เกียวโต (Kyoto) 

,

คันไซ (Kansai)

20 วัดเกียวโต สวยสงบ รวมแลนด์มาร์คหลักและวัด unseen ที่น่าไปเยือน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนหลงรักที่นี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้นก็คือ วัดเกียวโต ที่กระจายตัวอย่างทั่วเมือง ราวกับโอเอซิสแห่งความสงบท่ามกลางชีวิตที่ยังคงเคลื่อยไหวไม่หยุด วัดเกียวโตไม่ได้มีแค่ความงดงามทางสถาปัตยกรรม แต่ยังสะท้อนปรัชญาความเรียบง่ายแบบเซน ความสมดุลระหว่างธรรมชาติกับสิ่งปลูกสร้างและจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ บทความนี้ได้รวบรวม 20 วัดเกียวโตที่ทั้งสวย สงบ เหมาะกับการหนีความวุ่นวายกลางเมือง ไม่ว่าคุณจะเดินทางเพื่อถ่ายภาพ ซึมซับวัฒนธรรม หรือเพียงอยากหามุมเงียบๆ ให้ใจได้พัก เกียวโตมีที่แบบนั้นรออยู่แน่นอน

1. วัดคิโยะมิซุเดระ / วัดน้ำใส (Kiyomizu-dera Temple)

วัดน้ำใส

วัดคิโยมิซุเดระ หรือ วัดน้ำใส คือหนึ่งในวัดเก่าแก่และโดดเด่นที่สุดของเกียวโต ตั้งอยู่บนเนินเขาฮิงาชิยามะ ทำให้บริเวณวัดมองเห็นวิวเมืองได้แบบกว้างไกลสุดสายตา ตัวอาคารหลักสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง โดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคก่อสร้างแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่น่าทึ่งมาก เดินขึ้นมาถึงลานระเบียงไม้กว้างๆ แล้วเข้าใจทันทีว่าทำไมมาเที่ยวโตเกียวแล้วต้องแวะมาที่นี่

วัดแห่งนี้ไม่ได้มีแค่วิวสวย แต่มีบรรยากาศที่ผสมความศักดิ์สิทธิ์กับความสงบได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะมาในฤดูซากุระบานหรือใบไม้เปลี่ยนสี บรรยากาศรอบวัดจะเปลี่ยนอารมณ์ไปตามฤดูกาล เดินต่อไปด้านล่างจะเจอน้ำตกโอโตวะที่ผู้คนต่อแถวรับน้ำศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าแต่ละสายให้อวบพรต่างกัน ทั้งเรื่องความรัก สุขภาพ และความสำเร็จมาที่นี่จึงไม่ใช่แค่เที่ยวชม แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่ได้หยุดใจช้าลงท่ามกลางความงามแบบญี่ปุ่นแท้ๆ

ไฮไลต์ของ วัดคิโยมิซุเดระ คือ ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากตัววิหารหลัก สูงจากพื้นดินหลายเมตร มองเห็นวิวธรรมชาติแบบพาโนรามา โดยเฉพาะช่วงใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วงหรือซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ภาพตรงนี้เหมือนโปสการ์ดมาๆ อีกจุดที่ไม่ควรพลาดคือน้ำตกโอโตวะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อคิโยมิซุ ที่แปลว่าน้ำใสบริสุทธิ์

2. วัดคินคะคุจิ / วัดทอง (Kinkaku-ji)

วัดทอง

วัดคินคะคุจิ (วัดทอง) วัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาอีกหนึ่งวัดของเกียวโต ศาลาสีทองอร่ามที่สะท้อนเงาลงบนสระน้ำกระจกใส ทำให้ทั้งพื้นที่ดูเหมือนฉากในความฝัน ตัวอาคารปิดทองคำเปลวแทบทั้งหลัง ตัดกับสีเขียวของสวนและท้องฟ้า เกิดเป็นภาพที่ไม่ว่าจะมาฤดูไหนก็สวยคนละแบบ ฤดูใบไม้ผลิก็ละมุน ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็อบอุ่น ฤดูหนาวก็มีหิมะปกคลุมก็ยิ่งเหมือนภาพวาดญี่ปุ่นโบราณ

ที่นี่เป็นความสมดุลระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติ ตัววัดตั้งอยู่กลางสระน้ำล้อมด้วยสวนแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม เดินตามทางรอบๆ แล้วจะรู้สึกเหมือนค่อยๆ ถูกพาให้ช้าลงโดยไม่รู้ตัว หลายคนที่นี่มาเพื่อถ่ายรูป แต่สุดท้ายกลับได้ช่วงเวลาสวบๆ ที่ทำให้ใจนิ่งขึ้นโดยไม่ต้องพยายามเลยสักนิด

ไฮไลต์ของ วัดคินคะคุจิ (วัดทอง) คือ ศาลาทองสามชั้นที่สะท้อนภาพลงในสระน้ำเคียวโกะจิอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ละชั้นออกแบบต่างสไตล์กัน ทั้งแบบชินเด็น ซามูไรและเซน รวมอยู่ในอาคารเดียว เป็นการรวมศิลปะหลายยุคสมัยไว้ในจุดเดียวแบบหาดูยาก และด้านบนสุดยังประดับรูปปั้นนกฟีนิกซ์สีทอง กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของที่นี่

