวเมืองนางาซากิยาวๆ เลยก็มีรถบัสให้บริการเช่นกัน (100 นาที) แต่เนื่องจากมีรอบรถไม่บ่อยมาก ทำให้อาจจะต้องกะเวลาดีๆ หน่อย
ต่อมาในส่วนของ Unzen Ropeway สำหรับการเดินทางไปที่นี่อาจจะยากเล็กน้อยเนื่องจากไม่มีรถสาธารณะผ่าน โดยเราสามารถนั่งแท็กซี่แบบที่แชร์ผู้โดยสารได้ (มีตารางเวลา 3 รอบต่อวัน) เพื่อไปยัง Unzen Ropeway แต่ถ้าการเดินทางแบบนั้นที่เราอยากจะแนะนำที่สุด เราก็อยากจะขอแนะนำการเช่ารถจากสถานี JR Isahaya Station เพราะเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุดเวลาที่ต่างจังหวัดหรืออุทยานแห่งชาติของญี่ปุ่น เพราะเราสามารถแวะจอดถ่ายรูปจุดสวยๆ และปรับเวลาการเดินทางได้ตามที่เราต้องการ
ใครที่เบื่อเมืองใหญ่ๆ ที่คนไทยไปกันเยอะๆ แล้วอยากหาจังหวัดอื่นๆ เที่ยวบ้าง จังหวัดนางาซากิก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ไว้ถ้าเรามีโอกาส เราจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ให้ทุกคนได้รู้จักกันอีกนะ















