สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักในวันนี้ จะเป็นอควาเรียมหรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำรูปแบบใหม่ ที่ใช้แนวคิดของศิลปะและการออกแบบสมัยใหม่ในการสร้าง จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำสไตล์ใหม่ไม่เหมือนกับที่อื่นและเป็นที่นิยมมากในประเทศญี่ปุ่น สถานที่แห่งนั่นก็คือ NIFREL แห่งโอซาก้านั่นเอง
ทำความรู้จักกับ NIFREL

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2015 และตั้งอยู่ด้านใน EXPOCITY แหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ใหม่ล่าสุดของโอซาก้าซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่จัดงานโอซาก้า เอ็กซ์โป เมื่อปี 1970 และหอคอยแห่งดวงอาทิตย์อันโด่งดัง ที่นี่จัดเป็นศูนย์รวมความบันเทิงขนาดใหญ่ที่รวมทั้งร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และร้านอาหารต่างๆ เข้าด้วยกัน โดย NIFREL แห่งนี้ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
ซึ่งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำน้องใหม่แห่งนี้ก็ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำธรรมดาๆ แต่เป็นการรวมทั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ งานจัดแสดงศิลปะเข้าด้วยกันเพื่อสร้างความประทับใจให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งนอกจากการจัดแสง สีต่างๆ ที่สวยจนไม่เหมือนอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว ที่นี่ยังมีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจก็คือ “ความหลากหลาย” ที่จะให้เราเรียนรู้และสัมผัสความน่าสนใจของธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด
โซนต่างๆ ของ NIFREL
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าธีมของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้คือ “ความหลากหลาย” ที่นี่จึงจัดโซนต่างๆ ออกเป็น 8 โซนผ่านตามธีมต่างๆ เพื่อให้คุณได้สัมผัสความน่าสนใจของธรรมชาติได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ จะมีอะไรบ้าง เราไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า
1. Colors (いろにふれる)

สำหรับโซนแรกสุดก็คือ Colors หรือ “สีสัน” ในโซนนี้ทางผู้จัดได้คัดสัตว์ทะเลที่มีสีสันสวยงามจำนวน 13 ตู้จัดเรียงเอาไว้ พร้อมๆ กับไฟและผ้าม่านในห้องที่จะเปลี่ยนสีสันไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไฟกับสัตว์น้ำในตู้มีการเล่นสีซึ่งกันและกัน ถือเป็นโซนสวยๆ คอนเซ็ปต์โดนๆ ที่ต้อนรับการเดินทางมายังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ได้อย่างน่าสนใจ
2. Abilities (わざにふれる)

โซนนี้บอกได้เลยว่าจะเป็นโซนที่สนุกและเด็กๆ จะต้องชอบมากแน่ๆ กับโซน Abilities หรือ “ความสามารถ” ที่จะจัดแสดงสิ่งมีชีวิตน้ำซึ่งมีความสามารถแปลกๆ ในการใช้ชีวิตหรือเอาตัวรอด ยกตัวอย่างเช่นปลาที่สามารถพ่นน้ำเพื่อล่าเหยื่อหรือปลาที่ซ่อนตัวในทรายหรือเปลี่ยนสีเพื่อพรางตัวจากศัตรูเป็นต้น และที่สำคัญตู้ปลาในโซนนี้ก็ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้คุณได้เห็น “ลูกเล่น” ของสัตว์เหล่านี้ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
3. Swim (およぎにふれる)

สำหรับโซนต่อไปอย่าง “Swim” หรือ “แหวกว่าย” จะต้องถูกใจโซนที่คนรักศิลปะหรืองานดีไซอย่างแน่นอน เพราะเป็นโซนที่เล่นกับแสงและเงา ให้สะท้อนไปกับคลื่นสะท้อนของน้ำ เพื่อแสดงให้เห็นการ “แหวกว่าย” ของปลาได้อย่างชัดเจน เงาคลื่นที่แผ่กระจายจากการแหวกว่ายของปลา เงาที่ตกกระทบไปยังพื้น และระลอกคลื่นที่ทับซ้อนกันในตู้จัดแสดง สิ่งเหล่านี้เรามั่นใจว่าจะเป็นประสบการณ์การรับชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแบบใหม่ที่จะเจอแค่ที่นี่อย่างแน่นอน
4. Wonder Moments (ワンダーモーメンツ)

ถ้าโซนที่แล้วเป็นการผสมผสานระหว่างงานศิลปะกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ โซน Wonder Moments หรือ “ช่วงเวลาที่น่าอัศจรรย์” ก็เป็นงานศิลปะอย่างแท้จริง โดยในโซนนี้จะเป็นงานศิลปะของลูกบอลทรงกลมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากดวงดาวบนท้องฟ้าในยามค่ำคืน โดยทรงกลมนี้จะแสดงภาพของน้ำ ดอกไม้ ต้นไม้ และจักรวาล ผ่านแสง สี เสียง เปลี่ยนสลับไปมาถึง 26 ฉาก โดยมีความยาวมากถึง 20 นาที ให้คุณได้ดูและถ่ายรูปได้อย่างจุใจ
5. Mimic (かくれるにふれる)