3. วัดกินคะคุจิ / วัดเงิน (Ginkaku-ji)

Ginkaku-ji

วัดกินคะคุจิ (วัดเงิน) วัดที่มีความสวยเรียบง่ายแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ศาลาไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำ สะท้อนเงานิ่งๆ ลงบนผิวน้ำ กลายเป็นภาพที่ดูสงบจนเหมือนเวลาเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศโดยรอบเงียบ ร่มรื่น และเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ ที่ชวนให้ค่อยๆ เดิน ค่อยๆ มอง

สิ่งที่ทำให้วัดแห่งนี้น่ามาคือความละเมียดละไมของการจัดสวน ทั้งสวนทรายสีขาวที่ถูกคราดเป็นลวดลายอย่างประณีต และสวนมอสเขียวชอุ่มที่ปกคลุมพื้้นดินเหมือนพรมธรรมชาติ เส้นทางเดินไล่ระดับขึ้นเนินเล็กๆ เปิดมุมมองให้เห็นวัดจากหลายองศา ยิ่งถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูใบไม้ผลิ ภาพที่เห็นจะยิ่งละมุนเข้าไปอีก ใครที่อยากสัมผัสความสงบแบบไม่ต้องพยายาม ที่นี่คือคำตอบที่ชัดเจนมาก

ไฮไลต์ของ วัดกินคะคุจิ (วัดเงิน) คือ ศาลาเงินริมสระน้ำที่สะท้อนเงาสวยงามราวภาพวาด พร้อมสวนทรายโคเก็ตสึไดที่กองทรายถูกจัดเป็นทรงกรวยอย่างมีเอกลักษณ์ เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขาฟูจิ ความเรียบง่ายขององค์ประกอบทั้งหมดนี่เองที่กลายเป็นต้นแบบของสุนทรียะแบบวาบิ-ซาบิ ซึ่งให้คุณค่ากับความไม่สมบูรณ์แบบและความงามที่เงียบสงบ

4. วัดเรียวอันจิ (Ryoanji Temple)

Ryoanji Temple

วัดเรียวอันจิ วัดที่มีความนิ่งแบบเซนที่แท้จริงในเกียวโต วัดนี้โด่งดังระดับโลกจากสวนหินอันเรียบง่าย แต่ทรงพลังจนทำให้คนยืนมองได้เป็นสิบนาทีโดยไม่รู้ตัว พื้นกรวดสีขาวถูกคราดเป็นลวดลายคลื่นล้อมรอบก้อนหิน 15 ก้อนที่จัดวางอย่างตั้งใจ แต่ไม่ว่าจะยืนมุมไหย ก็มองเห็นได้ไม่ครบทั้ง 15 ก้อนในคราวเดียว ความไม่สมบูรณ์แบบที่ตั้งใจนี้เอง คือเสน่ห์ที่ชวนให้เราหยุดคิดและค่อยๆ มองดลกให้ลึกขึ้นอีกนิด

บรรยากาศรอบวัดเงียบสงบ มีสระน้ำเคียวโยจิที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้ที่นี่สวยคนละอารมณ์ในแต่ละฤดู ใบไม้เขียนสดในฤดูร้อน แดงส้มในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี หรือความนิ่งสะอาดตาในฤดูหนาว การมาเยือนวัดเรียวอันจิจึงไม่ใช่แค่การมาถ่ายรูปสวนหิน แต่เป็นการให้เวลากับตัวเองสักช่วงหนึ่ง เหมือนได้พักจากเสียงเมือง แล้วปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่

ไฮไลต์ของ วัดเรียวอันจิ คือ สวนหินคาเระซันซุย อายุกว่า 500 ปี ถือเป็นหนึ่งในสวนหินที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ความพิเศษอยู่ที่การจัดวางหิน 15 ก้อนบนลานกรวดสีขาวที่ดูเรียบง่าย แต่ซ่อนแนวคิดเชิงปรัชญาเรื่องความไม่สมบูรณ์และมุมมองของมนุษย์ไว้ได้อย่างลึกซึ้ง

5. วัดนันเซ็นจิ (Nanzenji Temple)

Nanzenji Temple

วัดนันเซ็นจิเป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของเกียวโตที่ให้บรรยากาศสงบแบบไม่ต้องพยายาม แค่ก้าวผ่านประตูไม้ขนาดมหึมาอย่างซันมง ก็เหมือนตัวเสียงเมืองด้านนอกออกไปทันที พื้นที่ของวัดกว้างมาก เดินแล้วไม่อึดอัด มีทั้งอาคารไม้โบราณ สวนหิน และทางเดินร่มรื่นที่ชวนให้ค่อยๆ ใช้เวลา วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางสำคัญของนิกายเซน จึงอบอวลไปด้วยความเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เหมาะกับคนที่อยากมาสัมผัสจังหวะชีวิตที่ช้าลง

สิ่งที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักคือบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยละมุนเป็นพิเศษ แดง ส้ม เหลือง ตัดกับอาคารไม้เก่าแก่ได้อย่างลงตัว ส่วนฤดูใบไม้ผลิก็สดใสไม่แพ้กัน ใครที่ชอบถ่ายรูป ที่นี่มีมุมสวยเยอะมาก แต่ถึงจะไม่หยิบกล้องขึ้นมา แค่ได้นั่งเงียบๆ มองแสงแดดลอดผ่านต้นไม้ก็รู้สึกเหมือนได้รีเซ็ตพลังชีวิตแล้ว

ไฮไลต์ของ วัดนันเซ็นจิ คือ สะพานอควอดักต์อิฐแดงสไตล์ตะวันตกที่ตั้งอยู่ภายในวัด ซึ่งสร้างขึ้นในยุคเมจิ ความผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณกับโครงสร้างอิฐโค้งแบบยุโรปทำให้ที่นี่มีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนวัดอื่นในเกียวโต และกลายเป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ดูเท่แบบเนียบๆ ไม่ต้องปรุงแต่งมาก

6. วัดเอคันโด / เซ็นรินจิ (Eikando Temple / Zenrinji Temple)

Eikando Temple

วัดเอคันโด หรือ วัดเซ็นรินจิ เป็นหนึ่งใน วัดเกียวโต ที่สายรักความสงบต้องหลงรักตั้งแต่ก้าวแรก บรรยากาศของที่นี่ร่มรื่น รายล้อมด้วยต้นเมเปิลจำนวนมาก ทำให้ในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี วัดทั้งวัดจะกลายเป็นทะเลสีแดง ส้ม เหลือง สวยจนเหมือนฉากในภาพวาดญี่ปุ่นโบราณ ตัวอาคารไม้เก่าแก่ สะท้อนเสน่ห์ความคลาสสิกแบบเฮอัน ผสมความเรียบง่ายตามแบบพุทธนิกายโจโดที่วัดนี้สังกัดอยู่ เดินไปตามทางไม้และสะพานเล็กๆ ข้ามสระน้ำ จะรู้สึกเหมือนเวลาเดินช้าลงโดยอัตโนมัติ

วัดแห่งนี้ไม่วุ่นว่ายเท่าวัดที่เป็นวัดดังในเมืองใหญ่ พื้นที่วัดค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถเดินชมได้แบบสบายๆ ไม่อึดอัด ด้านบนยังมีเจดีย์ทาโฮโตะที่ต้องเดินขึ้นเนินเล็กน้อย แต่เมื่อถึงจุดชมวิวจะมองเห็นเมืองเกียวโตจากมุมสูง บรรยากาศเงียบ ลมพัดเบาๆ เป็นดมเมนต์ที่เหมาะกับการหยุดพักใจจริงๆ ถ้ามาเกียวโตแล้วอยากสัมผัสวัดที่ทั้งสวย โรแมนติก และสงบในที่เดียว

ไฮไลต์ของ วัดเอคันโด คือ พระพุทธรูปมิกาเอริ อมิดะหรือพระอมิดะที่หันพระพักตร์เหลียวมองด้านหลัง ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นตามความเชื่อเล่าขาน นอกจากนี้ช่วงใบไม้เปลี่ยนสียังถือว่าเป็นหนึ่งในจุดชมเมเปิลที่สวยที่สุดในบรรดา วัดเกียวโต โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีการประดับไฟ บรรยากาศจะยิ่งละมุนและโรแมนติกเป็นพิเศษ

7. วัดโฮเน็นอิน (Honen-in Temple)

Honen-in Temple

วัดโฮเน็นอิน เป็นวัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่แถวทางเดินสายปรัชญา แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป จุดเด่นแรกที่สะดุดตาเลยคือซุ้มประตูไม้เรียบง่าย รายล้อมด้วยมอสสีเขียวที่ดูนุ่มราวกับพรมธรรมชาติ ความรู้สึกแรกที่ได้คือเบาทั้งสายตาและหัวใจ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากหลบจากความคึกคักของจุดท่องเที่ยวยอดนิยมในเกียวโต

ที่วัดแห่งนี้ทุกอย่างดูเรียบง่าย ทั้งทางเดินหินเล็กๆ เสียงใบไม้ไหว และสวนที่ปล่อยให้ธรรมชาติดูแลตัวเองตามฤดูกาล ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยเป็นพิเศษ โทนแดงส้มตัดกับสีเขียวของมอส ทำให้บรรยากาศโรแมนติกแบบเงียบๆ ถ้าอยากสัมผัสมุมสงบของ วัดเกียวโต ที่ไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูปกับใคร วัดนี้น่าสนใจมากๆ

ไฮไลต์ของ วัดโฮเน็นอิน คือ กองทรายศักดิ์สิทธิ์สองกองที่ตั้งอยู่หน้าวิหารหลัก ทรายจะถูกจัดลวดลายใหม่เป็นระยะๆ สื่อถึงการชำระล้างจิตใจตามความเชื่อทางพุทธศาสนานิกายโจโดะ ความเรียบง่ายขององค์ประกอบทั้งหมดทำให้ที่นี่มีเสน่ห์แบบเซนแท้ๆ ยิ่งมาช่วงเช้า จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน

8. วัดกิโอจิ (Gioji Temple)

Gioji Temple

วัดกิโอจิ วัดเล็ดๆ กลางย่านอาราชิยามะ ให้คำจำกัดความของคำว่าสงบ แบบไม่ต้องพยายามเลยจริงๆ เป็นวัดนิกายเซนที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าไม้และสวนมอสสีเขียวละมุน บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านใบไม้ชัดเจน ตัววิหารหลังเล็กมุงหลังคาฟางดูเรียบง่าย แต่ยิ่งเรียบก็ยิ่งงดงามในแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติมากกว่าความอลังการ

วัดแห่งนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ทั้งที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวหลักของเกียวโต พอเดินพ้นประตูวัดเข้ามาความวุ่นวายจะค่อยๆ หายไป เหลือแค่พื้นมอสหนานุ่มที่ปกคลุมทั่วสวน สีเขียวหลายเฉดสลับกับต้นเมเปิลและไม้ใหญ่ที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง ที่สีแดงส้มตัดกับมอสสีเขียวเข้ม กลายเป็นภาพที่ทั้งอบอุ่นและสงบในเวลาเดียวกัน

ไฮไลต์ของ วัดกิโอจิ คือ สวนมอสที่ปกคลุมพื้นที่แทบทั้งหมดของวัด ให้ฟีลเหมือนพรมธรรมชาติผืนใหญ่ละเอียดนุ่มตา แสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบพื้นสีเขียวทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวลเหมือนฉากในภาพยนตร์ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปและรูปปั้นเล็กๆ ภายในวิหารที่สะท้อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และตำนวนของหญิงนักบวชในยุคเฮอัน เพิ่มมิติให้การมาเยือนไม่ได้มีแค่ความสวย แต่ยังมีเรื่องเล่าให้ซึมซับด้วย

9. วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple)

Tofukuji Temple

วัดโทฟุคุจิ เป็นวัดเซนขนาดใหญ่ที่มีอาณาเขตกว้างมาก เดินได้เพลินแบบลืมเวลา จุดเด่นของที่นี่คือสะพานไม้สึเท็นเคียว ที่พาดผ่านหุบเขาเล็กๆ รายล้อมด้วยต้นเมเปิลนับพันต้น พอถึงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ภาพตรงหน้าจะกลายเป็นทะเลสีแดงส้มสดใสจนเหมือนหลุดเข้าไปในโปสการ์ด

ความน่ารักของที่นี่ไม่ได้มีแค่ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูใบไม้ผลิก็เขียวสดสบายตา ส่วนหน้าร้อนและหน้าหนาวก็มีเสน่ห์คนละแบบ ตัววัดเองให้บรรยากาศสงบจริงจังแบบเซน เดินผ่านโถงไม้เก่าแก่ เสียงพื้นไม้ดังเบาๆ ใต้เท้า แล้วค่อยๆ เข้าสู่สวนหินที่จัดวางอย่างมีจังหวะ ทุกอย่างดูเรียบง่าย แต่ยิ่งมองยิ่งลึก เหมาะมากกับวันที่อยากหนีความวุ่นวายแล้วปล่อยใจให้ช้าลงสักนิด

ไฮไลต์ของ วัดโทฟุคุจิ คือ สะพานสึเท็นเคียวที่มองเห็นผืนเมเปิลเต็มหุบเขาแบบพาโนรามาและสวนโฮโจ ซึ่งเป็นสวนเซนสไตล์โมเดิร์นผสมดั้งเดิม แบ่งเป็น 4 สวนรอบอาคารหลัก แต่ละฝั่งออกแบบไม่เหมือนกัน เดินชมครบแล้วจะรู้เลยว่าความเรียบของสวนหินสามารถทรงพลังได้ขนาดไหน

10. วัดซันจูซันเก็นโด (Sanjusangen-do Temple)

Sanjusangen-do Temple

วัดซันจูซันเก็นโด หนึ่งใน วัดเกียวโต ที่ทำให้หลายคนต้องเผลออุทานในใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป เพราะภายในอาคารไม้ยาวกว่า 100 เมตรนั้น ประดิษฐานพระโพธิสัตว์คันนนับพันองค์เรียงรายอย่างสง่างาม ภาพขององค์พระสีทองที่ยืนต่อเนื่องสุดสายตาให้ความรู้สึกทั้งยิ่งใหญ่และสงบในเวลาเดียวกัน บรรยากาศด้านในเงียบขรึมจนได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเองชัดขึ้น ราวกับทุกคนพร้อมใจกันลดเสียงลงโดยไม่มีป้ายเตือน

เสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้อยู่แค่จำนวน 1,001 องค์เท่านั้น แต่คือรายละเอียดแต่ละองค์ที่แตกต่างกัน ใบหน้าที่ไม่เหมือนกัน มือหลายกรที่สื่อถึงการช่วยเหลือสรรพชีวติและสถาปัตยกรรมไม้แบบดั้งเดิมที่ยังคงความเรียบง่ายตามแบบญี่ปุ่นโบราณ หากคุณอยากสัมผัส วัดเกียวโต ที่มีพลังทางศิลปะและจิตวิญญาณเข้มข้นแบบไม่ต้องปียเขาหรือเดินไกล ที่นี่คือจุดหมายที่ควรใส่ไว้ในลิสต์