สำหรับโซนถัดไป จะเป็นโซนที่น่าสนใจมากๆ กับโซน Mimic หรือ “เลียนแบบ” ที่จะนำสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีความสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือฉากหลังได้ยกตัวอย่างเช่นกิ้งก่าคาเมเลี่ยน, ปลาหิน, กบแก้วไฟลส์ชแมน หรือ ปลาโคเม็ท ซึ่งการออกแบบตู้โชว์ให้สัตว์เหล่านี้อยู่ก็ออกแบบโดยเลียนแบบธรรมชาติที่ใช้ลวดลายของสัตว์เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้เราสามารถเห็นการ “เลียนแบบ” ที่อยู่ตามธรรมชาติได้อย่างชัดเจน
6. Waterside (みずべにふれる)

หลังจากอยู่บนโลกใต้น้ำมาสักพัก ก็ได้เวลาขึ้นมาบนบกกันบ้างกับโซน Waterside หรือ “ริมน้ำ” ที่จำลองโซนนี้เปรียบเสมือนป่าริมน้ำ ที่ให้คุณได้รู้จักกับสัตว์น้ำจืดและสัตว์ที่อาศัยอยู่ริมน้ำต่างๆ อย่างจระเข้หรือฮิปโปแคระ แต่ที่เป็นพระเอกของโซนนี้จริงๆ แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น “เสือโคร่งขาว” ที่ชื่อว่า Aqua สัตว์หายากที่มีเพียงไม่กี่ตัวในญี่ปุ่น ถ้ามาถึงโซนนี้ ก็อย่าลืมจับจองพื้นที่ดีๆ สำหรับถ่ายรูปเสือที่ทั้งน่ารักและสง่างามตัวนี้ให้ดีๆ ล่ะ
7. Behavior (うごきにふれる)

โซน Behavior หรือว่า “พฤติกรรม” สำหรับในโซนนี้จะเป็นโซนสวนสัตว์เปิดที่ไม่มีกรงขัง และให้สัตว์เดินไปเดินมาอย่างอิสระ สมกับชื่อโซนที่จะให้เราสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของสัตว์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในโซนนี้ก็เต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆ ที่น่าสนใจมากมายไม่ว่าจะเป็นลีเมอร์, เต่า, นกฮูก, นกยูงหรือนกชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสัตว์ที่อยู่ในกรงกระจกใสให้เราเห็นอย่างใกล้ชิดอย่างคาปิบาร่า, นาก และนกแพนกวิ้น เรียกได้ว่าได้เห็นสัตว์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
8. Biodiversity (つながりにふれる)

และสุดท้าย โซนภาพสามมิติอันทรงพลังที่ถูกฉายลงบนจอขนาดใหญ่สองจอบนพื้นและบนผนัง ให้เราได้สัมผัสถึงความใกล้ชิดใน “สิ่งที่เหมือนกัน” ระหว่างเรากับสิ่งมีชีวิต และค้นพบความน่าสนใจใน “สิ่งที่ต่างกัน” เพื่อให้ทุกคนได้มาค้นพบ “ความเชื่อมโยง” ในแบบของตัวเองกันได้ที่นี่
ซึ่งความจริงแล้ว นอกจากโซนหลักๆ ที่เรากล่าวไปด้านต้น ที่นี่ยังมีโซนย่อยต่างๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นโซนกินข้าว, โซนขายของที่ระลึก, โซนเวิร์กช้อปหรือโซนจัดชมภาพยนตร์วิดีทัศน์ เรียกได้ว่ามาเที่ยวกับเด็กๆ หรือครอบครัวไม่มีผิดหวังแน่นอน
ค่าเข้าชมและการเดินทาง
ค่าเข้าชม
・ผู้ใหญ่ (มัธยนปลาย/อายุ 16 ปีขึ้นไป) : 2,200 เยน
・เด็ก (ประถม-มัธยมต้น) : 1,100 เยน
・เด็กเล็ก (3 ปีขึ้นไป) : 650 เยน
ในส่วนของการเดินทาง ก็บอกเลยง่ายมากๆ เพราะ NIFREL ตั้งอยู่ในส่วนของ EXPOCITY ซึ่งสามารถมาได้หลากหลายเส้นทางไม่ว่าจะเป็นรถไฟ, รถยนต์ส่วนตัว หรือรถบัส แต่วิธีเดินทางที่ง่ายที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว เราก็ขอแนะนำให้เป็นรถไฟ เพราะสามารถนั่งมาลงที่สถานี Bampaku Kinenkoen Station จากนั้นเดินต่ออีกเพียงแค่ 2 นาทีก็ถึงแล้ว เรียกได้ว่าเดินทางสะดวกสุดๆ ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 45 นาทีจากกลางเมืองโอซาก้าในการเดินทางมาเท่านั้น
ข้อมูลเกี่ยวกับ NIFREL
ที่อยู่ : 〒565-0826 Osaka, Suita, Senribanpakukoen, 2−1 NIFREL EXPOCITY
เวลาเปิดปิด : 10:00 – 18:00 วันเสาร์, อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 9:30-19:00
เบอร์โทร : 0570-022060
แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/APziLv4cvhmUS67t6
แม้จะบอกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แต่ที่นี่ก็มีทั้งสัตว์บกและนก รวมไปถึงการออกแบบคอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่ผสมผสานกับศิลปะได้อย่างสนใจ เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแนวใหม่ ที่น่าสนใจไม่แพ้ที่ไหนๆ อย่างแน่นอน