ไฮไลต์ของ วัดซันจูซันเก็นโด คือ ห้องโถงไม้ที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นและพระโพธิสัตว์พันกร จำนวน 1,001 องค์ ที่เรียงต่อกันอย่างอลังการ เป็นภาพที่ทั้งทรงพลังและชวนให้จิตใจนิ่งลงอย่างประหลาด ใครที่ชอบงานศิลป์เชิงพุทธศาสนาและความงามแบบคลาสสิกจะต้องประทับใจแน่นอน

11. วัดไดโกจิ (Daigoji Temple)

Daigoji Temple

วัดไดโกจิ วัดใหญ่เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกียวโต โอบล้อมด้วยธรรมชาติและเชิงเขา ทำให้บรรยากาศที่นี่ต่างจากวัดใจกลางเมืองอย่างชัดเจน ความรู้สึกแรกเมื่อเดินเข้าไปคือความโปร่ง โล่ง และเงียบสงบแบบไม่ต้องพยายามหา ไฮไลต์ทางประวัติศาสตร์คือเจดีย์ไม้ห้าชั้นอายุกว่า 900 ปี ซึ่งถือเป็นสิ่งปลูกสร้างดั้งเดิมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโตและยังคงตั้งตระหง่านอย่างสง่างามท่ามกลางต้นไม้ใหญ่

ด้านในแบ่งเป็นโซนด้านล่างและด้านบน ใครที่ชอบเดินเล่นชมสวนญี่ปุ่นแบบประณีตต้องไม่พลาดสวนซันโบอินที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ส่วนสายธรรมชาติสามารถเดินขึ้นเขาไปยังโซนด้านบนเพื่อสัมผัสบรรยากาศสงบลึกกว่าเดิม ฤดูใบไม้ผลิคือช่วงที่ที่นี่สวยมากเป็นพิเศษ เพราะซากุระหลายร้อยต้นจะบานสะพรั่งจนทั้งวัดกลายเป็นสีชมพูละมุน ส่วนฤดูใบไม้ร่วงก็เต็มไปด้วยสีแดงส้มของใบเมเปิล เรียกได้ว่ามาเดือนไหนก็มีเสน่ห์คนละแบบ

ไฮไลต์ของ วัดไดโกจิ คือ การผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมในพื้นที่กว้างขวางแบบไม่อึดอัด ที่นี่เคยเป็นสถานที่จัดงานชมซากุระของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิในยุคศตวรรษที่ 16 และยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย ใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศวัดใหญ่ที่ยังคงความสงบ ไม่พลุกพล่านเท่าแลนด์มาร์กดังๆ ในตัวเมือง

12. วัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple)

Byodoin Temple

วัดเบียวโดอิน หนึ่งในวัดที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่นจนถูกยกให้เป็นมรดกโลก ตัวอาคารหลักที่เรียกว่าหอแห่งฟีนิกส์ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสีแดงสดสะท้อนกับสระน้ำด้านหน้า ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนวัดลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับภาพวาดที่ถูกทำให้มีชีวิตจริงๆ

ที่นี่มีความสมดุลระหว่างศิลปะ พุทธศาสนา และธรรมชาติ ไม่ว่าจะมาในฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระบานสะพรั่งหรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง บรรยากาศจะเปลี่ยนอารมณ์ไปตามฤดูดาล แต่ความสงบยังคงเดิมเสมอ การได้เดินช้าๆ รอบสระน้ำ มองเงาสะท้อนของวิหาร แล้วปล่อยใจให้เงียบลงสักครู่ คือเหตุผลที่หลายคนบอกว่าที่นี่ต้องมาให้ได้สักครั้ง

ไฮไลต์ของ วัดเบียวโดอิน คือ Phoenix Hall อาคารไม้โบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1053 และเป็นภาพเดียวกับที่ปรากฏอยู่บนเหรียญ 10 เยนของญี่ปุ่น ด้านในประดิษฐานพระอมิตาภพุทธะองค์ใหญ่ ส่วนด้านบนของหลังคามีรูปปั้นนกฟีนิกซ์อันเป็นสัญลักษณ์ของวัด เมื่อยืนมองจากมุมด้านหน้า คุณจะเห็นภาพสะท้อนในสระน้ำที่เกือบสมมาตรอย่างน่าทึ่ง เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมและเป็นภาพจำของเกียวโตเลยทีเดียว

13. วัดโชเร็นอิน (Shorenin Temple)

Shorenin Temple

วัดโชเร็นอินเป็นวัดที่ให้ความรู้สึกเงียบแบบมีพลัง ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป บรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ สวนมอสเขียวละเอียดเหมือนพรมธรรมชาติและอากาศไม้ที่เปิดรับวิวสวนแบบเต็มตา ทำให้ที่นี่ต่างจากวัดดังใจกลางเมืองที่ผู้คนพลุกพล่านกว่าอย่างชัดเจน ความนิ่งของพื้นที่ช่วยให้เราชะลอจังหวะตัวเองลงโดยอัตโนมัติ เหมาะมากสำหรับคนที่อยากพักสายตาและพักใจจากความวุ่นวายระหว่างทริปเกียวโต

วัดแห่งนี้เป็นการผสมผสานระหว่างสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมกับป่าไผ่เล็กๆ ภายในวัด ซึ่งให้ความรู้สึกสงบแต่ไม่เรียบจนเกินไป โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือช่วงเปิดไฟยามค่ำคืน บรรยากาศจะยิ่งโรแมนติกและลึกลับขึ้นอีกระดับ แสงไฟที่ส่องกระทบต้นไม้และมอส ทำให้ทั้งพื้นที่ดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ ใครที่อยากได้มุมถ่ายรูปสวยๆ แบบไม่ต้องเบียดคน วัดนี้ตอบโจทย์มาก

ไฮไลต์ของ วัดโชเร็นอิน คือ สวนมอสและสวนหินที่ออกแบบอย่างประณีต สามารถนั่งชมวิวจากตัวอาคารไม้แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมได้อย่างเต็มอารมณ์ รวมถึงการจัดแสดงไฟกลางคืนในบางช่วงของปีที่เปลี่ยนวัดให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะแห่งแสงบและเงา บรรยากาศสงบ ลึก และละมุนแบบที่สัมผัสได้จริงเมื่อไปยืนอยู่ตรงนั้น

14. วัดเท็นริวจิ (Tenryu-ji Temple)

Tenryu-ji

วัดเท็นริวจิ หนึ่งในวัดที่ให้ความรู้สึกนิ่งแต่ทรงพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งในอาราชิยามะ ตัววัดก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1339 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายในกลุ่มอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของเกียวโต แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนตกหลุมรักจริงๆ คือบรรยากาศที่ผสานธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว แค่ก้าวเข้าไปในบริเวณวัดเสียงเมืองก็เหมือนค่อยๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงลม เสียงน้ำและเงาสะท้อนของภูเขาอาราชิยามะบนผิวน้ำในสวนกลางวัด

ที่นี่มีความเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา สวนโซเก็นจิ ถูกออกแบบให้ใช้ภูเขาเป็นฉากธรรมชาติ ทำให้วิวดูใหญ่กว่าพื้นที่จริง ไม่ว่าจะมาในฤดูซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี หรือแม้แต่วันธรรมดาที่ฟ้าครึ้ม สวนแห่งนี้ก็มีมู้ดเฉพาะตัวเสมอ ถ้าอยากหามุมสงบๆ นั่งมองสระน้ำแล้วปล่อยใจลอย ที่นี่น่าสนใจมากๆ

ไฮไลต์ของ วัดเท็นริวจิ คือ สวนโซเก็นจิที่มีสระน้ำขนาดใหญ่ล้อมด้วยต้นไม้และหินจัดวางอย่างประณีต มองจากระเบียงไม้ของวิหารหลักจะเห็นภาพเหมือนเฟรมภาพวาดธรรมชาติขนาดยักษ์ ยิ่งช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระบาน บรรยากาศจะสวยละมุนจนแทบลืมหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป

15. วัดไซโฮจิ / วัดมอส (Saihoji Temple / Moss Temple)

Saihoji Temple

วัดไซโฮจิ หรือที่หลายคนเรียกว่าวัดมอส เป็นหนึ่งในวัดเกียวโตที่ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่งทันทีที่ก้าวผ่านประตูเข้าไป สิ่งที่ทำให้ที่นี่แตกต่างคือสวนมอสสีเขียวกำมะหยี่ที่ปกคลุมพื้นดินแทบทุกตารางเมตร มากกว่า 120 สายพันธุ์ ไล่เฉดตั้งแต่เขียวอ่อนจนถึงเขียวเข้มลึก บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเองชัดขึ้นเล็กน้อย เดินไปตามทางไม้รอบสระน้ำกลางสวนแล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไมคนรักความสงบถึงยกให้ที่นี่เป็นวัดในดวงใจ

ความพิเศษอีกอย่างคือการเข้าชมต้องจองล่วงหน้า ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวไม่แออัด บรรยากาศจึงนิ่งและเป็นส่วนตัวมาก ก่อนเข้าสวน ผู้มาเยือนจะได้ร่วมคัดลอกพระสูตรหรือฟังคำสอนสั้นๆ ภายในวิหาร เป็นประสบการณ์ที่ทำให้การมาเยือนวัดไซโฮจิไม่ใช่แค่การถ่ายรูปสวยๆ แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้ชะลอจังหวะชีวิตจริงๆ 

ไฮไลต์ของ วัดไซโฮจิ คือ สวนมอสสองระดับที่ออกแบบอย่างประณีตโดนพระภิกษุในยุคมุโรมาจิ ตัวสวนล้อมรอบสระน้ำรูปทรงคล้ายตัวอักษรจีน และในวันที่ฝนตกหรือหลังฝนพรำ มอสจะยิ่งเขียวสดราวกับเร่งความอิ่มสีขึ้นหนึ่งระดับ เป็นภาพที่ทั้งเรียบง่ายและทรงพลังในแบบเซนแท้ๆ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก

16. วัดโคไดจิ (Kodaiji Temple)

Kodaiji Temple

วัดโคไดจิ หนึ่งในวัดเกียวโตที่ให้บรรยากาศละมุนแบบไม่ต้องพยายามมาก ตั้งอยู่ย่านฮิกาชิยามะ เดินต่อจากถนนหินเก่าแก่ไม่ไกลก็ถึง บรรยากาศที่นี่ผสมความสงบกับความโรแมนติกแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ตัววัดสร้างขึ้นในปี 1606 โดยคิตะโนะ มันโดโกะ เพื่ออุทิศให้สามี ทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และกลิ่นอายยุคซามูไร

เสน่ห์ของวัดไคโดจิอยู่ที่สวนญี่ปุ่นที่ออกแบบอย่างประณีต มีทั้งสวนหินแบบเซน บ่อน้ำสะท้อนเงาอาคารไม้ และทางเดินผ่านป่าไผ่เล็กๆ ที่เงียบสงบกว่าป่าไผ่อาราชิยามะมาก เวลาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระบาน บรรยากาศจะสวนนุ่มลึกเป็นพิเศษ และช่วงกลางคืนยังมีการประดับไฟ ที่ทำให้สวนดูเหมือนภาพวาดมีชีวิตชีวา

ไฮไลต์ของ วัดโคไดจิ คือ สวนญี่ปุ่นที่สะท้อนแนวคิดความเรียบง่ายแบบเซน ผสานกับความหรูหราละเอียดอ่อนในรายละเอียดสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะช่วงจัดไฟกลางคืนที่บ่อน้ำจะสะท้อนสีสันราวกับกระจกธรรมชาติ บวกกับป่าไผ่เงียบๆ ด้านหลังวัดที่ให้ฟีลสงบกว่าแหล่งท่องเที่ยวดัง ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในวัดที่ทั้งโรแมนติกและสงบในเวลาเดียวกัน

17. วัดเคนนินจิ (Kenninji Temple)

Kenninji Temple

วัดเคนนิจิ เป็นวัดเซนเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1202 บรรยากาศเงียบสงบ เดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะรู้สึกเหมือนเสียงของเมืองที่คึกคักค่อยๆ หายไป เหมาะกับการมาพักใจจากความวุ่นวาย 

ที่นี่มีความเรียบง่ายแบบเซนแท้ๆ ทั้งสวนหินที่จัดวางอย่างมีจังหวะ ห้องเสื่อทาทามิที่เปิดรับแสงธรรมชาติและทางเดินไม้ที่พาเราสำรวจวัดทีละส่วน วัดนี้ไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีพลังบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกช้าลงด้วยตัวเอง ใครที่อยากเห็นอีกมุมของ วัดเกียวโต ที่ไม่เน้นความคึกคัก ที่นี่คือจุดที่ควรแวะจริงๆ

ไฮไลต์ของ วัดเคนนิจิ คือ ภาพวาดมังกรคู่บนเพดานหอธรรมหรือที่เรียกว่า Twin Dragons ลวดลายมังกรขนาดใหญ่สองตัวที่ดูเหมือนกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะ สร้างบรรยากาศขลังแต่สง่างามในเวลาเดียวกัน อีกจุดที่หลายคนชอบคือสวนหินสไตล์เซนที่มองแล้วเหมือนเรียบง่าย แต่ยิ่งมองยิ่งชวนให้คิด เหมือนงานศิลปะที่ตั้งใจเว้นที่ว่างไว้ให้จินตนาการของเราเติมเต็มเอง

18. วัดคุรามะเดระ (Kuramadera Temple)

Kuramadera Temple

วัดคุรามะเดระ เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขาคุรามะ ทางตอนเหนือของเมือง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยป่าสน ทางเดินหิน และโคมไฟเรียงรายให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่ง ระหว่างทางขึ้นวัดคุณจะได้เดินผ่านธรรมชาติแบบเต็มอิ่ม เหมือนได้ทั้งเที่ยววัดและเดินป่าในทริปเดียว

เสน่ห์ของที่นี่อยู่ที่ความสงบ รู้สึกขลังตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าวัด วัดคุรามะเดระมีประวัติยาวนานกว่าพันปีและเชื่อมโยงกับตำนานนักรบมินาโมโตะ โนะ โยชิสึเนะ ที่เคยมาฝึกวิชาบนภูเขาแห่งนี้ ทำให้สถานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายเรื่องเล่าและจิตวิญญาณ ใครที่ชอบสถานที่เงียบๆ ได้มองวิวภูเขา สูดอากาศสดชื่น และปล่อยใจนิ่งๆ ที่นี่ตอบโจทย์มาก

ไฮไลต์ของ วัดคุรามะเดระ คือ ลานหน้าอาคารหลักที่มีสัญลักษณ์ดาวหกแฉกขนาดใหญ่บนพื้น ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดพลังงานของภูเขาคุรามะ หลายคนชอบมายืนหลับตา สูดลมหายใจลึกๆ เหมือนรีเซ็ตพลังชีวิต อีกหนึ่งเสน่ห์คือเส้นทางเดินจากวัดต่อไปยังหมู่บ้านคิบูเนะ ใครมีเวลาแนะนำให้เดินเทรลต่อบรรยากาศสวยและเงียบมาก โดยเฉพาะช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูใบไม้ผลิ

19. วัดซันเซ็นอิน (Sanzen-in Temple)

Sanzen-in Temple

วัดซันเซ็นอินตั้งอยู่ในย่านโออาระ ทางตอนเหนือของเกียวโต บรรยากาศต่างจากตัวเมืองอย่างชัดเจน แค่ก้าวเข้ามาก็เหมือนหลุดเข้าสู่โลกที่เงียบกว่า นุ่มกว่า และเขียวกว่าที่คิด สวนมอสที่ปกคลุมพื้นดินเป็นพรมธรรมชาติเขียวสด ตัดกับต้นไม้สูงและอาคารไม้เก่าแก่ ทำให้ทั้งพื้นที่ดูละมุนเหมือนภาพวาดญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ยิ่งถ้ามาช่วงใบไม้เปลี่ยนสีหรือฤดูฝนที่มอสชุ่มน้ำ สีจะยิ่งลึกและสวยเป็นพิเศษ

ความเรียบง่ายของที่นี่ชวนให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสบรรยากาศแบบช้าๆ ไม่มีความอลังการแบบวัดใหญ่ใจกลางเมือง แต่กลับมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกผูกพัน ทั้งพระพุทธรุปเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ตามสวน เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ และแสงธรรมชาติที่ตกกระทบพื้นมอสเหมือนตั้งใจจัดฉากมาอย่างดี 

ไฮไลต์ของ วัดซันเซ็นอิน คือ สวนมอสกว้างขวางที่เต็มไปด้วยตุ๊กตาพระจิโซะตัวเล็กๆ แทรกตัวอยู่ตามพุ่มไม้และพื้นหญ้า ให้ความรู้สึกทั้งสงบและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีมุมให้นั่งชมสวนจากด้านในอาคารเสิร์ฟบรรยากาศแบบเซนแท้ๆ ที่ทำให้เวลาช้าลงโดยไม่รู้ตัว

20. วัดมันชูอิน (Manshuin Temple)

Manshuin Temple

วัดมันชูอินเป็นวัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทางตอนเหนือของเกียวโต แถบย่านภูเขาเงียบสงบ ไม่คึกคักเหมือนวัดยอดฮิตในตัวเมือง บรรยากาศที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักอากาศของชนชั้นสูงสมัยเอโดะมากกว่าวัดท่องเที่ยวทั่วไป อาคารไม้เรียบง่าย ตกแต่งสไตล์โชอิน รายล้อมด้วยสวนญี่ปุ่นที่จัดวางอย่างประณีต ทุกองค์ประกอบดูตั้งใจแต่ไม่โอ้อวด เหมือนศิลปะที่กระซิบเบา ๆ แทนที่จะตะโกนเรียกความสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นสวนหิน ต้นเมเปิลหรือวิวภูเขาด้านหลังวัด ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่สวยมากเป็นพิเศษ เพราะผู้คนไม่แน่น ทำให้คุณมีพื้นที่เงียบๆ สำหรับนั่งมองสีแดงส้มของใบไม้โดยไม่ต้องแย่งมุมถ่ายรูป ถ้าอยากสัมผัส วัดเกียวโต ในมุมสงบ ละเอียด และเป็นส่วนตัวมากขึ้น แนะนำที่นี่เลย

ไฮไลต์ของ วัดมันชูอิน คือ สวนญี่ปุ่นที่ออกแบบอย่างสมดุลระหว่างพื้นที่ว่างกับองค์ประกอบธรรมชาติ มองจากระเบียงไม้จะเห็นลายเส้นของสวนที่เหมือนภาพวาดแนวนิ่ง และภายในอาคารยังมีงานศิลปะบานเลื่อนโบราณ รวมถึงบรรยากาศแบบวัดตระกูลชั้นสูงที่เคยมีเชื้อสายราชวงศ์ดูแล ทำให้ทั้งสถานที่มีกลิ่นอายสงบ เรียบหรู และมีประวัติศาสตร์แฝงอยู่ทุกมุม

20 วัดเกียวโต ที่เราได้พาไปสำรวจ อาจทำให้คุณเห็นว่าเมืองนี้ไม่ได้มีแค่ความคึกคักของนักท่องเที่ยว แต่ยังเต็มไปด้วยมุมสงบที่ซ่อนอยู่ทุกทิศทาง วัดเกียวโตแต่ละแห่งมีเสน่ห์ต่างกัน ทั้งสวนหินเงียบ ๆ ทางเดินใต้ร่มไม้ และสถาปัตยกรรมไม้เก่าแก่ที่ชวนให้ใจนิ่งลง บางครั้งแค่ก้าวผ่านประตูวัด ก็เหมือนก้าวออกจากความวุ่นวายชั่วคราว ถ้าได้ไปเยือนเกียวโตครั้งหน้า ลองเผื่อเวลาให้ความสงบเหล่านี้ดูสักนิด แล้วคุณอาจค้นพบว่าการเดินทางที่ดีที่สุด คือการได้หยุดพักอย่างแท้จริง

Share :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด